พระเครื่องของไทยกับดาราฮ่องกง

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ พระเครื่องของไทยกับดาราฮ่องกง  นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

เครื่องรางของขลังจากไทยฮิตติดลมบนในฮ่องกงมานานหลายปี นอกจากความเชื่อความศรัทธาที่ใกล้เคียงกันแล้ว นักแสดงชื่อดังอย่าง“เฉินหลง”ก็สร้างกระแสความนิยมในเครื่องรางไทยในหมู่คนฮ่องกงด้วย พระเครื่องกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนฮ่องกงจำนวนไม่น้อยเลือกส่วมใส่ด้วยเหตุผลใกล้เคียงกับคนไทย จนธุรกิจเช่าพระเครื่องและเครื่องรางของขลังต่างๆในฮ่องกงขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆในรอบหลายปีที่ผ่านมา

โทมัสแพตตันแห่งCity University บอกว่าธุรกิจให้เช่าพระในฮ่องกงเริ่มขยายตัวอย่างเห็นได้ชัดเมื่อประมาณเกือบ ๑๐ ปีก่อน “ผมเริ่มเห็นร้านแบบนี้ในฮ่องกงมาตั้งแต่ปี ๒๐๐๘ – ๒๐๐๙ ได้ ก็พอจะบอกได้ว่าวงการนี้ในฮ่องกงมันเริ่มตั้งแต่ตอนนั้น” ปัจจุบันจะมีร้านให้เช่าพระกระจายตัวอยู่ในฮ่องกงมากมาย เฉลี่ยแล้วแทบทุกสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MTR ก็จะมีร้านแบบนี้ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันอย่างน้อยหนึ่งร้าน จากเดิมซึ่งเคยเป็นที่นิยมในหมู่คนไทยที่อาศัยในฮ่องกงหรือคนฮ่องกงที่ใช้ชีวิตติดต่อกับคนไทยก็เริ่มกระจายไปยังคนทั่วไปมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในย่านควนทงที่ว่ากันว่าเป็นศูนย์กลางของธุรกิจเครื่องรางจากไทยในฮ่องกงเลยก็ว่าได้

ว่ากันว่าคนฮ่องกงเริ่มมองสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากไทยเป็นที่พึ่งทางใจตั้งแต่เกาะศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งเอเซียแห่งนี้ ถูกปัญหาทางเศรษฐกิจเล่นงานจนเกือบเอาตัวไม่รอด โดยจะได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นกลางเป็นส่วนใหญ่ ส่วนคนระดับบนขึ้นไปจะเลือกเชื่อในเรื่องการปฏิบัติและพิธิกรรมมากกว่า อาจารย์โทมัส แพตตันยังเชื่อว่าโดยพื้นฐานคนฮ่องกงเองก็มีลักษณะคลั่งไคล้ต่อสิ่งต่างๆได้ง่ายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นพวกสื่อบันเทิงจากญี่ปุ่นสำหรับวัยรุ่น,แก็ดเจ็ตต่างๆสำหรับคนวัยทำงาน และแน่นอนว่ารวมถึงเรื่องความเชื่อในเครื่องรางต่างๆด้วย ซึ่งการผสมผสานทั้งเรื่องของศาสนาและไสยศาสตร์เข้าไว้ด้วยกันในแบบความเชื่อของคนไทยก็เป็นสิ่งที่“เข้าทาง”สำหรับคนฮ่องกงจำนวนหนึ่งมากๆ

ดาราฮ่องกงจุดกระแส “เครื่องราง”และ“พระเครื่อง”จากเมืองไทย นอกจากสื่อบันเทิงที่สร้างภาพจำให้เมืองไทยเป็นดินแดงแห่งความเชื่อแล้ว ตัวนักแสดงชาวฮ่องกงก็มีส่วนอย่างยิ่งในการสร้างกระแสดังกล่าวให้เกิดขึ้นด้วย ความศรัทธาต่อความเชื่อแบบคนไทยของดาราฮ่องกงเป็นที่รับรู้ในสายตาของคนฮ่องกงมานาน ร้านขายพระเครื่องทุกแห่งในฮ่องกงจะมีภาพของดาราดังที่ห้อยพระติดประกอบเอาไว้ด้วย ทั้งความโด่งดังของตัวดาราและ“ประสบการณ์พระ”หรือ“อภินิหารย์” ต่างๆ ก็ล้วนทำให้พระเครื่องหลายๆองค์กลายเป็นที่นิยมในหมู่ชาวฮ่องกงขึ้นมา

แน่นอนว่าภาพที่เฉินหลงใส่พระเครื่องคือภาพสุดฮิตของบรรดาร้านต่างๆในฮ่องกงว่ากันว่า เฉินหลงเคยห้อยพระ“สมเด็จฐานแซม หลวงพ่อแพ” จนคลาดแคล้วจากอุบัติเหตุระหว่างการถ่ายทำหนังเมื่อปี ๑๙๘๖ มาได้อย่างเหลือเชื่อจนพระรุ่นดังกล่าวถูกเรียกว่าเป็น “พิมพ์เฉินหลง” กันเลยทีเดียว ส่วนดาวบู๊แห่งยุคอย่าง ดอนนี เยน หรือ เจินจือตัน ก็มักจะสว“พระขุนแผน” เอาไว้เวลาถ่ายทำฉากแอ็กชั่นเสี่ยงๆเสมอ สำหรับดาราสาวคนดังจางป๋อจือก็เลือก “พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ไกเซอร์” สำหรับห้อยติดตัวและยังลือกันว่าเธอเก็บกุมารทองเอาไว้ที่บ้านด้วย โดยจากจางป๋อจือน่าจะได้รับอิทธิพลทางความเชื่อมากจากครอบครัวของอดีตสามีโดยเฉพาะแม่ของเซียะถิงฟงที่ศรัทธาในศาลท้าวมหาพรหม โรงแรมเอราวัณเป็นอย่างยิ่ง

จนปัจจุบันพระผีเสื้อครูบาฤกษณะ,ล็อกเก็ตจิ้งจอก ๙ หาง, กุมารทอง และ พระเครื่องหลวงพ่อแพคือกลุ่มที่คนฮ่องกงนิยมกันเป็นพิเศษและหากมีประสบการณ์หรืออภินิหารย์ใดๆเกิดขึ้นก็จะยิ่งทำให้ราคาพุ่งขึ้นไปอีก อย่างคราวที่ดาราสาวกัวเม่ยเม่ย บอกว่ากุมารทองที่เธอเพิ่งเช่ามานำโชคมาให้ทันที เมื่อเธอเข้าไปเสี่ยงโชคในคาสิโน กัวเม่ยเม่ยถึงขั้นเคยเปิดร้านให้เช่ากุมารทองและทำเงินได้อย่ามากมาย ข่าวบอกว่าเธอตั้งราคากุมารทองเอาไว้ตั้งแต่ ๓,๘๐๐ – ๒๐,๐๐๐ เหรียญฮ่องกง (ประมาณ ๑๙,๐๐๐ – ๑๐๐,๐๐๐ บาท) อย่าง“กุมารอาจารย์คม” ถูกตั้งราคาแพงกว่าในเมืองไทยถึง ๕ เท่ากันเลยทีเดียว

นอกจากธุรกิจความเชื่อความศรัทธาแบบไทยในฮ่องกงกำลังรุ่งขึ้นมาเรื่อยๆแล้ว พันทิพย์,ท่าพระจันทร์,งามวงศ์วาน ก็กลายเป็นอีกจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงไปโดยปริยาย อย่างที่คนฮ่องกงคนหนึ่งบอกเอาไว้ว่า “มันเข้าทางเลย เพราะศาสนาพุธของไทยมีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่างกับของคนฮ่องกง จนง่ายที่จะเอาเข้ามาผสมกับความเชื่อแบบทางจีนของคนฮ่องกง เหมือนกับที่คนไทยมาบูชาพระและเข้าวัดที่ฮ่องกงนั่นแหละ”

MGR Online

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply