พระเครื่องประจำตัว “บุเรงนอง”

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

“เรื่องเล่าฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ…

วิชาคาถาอาคมทั้งหลายเป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคลที่ได้มีการเล่าสืบทอดต่อๆกันมามากมายจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน” เรื่องราวที่ได้นำมาแบ่งปันในวันนี้เป็นเรื่องเล่าของกษัตริย์แห่งพม่านาม “บุเรงนอง” ใช่เพียงแต่คนไทยที่มีความเชื่อถือในเครื่องรางของขลังเท่านั้น

คนพม่าก็มีความเชื่ออย่างเดียวกัน หลักฐานที่แน่นอนอย่างหนึ่ง คือ เมื่อคราวที่ พระเจ้าบะยิ่นเนาน์หรือพระเจ้าบุเรงนอง มหาราชผู้ชนะได้ทั้งสิบทิศแห่งกรุงหงสาวดี กษัตริย์พม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุทธยา เมื่อ ๔๐๐ กว่าปีก่อน ได้ให้พระมหาฤาษีภูภูอ่อง ซึ่งมีตำแหน่งเป็นพระมหาราชครูในราชสำนัก จัดสร้างและปลุกเสกพระเครื่องขึ้น ให้มีพุทธาภินิหารในทางแคล้วคลาดคงกระพันชาตรีอย่างเยี่ยมยอด สมกับเป็นพระที่จักรพรรดิ์จัดสร้างขึ้นแจกแก่ทวยทหารกล้า เพื่อไปออกรบในหัวเมืองน้อยใหญ่ต่างๆ และตรงนี้เองจึงเป็นที่มาของชื่อ “พระยอดขุนพล บุเรงนอง” จักรพรรดิ์พระเครื่องในตำนานของพม่า

ภาพพระยอดขุนพลบุเรงนอง

หลวงพ่ออุตตมะก็ยังได้เคยเล่าให้เฉพาะศิษย์ที่ใกล้ชิดฟังว่า “อันพระบุเรงนองนี้ พระฤาษีภูภูอ่อง ได้บรรจุไว้ที่ถ้ำแถวเมืองมะละแหม่งบ้านเกิดของหลวงพ่ออุตตมะ ใกล้ชายแดนไทย-พม่า อยู่ ๒ ถ้ำด้วยกัน คือ “ถ้ำผาบง” และ “ถ้ำผาพะ” แต่ท่านก็ไม่ทราบว่า อันถ้ำทั้ง ๒ นั้น อยู่ที่ไหนกันแน่”

และคงจะเป็นด้วย “บุรพกุศล” ที่หลวงพ่ออุตตมะคงจะเคยได้สร้างสมร่วมกับพระมหาฤาษีภูภูอ่องมาแต่ปางก่อน ในที่สุด ก็มีเหตุให้หลวงพ่ออุตตมะบังเอิญได้ “รู้แหล่ง” ที่เก็บซ่อน “พระยอดขุนพล บุเรงนอง” จักรพรรดิ์พระเครื่องอันดับหนึ่งแห่งลุ่มแม่น้ำอิระวดีในวันหนึ่งจนได้…ไม่ใช่เกิดจากเหตุแห่ง “อภินิหาร” หรือ “เทวดาบอก” แต่อย่างไรทั้งสิ้น แต่เกิดจากอำนาจแห่ง “เมตตาบารมี” ของหลวงพ่ออุตตมะเองล้วนๆ เลยทีเดียวนั่นก็คือ

ภาพพระยอดขุนพลบุเรงนอง

ในสมัยที่ หลวงพ่ออุตตมะได้ออกธุดงค์ และได้บังเอิญช่วยรักษาโรคให้หัวหน้ากระเหรี่ยงคริสต์คนหนึ่ง จนหายเป็นปกติ ทำให้กระเหรี่ยงคนนี้ นับถือหลวงพ่ออุตตมะ เป็นอย่างยิ่ง วันหนึ่ง ได้มาเล่าให้หลวงพ่อฟัง ราวปีพ.ศ.๒๔๙๐ ความว่า

“มีลูกน้องของตนหมู่หนึ่ง ถูกทหารพม่าตามไล่ล่า จนกระทั่งหนีมาหลบซ่อนในถ้ำๆ หนึ่งแถวเมืองมะละแหม่ง โดยภายหลังจากที่ได้เฝ้าคุมเชิงตั้งแต่เช้าจนพลบค่ำ บรรดากระเหรี่ยงก็ไม่ยอมตีฝ่าวงล้อมออกมา ท้ายสุด ทหารพม่า เลยเอาอาวุทไฟกลและกลไฟขนาดหนักๆถล่มจากปากถ้ำนับไม่ถ้วน นับเป็นพันๆ หมื่นๆ ลูก จึงเลิกทัพกลับไป

ครั้งตอนรุ่งเช้า บรรดาลูกน้องของตน ซึ่งไม่ได้รับอันตรายใดๆ ก็ออกจากที่ซ่อนในถ้ำมาสังเกตการณ์ดู เห็นปลอกและลูกกระจายอยู่บริเวณปากถ้ำเกลื่อนไปหมด แต่ไม่มีแม้แต่เพียงนัดเดียว ที่จะวิ่งผ่านเข้ามาถึงข้างในได้ ก็แปลกใจ เลยคิดว่า ในถ้ำแห่งนี้คงต้องมีของวิเศษอยู่แน่ๆ พวกลูกน้องข้าเลยเข้าไปสำรวจในถ้ำดู พลันก็ได้เจอ “ภูเขาต๊กตา” ขนาดย่อมๆ กองอยู่ หยิบขึ้นมาดูก็ไม่รู้จักว่า นี่เป็นรูปตุ๊กตาอะไร ข้าเลยเอามาให้หลวงพ่อดูนี่แหละ”

เมื่อได้เห็น “ตุ๊กตา” ที่หัวหน้ากระเหรี่ยงเอามาให้พิจารณาดูเพียงเท่านั้น หลวงพ่ออุตตมะก็อุทานขึ้นมาทันที เพราะนั่นคือ พระยอดขุนพล ๔๐๐ กว่าปี สมัยพระเจ้าบะยิ่นเนาน์หรือบุเรงนอง ที่ตามหาอยู่

และนี่เอง คือ “ปฐมเหตุ” แห่งการ “แตกกรุ” อย่างเป็นทางการของ “พระยอดขุนพล บุเรงนอง” ที่ปัจจุบัน นับเป็นของดีที่หาได้ยากยิ่ง และเป็นที่ใฝ่ฝันนักหนาของบรรดา “ศิษย์ใกล้ชิด” ของหลวงพ่ออุตตมะทุกๆ ท่าน รวมทั้งผู้ที่ “รู้ประวัติ” ความเป็นมาที่ยากจะหาใดเปรียบได้ตราบเท่าถึงบัดนี้

อีกหนึ่งตำนานที่มีการเล่าสืบทอดกันมาทุกยุคทุกสมัยเป็นเรื่องราวที่เต็มเปี่ยมไว้ด้วยศรัทธาถึงจะเหลือเชื่อแต่ก็เกินกว่าที่จะสามารถพิสูจน์กันได้จนถึงปัจจุบัน

ข้อคิดท้ายเรื่อง รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นที่ลับของทุกๆคนมาตลอด

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนบ้วนน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบถ่ายหนักวันละกี่คนถ่ายเบาวันละกี่คนเป็นประจำเดือนวันละกี่คนน้ำที่เราอาบน้ำล้างก็ไหลลงพื้นคนตายวันละกี่คนสัตว์ละวันละกี่ตัวเมื่อตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากซากที่ตายนั้นละมาใช้ส่วนบางพวกที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นเมฆตกมาเป็นฝนศ พอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำสกปรกที่เกิดจากควันรถลมแก๊ชคนผายลมวันกี่คนควันจากการเผาซากศ พลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะ

พัดผ่านขี้ เยี่ย วผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวอีกกันอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะนะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคา วยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทา นเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้ตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่บ้วนลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากสิ่งปฏิกูลซากศ พซากสัต ว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดทุกสิ่งดูล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศ พไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินซากพืชซากสัต ว์สักเจ็ดวันจะมีเเรงทำลูกกันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัต ว์ของสกปร กดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี่เยี่ย วไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง๑๐กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไร

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยนดูต้นตอของที่มาทุกสิ่้งดูได้วิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุด)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรืออยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความผิดซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี่เยี๊ยวผายลมอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมด

ทุกอย่างคือศ พขี่เยี๊ยวดินจากศพ น้ำจากประจำเดือน ลมจากผายลม ไฟจากแก๊สซากสัตว์อยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับเถ้าของคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินเถ้าน้ำจากลมเผาศ พของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะได้กินเถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่ควายก็ยังกินพืชมากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่้น เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม(ก่อนเกิดจักวาลและโลกทุกอย่างคือสมมุติและคำว่าสมมุติเองก็เป็นสมมุติเช่นกัน)

 

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น