พระเพลิงพ่ายบารมีภาพของบารมีพระเกจิย์แห่งยุค

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

หลวงพ่อเดิมเคยกล่าวกับผู้ใกล้ชิดของท่านลอยๆว่า” ของของฉันต้องหลังจากฉันตายไปแล้วสัก ๓๐ ปีนี่แหละจึงจะได้รับการกล่าวขวัญไปทั่ว” เรื่องนี้กรรมการวัดรุ่นเก่าได้เคยปรารภกับผู้เขียนเมื่อคราวที่ได้เดินทางไปร่วมงานทอดผ้าป่าสมทบทุน สร้างมณฑป หลวงพ่อเดิมที่วัดหนองโพเมื่อปลายปีที่แล้ว จากปีพ.ศ.๒๔๙๔ อันเป็นปีที่หลวงพ่อมรณะภาพมาจนถึงปีนี้ก็ ๓๕(ในอดีต) ปีพอดีพระกิตติคุณของหลวงพ่อเดิมก็เป็นที่เลื่องลือและยอมรับอย่างกว้างขวางในทั่วประเทศวัตถุมงคลทุกอย่างมีราคาค่างวดสูงมีของปลอมระบาดมากมายผู้ที่เคารพนับถือต่างเสาะหาวัตถุมงคลของหลวงพ่อไว้ป้องกันตัวกันอย่างขนานใหญ่สมกับคำทำนายของหลวงพ่อที่พูดลอยๆไว้ทุกประการ

เมื่อปีที่แล้วผู้เขียนได้ยินข่าวว่า ไฟไหม้ที่บ้านมีครั้งใหญ่มีบ้านไม้รอดจากอัคคีภัยครั้งนั้นสองสามหลัง หนึ่งในจำนวนนั้นมีรูปพิมพ์สอดสีหลวงพ่อเดิม นั่งในแววหางนกยูงอยู่กับบ้านเพียงรูปเดียว แต่เนื่องจากภารกิจการงานในหน้าที่ไม่อำนวย ผู้เขียนจึงไม่อาจจะเดินทางไปทำข่าวได้กระทั่งเมื่อเร็วๆนี้มีข่าวเพลิงไหม้ที่ตลาดบ้านแพนหรือที่เรียกกันว่าตลาดเสนานั่นแหละ ไฟไหม้คราวนี้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตลาดบ้านแพนขนาดหนักคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า ๔๐ ล้านบาทผู้เขียนยังได้รับการบอกเล่าจากผู้ที่รู้จักชอบพอกันที่ไปเยี่ยมญาติผู้เคราะห์ร้ายว่ามีอาคารบ้านเรือนไม่กี่หลังที่รอดจากพระเพลิงมาได้อย่างไม่น่าเชื่อและ เท่าที่รู้ปรากฏว่ามีภาพแววหางนกยูงของหลวงพ่อเดิมไว้ในบ้านเหล่านั้นด้วย

เมื่อผู้เขียน ได้พบกับท่านอาจารย์สมศักดิ์ พงษ์พูนลาภ ผู้เขียนพระประวัติหลวงพ่อจงวัดหน้าต่างนอกและ เป็นส.ท. ของอ.เสนา อยู่ด้วยซึ่งไปส่งต้นฉบับพอดีจึงได้ปรารภถึงเรื่องไฟไหม้และอภินิหารของหลวงพ่อเดิม ท่านอาจารย์สมศักดิ์ผู้มีใจอารีก็รับเป็นภาระที่จะพาผู้เขียนไปดูสถานที่และสัมภาษณ์ร้านที่รอดจากการถูกเพลิงไหม้ในวันเสาร์ที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดังนั้นข้อเขียนในฉบับนี้ก็ต้องขอขอบพระคุณท่านอาจารย์สมศักดิ์ พงษ์ พูนลาภ ไว้ ณ ที่นี้ด้วย

สภาพ เวรที่ถูกไฟไหม้ในตลาดเสนานั้นดูแล้วแปลกๆคล้ายกับงูเลื้อยคือเว้นช่วงจากบ้านที่มีของดีคุ้มบ้านผลาญบ้านข้างเคียงแล้วข้ามฟากไปไม่ที่อื่นดูเวิ้งว้างและน่าสลดใจ จากคำบอกเล่าของผู้อยู่ในเหตุการณ์กล่าวว่าเพลิงลุกไม่ขึ้นไม่มากนักแต่เนื่องจากรถดับเพลิงของอ.เสนา มีกำลังไม่พอต้องขอกำลังช่วยเหลือจากที่อื่นกว่าจะเคลื่อนกำลังมาก็ไม่อาจสกัดไปเอาไว้ได้ และเป็นการไม่ในเวลากลางคืนเมื่อทางเจ้าหน้าที่ไฟฟ้าตัดไฟออกแล้วความมืดก็เข้าปกคลุมทำให้ลำบากทั้งแก่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและผู้คนที่ขนของอพยพหลบหนีเพลิงกันเป็นจ้าละหวั่น

ร้านค้าที่รอดจากการเป็นเหยื่อพระเพลิงทั้งทั้งที่อยู่ในจุดที่ไฟโหมไหม้อย่างหนักและรถดับเพลิงก็ไม่อาจจะฉีดน้ำมันเลี้ยงได้คือร้านขายของชำชื่อ” แก้ว” เลขที่ ก ๔๓๗ / ๒ ตลาดเสนา( ตลาดบ้านแพน) เจ้าของร้านคือคุณแก้ว ขมคิ้ม ซึ่งเปิดร้านขายของชำมาเป็นเวลานานพอสมควรแล้วในแก้วให้การต้อนรับผู้เขียนเป็นอย่างดีเมื่อสนทนาวิสาสะกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วผู้เขียนก็เอ่ยถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดไฟไหม้เพื่อโยงใยไปถึงเรื่องปาฏิหาริย์อันเป็นจุดประสงค์หลักของผู้เขียน

คุณแก้ว ขมคิ้ม เปิดเผยว่าเวลาประมาณเที่ยงคืนเขาได้ยินเสียงเอะอะภายนอกจึงเปิดหน้าต่างออกมาดูเหตุการณ์เห็นไฟ ดับมืดและมีเสียงคนตะโกนว่า ” ไฟไหม้ๆ” เขาจึงระลึกได้ในวินาทีนั้นว่าบัดนี้ใครอันใหญ่หลวงได้เข้ามาเยี่ยมเยือน ตลาดบ้านแพนเข้าให้แล้วเขาแง้มประตูหน้าร้านออกไปดูเหตุการเห็นแสงไฟลุกโชติช่วงติดอาคารร้านค้าที่อยู่ถัดเขาออกไป ด้านอาคารร้านค้าที่อยู่ถัดเขาออกไปด้านหนึ่งและลุกลามเข้ามาเรื่อยๆ นายแก้วรู้สึกมืออ่อนเท้าอ่อนไม่รู้จะทำอย่างไรดีจึงปิดประตูหน้าร้านเพื่อป้องกันพวกมิจฉาชีพถือโอกาสเข้ามาฉกฉวยของมีค่า

ภาพถ่ายหลวงพ่อจงวัดหน้าต่างนอก

ภรรยาของคุณแก้วไม่ฟังเสียงรีบเก็บทรัพย์สินมีค่าทั้งทองอย่างและเงินสดเอกสารสำคัญบัญชีลูกหนี้แม้แต่สายสร้อยคอที่ห้อยเหรียญหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอกก็ถูกภรรยาของคุณแก้วปลดออกแล้วหอมรวมกันไว้กะว่าพอรวบรวมเสร็จก็จะลบออกจากบ้านไม่มีแก่ใจที่จะขนสินค้าบรรดามีในร้านออกมาเพราะมันชุลมุนไปหมด ร้านก็ไม่มีประกันภัยป่วยการจะขนออกมาไม่ตายก็หาใหม่ได้แต่ที่ไหนได้ชั่วเวลาไม่นานนับไฟก็ไม่มาติดข้างร้านเสียงเปรี๊ยะปร๊ะ ของไม้ที่ถูกไฟไหม้ปะทุดังถนัดหูคุณแก้ววิ่งขึ้นไปชั้นบนก็แทบสิ้นสติเพราะเปลวไฟได้แลบเบียเข้ามาติดฝาบ้านของเขาเข้าให้แล้ว เขายกมือขึ้นพนมแล้วกล่าวคำอธิษฐานขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในบ้านช่วยปู่ย่าตายายก็ไม่ลืมที่จะเรียกให้ช่วย

คึ่กๆๆ เสียงไฟถูกลมกระพรือดังถนัดหูความร้อนจากเปลวไฟกระทบกับผิวหน้าของคุณแก้วจนร้อนผ่าวอัศจรรย์ใจนัก แก้วซึ่งกำลังหมดอะไรตายอยากก็กลับประสบกับความมหัศจรรย์ที่เขาไม่คาดคิดมาก่อนกล่าวคือ จู่ๆก็มีลมประหลาดพัดกรรโชกมาทางหน้าต่างบ้านของเขาทั้งทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีคุณแก้วได้เล่าให้ฟังว่า

ลมนี้ประหลาดมันเป็นลมลูกใหญ่เบ้อเร่อพัดแรงมากเสียงลมพัดดังตึงๆ จนบ้านสะเทือน เขาเองรู้สึกถึงแรงลมได้เป็นอย่างดีลมนั้นพัด เข้ามากระแทกเปลวไฟที่กำลัง แลบเลียไหม้ข้างฝา ดังวู่ๆ แล้วก็หวนกลับออกไปทันทีลงกลุ่มนั้นได้ดันเปลวไฟให้หวนกลับไปทางด้านข้างและด้านหลังแล้วไม่ลามไปปิดอาคารบ้านเรือนที่อยู่ด้านหลังกินอาณาเขตเวิ้งว้างไปหมดแต่ร้านขายของชำของคุณแก้วไฟไม่อาจทำอันตรายได้คงเหลืออยู่เพียงห้องเดียวในขณะที่อาคารบ้านเรือนที่กระหนาบอยู่ทั้งด้านหน้า ด้านข้างและด้านหลังถูกไฟไหม้วอดวายเป็นเถ้าถ่าน

คุณแก้วได้พาผู้เขียนขึ้นไปดูชั้นบนที่ถูกไฟไหม้ ภาพที่เห็นก็คือฝาห้องที่เป็นไม้บุกด้วยแผ่นไฟเบอร์ถูกเปลวไฟที่ทะลุบานเหล็กดัดที่หน้าต่างด้านหลังแรกเข้ามาเผาไหม้จนเป็นเถ้าถ่านในบริเวณนั้นมีกองกระดาษทิชชู และข้าวของจิปาถะที่เป็นสินค้าสำรองที่เปียกน้ำได้ง่ายกองอยู่มากมาย คุณแก้วหยิบถุงกระดาษทิชชูมาบรรจุ ม้วนที่พลาสติกหุ้มภายนอกละลายเพราะความร้อนขึ้นมาให้ดูและอธิบายประกอบว่า” เห็นไหมครับว่าไฟมันร้อนขนาดไหน รถดับเพลิงไม่ได้ฉีดน้ำมาสักหยดดูสิครับหากมีการฉีดน้ำข้าวของเหล่านี้ซึ่งเปียกน้ำง่ายคงจะเสียหายไปหมดแล้ว แต่นี่ทุกอย่างยังเหมือนเดิมที่เคยเป็นก็ผมไม่ได้ขนย้ายเลยนี่ครับ”

จากบริเวณที่ถูกไฟไหม้ในแก้วสีมือไปทางหน้าต่างและอธิบายเพิ่มเติมว่าลมเข้ามาทางนี้ครับ ลมเป็นก้อนครับเสียงตึงๆ จนบ้านสั่น ผมก็รู้สึกถึงความแรงของลมที่ม้วนเป็นก้อนแล้วดันไฟให้ถอยกลับออกไปทางหน้าต่างทันทีเหมือนปาฏิหาริย์ มาข้างล่างล็อคห้องแล้วก็ยืนดูไฟไหม้อาคารร้านค้าคนอื่นที่อยู่ตรงข้ามผมก็ไม่ไม่มีเหลือด้านข้าง ด้านหลังก็วอดวายหมดมีร้านผมนี่แหละรอดได้พูดแล้วขนลุกครับ” เขาพูดพร้อมกับชูแขนที่ขนลุกตั้งชันให้ดูประกอบคำพูด

ผู้เขียนหวนกลับมาพูดถึงเรื่องปาฏิหาริย์ เพื่อเข้าจุดที่ต้องการจะมาทำข่าวประกอบคอลัมน์ใต้รอยบาทหลวงพ่อเดิมด้วยการถามว่า” ที่บ้านคุณมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรที่คุณคิดว่าช่วยคุณไว้” คุณแก้วจึงนึกขึ้นได้และพาผู้เขียนไปที่หิ้งบูชาในร้านที่บูชาทำเป็นตู้กระจกมีบานเลื่อนได้มีรูปหล่อของพระอาจารย์ 2 รูปและพระบูชาอีกจำนวนหนึ่งแต่ที่สะดุดตาก็คือกรอบรูปที่บรรจุภาพแววหางนกยูงของหลวงพ่อเดิมที่พิงอยู่นอกตู้ผู้เขียนได้สอบถามต่อไปว่า” รูปถ่ายนี้คุณแก้วเอามาตั้งไว้นานหรือยัง” คุณแก้วนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า

เดิมทีรูปนี้เขาได้มาจากร้านขายทองแม่กิมไล้ซึ่งมีความคุ้นเคยกันมาแต่ก่อน( ร้านทองแม่กิมไล้ก็เป็นอีกร้านหนึ่งที่รอดจากไฟไหม้ครั้งนี้เช่นเดียวกันและมีภาพแววหางนกยูงแบบเดียวกันนี้ติดอยู่ในร้านเหมือนกัน) ร้านทองแม่กิมไล้เป็นน้องสาวของคุณธารี ปิติธนสารสมบัติ เจ้าของห้างค้าเพชรทองปิติพรข้างธนาคารกรุงเทพสาขาราชวัตร และได้ภาพนี้มาจากคุณธารี เพราะคุณธารี เป็นผู้ที่เดินทางไปเช่าบูชาภาพแววหางนกยูงนี้มาจากทางวัดหนองโพเป็นจำนวนมากพอสมควรเพราะตระหนักในบารมีของภาพนี้จากข่าวเล่าลือของบรรดาผู้เคารพนับถือหลวงพ่อเดิม

แต่ก่อนๆ มาเมื่อร้านทองแม่กิมไล้ได้ภาพมาก็แบ่งให้กับร้านแก้วไป ๑ แผ่นคุณแก้วได้นำไปใส่กรอบกระจกและแขวนไว้ที่ร้านตัดกระจกที่คุณแก้วเป็นเจ้าของกิจการซึ่งอยู่ห่างออกไปตั้งแต่เมื่อ แล้วและก่อนที่จะเกิดเพลิงไหม้ไม่กี่เดือนก็เหมือนมีลางสังหรณ์มาเตือนคุณแก้วกล่าวคือเมื่อไปที่ร้านตัดกระจกแล้วมองเห็นภาพนี้แขวนอยู่ทำให้คุณแก้วตัดสินใจนำรูปแววหางนกยูงนี้มาจากร้านตัดกระจกแล้วนำเข้ามารวมกับพระในตู้ แต่เนื่องจากภายในตู้ไม่มีที่จะประดิษฐานจึงได้วางทิ้งไว้ระหว่างขอบตู้กระจกกับฝาผนัง ดังนั้นรูปแววหางนกยูงจึงกลายเป็นวัตถุมงคล ล่าสุดที่คุณแก้วย้ายเข้ามาในบ้านก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้เมื่อประมวลเหตุการณ์เข้าด้วยกันก็พอจะสรุปได้ว่า

๑. ร้านทองแม่กิมไล้ซึ่งให้รูปแววหางนกยูงแก่คุณแก้วกับร้านแก้วต่างก็มีรูปแววหางนกยูงอยู่ในร้านและรอดจากเพลิงไหม้มาอย่างน่าใจหายตึกด้านข้างถัดไปอีกห้องหนึ่งไฟไม่หมดแต่ร้านทั้งสองฝ่ายกลับเปลี่ยนทิศออกไป

ภาพถ่ายหลวงพ่อเดิม พุทธสโร

๒. ที่บ้านหมี่ก็มีบ้านที่รอดจากเพลิงไหม้เพราะมีรูปแววหางนกยูงหลวงพ่อเดิมและที่เขาทองก็มีข่าวว่าภาพแววหางนกยูงนี้คุ้มอัคคีภัยให้กับบ้านเรือนหลายหลังที่มีอยู่ประจำชาว นครสวรรค์เชื่อถือกันมานานแล้วว่ารูปแววหางนกยูงของหลวงพ่อมีอำนาจป้องกันไฟไหม้ได้เป็นอย่างดี

๓. รูปแววหางนกยูงของหลวงพ่อเดิมเป็นวัตถุมงคลล่าสุดที่คุณแก้วโยกย้ายจากร้านกระจกมาไว้ในร้านจึงใกล้ชิดกับเหตุการณ์เพลิงไหม้มากที่สุด

และเมื่อผู้เขียนถามความเห็นของคุณแก้ว ขมคิ้ม ถึงเรื่องนี้คุณแก้วก็พยักหน้าและกล่าวว่า” น่ากลัวจะเป็นรูปแววหางนกยูงนี่แหละครับเพราะแต่ก่อนผมเอาไปไว้ที่ร้านตัดกระจกไม่ได้สนใจมาก่อน เกิดเพลิงไหม้ไม่นานผมก็เกิดแรงบันดาลใจให้ไปเอาเข้ามาไว้ที่ร้านนี่ถ้าผมไม่เอามาไว้ที่ร้านก็เห็นทีจะหมดตัวกันคราวนี้เอง”

สำหรับร้านทองแม่กิมไล้นั้นเมื่อได้ภาพแววหางนกยูงมาก็ใช้สก๊อตเทปแปะรูปติดกับกระจก ตู้โชว์หน้าร้านไว้ไม่ได้ใส่กรอบไฟที่ไหม้ตึกแถวข้างเคียงก็มาหยุดลงที่ข้างร้านทองแม่กิมไล้ แล้วข้ามถนนไปไหม้ที่อื่น ที่น่าอัศจรรย์จึงพอจะสรุปได้ว่าร้านทองแม่กิมไล้และร้านแก้วรอดจากอัคคีภัยมาได้เพราะภาพแววหางนกยูงของหลวงพ่อเดิมนั่นเอง

และในการไปทำข่าวครั้งนี้ได้พบบ้านไม้ในตลาดสดบ้านแพนซึ่งรอดจากอัคคีภัยมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจเช่นเดียวกันแต่บ้านนั้นมีภาพถ่ายของหลวงพ่อจงวัดหน้าต่างนอกที่ทางวัดสร้างขึ้นหลังจากหลวงพ่อมรณภาพไปแล้วอยู่ ๑ ใบซึ่งอาจารย์สมศักดิ์ พงษ์พูนลาภ ได้กรุณาพาไปดูให้เห็นกับตาถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อจงอันเป็นเรื่องที่น่ายินดีเรื่องหนึ่งสำหรับศิษย์สายหลวงพ่อจงซึ่งมีฉายาพุทธสโรเหมือนกับหลวงพ่อเดิม

ภาพถ่ายหลวงพ่อจงวัดหน้าต่างนอก

ท่านผู้อ่านที่เคารพหลวงพ่อเดิมแห่งวัดหนองโพนั้นท่านมีเมตตาเป็นที่ตั้งท่านยังคอยคุ้มครองลูกหลานและผู้เคารพนับถืออยู่เสมอมาเข้าทำนองว่า”เจ้า ระลึกถึงหลวงพ่อหลวงพ่อก็ระลึกถึงเจ้า” ผู้ที่เคยปฏิบัติบูชา ไม่หลวงพ่อเดิมจะประจักษ์ความจริงข้อนี้ทุกคนจะ ช้าหรือเร็วเท่านั้น ผู้เขียนในปัจจุบันมิได้มีวัตถุมงคลใดๆของหลวงพ่อไว้จำหน่ายจ่ายแจกและมิใช่พ่อค้าที่เปิดศูนย์พระเครื่องเป็นอาชีพแปลเป็นศิษย์ของหลวงพ่อเดิมที่มุ่งมั่นจะเทิดทูนความดีตลอดจนอภินิหารของหลวงพ่อให้แพร่หลายไปในหมู่ศิษย์และผู้ที่ไม่เคยได้รู้ได้เห็นจะได้รู้เห็นและทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏในคอลัมน์นี้ทุกตัวอักษรเป็นความจริงที่อยู่เหนือความจริงมิได้เกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อื่นใด

ผู้ใดที่มีวัตถุมงคลของหลวงพ่อก็ได้โปรดเก็บรักษาเพชรเม็ดนี้ไว้ให้ดีที่สุดเพราะนับแต่นี้ไปของแท้ของหลวงพ่อจะหายากเหมือนงมเข็มลูกหลานรุ่นต่อไปจะได้ใช้กันแต่ของปลอมซึ่งพวกมือผีทำออกมาอาละวาดโดยไม่เกรงบาปกรรมและเท่าที่เคยได้ยินได้ฟังมานั้นบรรดาผู้ที่ทำวัตถุมงคลของหลวงพ่อเดิมปลอมออกจำหน่ายล้วนแต่วอดวายทันตาเห็นด้วยกันทั้งสิ้นบางคนเคยรวยเป็นเจ้าของกิจการอันมั่นคงก็มีอันเป็นให้ต้องขาดทุนวอดวายหน้าดำ

“เงินที่ได้มาจากการเอาของปลอมไปขายก็วินาศสิ้นแล้วพลอยทำเอาทรัพย์สินเดิมที่มีอยู่หายนะไปด้วยชื่อเสียงที่เคยมีก็หมดไปไม่มีใครนับหน้าถือตามีแต่คนรังเกียจจุดจบบั้นปลายก็คงจะไม่ต้องพูดถึงทุกท่านคงจะรู้ดีเพราะหลวงพ่อเคยพูดอยู่เสมอว่า “ไม่ช้ามันก็หมด” คำว่าหมดของหลวงพ่อก็คือหมดทั้งทรัพย์สินและชีวิตนั่นเอง

สำหรับตอนนี้ขอมอบพระคาถามัดใจ

“พุทธัง รัตตะนัง ธัมมัง รัตตะนัง สังฆัง รัตตะนัง นะผูก โมมัด พุทรัด ธารึง ยะกรึงคะเร โอมสวาหะ”

ใช้สวดภาวนาก่อนนอน ทำให้คนรักคิดถึง

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น