พระเวทย์มหากำบังผูกจิตให้คนมาหาและบทปัดรังควานภูตผีปีศาจ

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

อาจารย์ไพฑูรย์ท่านได้ให้พระคาถาอีกบางบทไว้แต่ผู้เขียนเพิ่งพบหลังจากที่คิดว่าได้หายไปนานแล้ว จึงขอนำมาถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้สืบไว้เพื่อดำรงอยู่ของพระคาถาดีๆต่อไป

พระคาถาพญาเต่าเรือน (ก่อนจะเริ่มใช้ให้ตั้งนะโม ๓ จบก่อน)

‘’นาสิงสิโม ภะคะวานาโถ สุสิโมพุทโธภะคะวา’’

‘’โมสิสังนา ภะคะวานาโถ สุสิโมพุทโธภะคะวา’’

‘’สังสิโมนา ภะคะวานาโถ สุสิพุทโธภะคะวา’’

สำหรับพระคาถาบทนี้ใช้ภาวนาไว้เป็นระจำจะเกิดพุทธานุภาพให้แคล้วคลาดปราศจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง จะไม่มีคดีความมาแผ้วพาน ต้องการจะพบใครหรือให้ใครติดต่อมาหาให้เขียนพระคาถาบทนี้ลงในกระดาษแล้วนำไปห่อกระดาษเล็กที่เขียนชื่อของผู้ที่ท่านจะต้องการพบหรือติดต่อวางไว้หน้าพระ สวดคาถานี้ทุกวันจะได้พบหรือบุคคลผู้นั้นจะติดต่อมา

ภาพอาจารย์ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม

พระคาถาปัดรังควานภูตผีปีศาจ (ก่อนจะเริ่มใช้ให้ตั้งนะโม ๓ จบก่อน)

‘’สัพเพเทวา ปิศาเจวะ ปิจะขัตตะคัง ตะละปัดตังทิศวา สัพเพยักขาปะรายันติ’’

(ให้สวด ๙ จบ หลับตาเพ่งกระแสจิตให้แผ่ออกไปทั่วทิศ ปัดรังควานภูตผีปีศาจได้เป็นอย่างดี)

พระคาถามหากำบัง

”นะ ห้าม โม ปิด พุท มิดหัว ธา ล้อมตัว ยะ ซ่อนหัว หายตัวนะบัดนี้ นะโจงโงง โม จังงัง พุทกำบัง ธา ละลาย ยะ สูญหาย อนัตตา สูญเปล่า”

ภาวนาด้วยใจมั่น ลูกขึ้นยืน กลั้นหายใจ ออกวิ่งไปข้างหน้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ จิตอย่าตก ให้ระลึกว่ามองไม่เห็น วิ่งไปจนหมดอึดลมหายใจ

มีแฟนเพจนักเลงโบราณหลายท่านที่ได้สอบถามเข้ามาว่าท่องพระคาถาอย่างไรจึงจะมีอานุภาพข้อนี้อาจารย์ไพฑูรย์เคยพูดไว้กับผู้เขียนเรื่องให้ท่านว่าคาถาทุกบททุกคำนั้นพระเกจิอาจารย์ท่านได้คัดเลือกมาเป็นอย่างดีเพื่อมอบให้ศิษย์ไปสวดภาวนาป้องกันตัวแต่คาถานั้นจะมีอานุภาพหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่อไปนี้

๑. การท่องบ่นอย่างชัดถ้อยชัดคำถูกต้องตามอักขระวิธีไม่สลับไปมาหรือขาดขาดหายหาย

๒. คาบการภาวนาต้องถูกต้องตามหลักที่พระเกจิท่านได้กำหนดมาจะมากกว่านั้นได้แต่น้อยกว่าไม่ได้เป็นเด็ดขาด

(คาบจะเป็นการภาวนาพระคาถา๓-๕-๗-๙-๑๒-๑๐๘จบเเล้วนับเป็น ๑ คาบ )คาบจะเป็นการท่องมากกว่า ๑ ครั้งสมัยก่อนจะใช้หินมาเป็นการนับคาบ กำลังของคาบจะขึ้นอยู่กับสมาธิของผู้ภาวนา  ผู้ที่สมาธิจิตยังไม่เเน่วเเน่ให้หมั่นภาวนาพระคาถาคาบใหญ่ ๑๐๘ วันละ ๗ คาบความขลังจากสมาธิจิตจะเพิ่มขึ้นเอง

๓. พลังจิตความเชื่อมั่นในพระคาถาต่างๆอย่างมั่นคงตั้งแต่การร่ายพระเวทย์จนถึงการเข้าต่อสู้ทั้งนี้เพราะคาถาทุกอย่างจะมีอานุภาพมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการภาวนาที่กำกับด้วยพลังจิตจะมายืดเข้ายืดออกเหมือนหัวเต่าไม่ได้เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างมีหวังตาย

อาจารย์ไพฑูรย์ท่านได้อธิบายต่อไปว่าเมื่อจะเข้าต่อสู้การร่ายคาถาหรือภาวนาจะต้องทำด้วยจิตใจอันตั้งมั่นเช่นพระคาถาแคล้วคลาดต้องสร้างนิมิตในใจว่า แน่จริง ศัตรูฟันด้วยดาบคมขาววับให้มองดูให้กระจ่างแล้วปลุกตัวว่ามันบิ่นมันไม่มีคมปลายมันไม่แหลม ดินปืนมันเปียกปืนไม่ลั่น ปืนลั่นกระสุนไม่ถูก

ไพฑูรย์พูดแล้วเอามือตบลงไปที่หน้าอกด้านซ้ายอันเป็นที่ตั้งของหัวใจแล้วคำรามตาวาวโรจน์น่ากลัวว่า

”จิตนี่แหละโว้ยทำให้ทุกอย่างเป็นจริงจิตตัวเดียวที่ทำให้ทุกอย่างสำเร็จจิตไม่มั่นจิตไม่คง จิตหลงเชื่อมั่ง ไม่เชื่อมั่งไม้คมแฝกมาถึงหัวคมมีดมาถึงตัวปลายมีดมาถึงตัว หัวกระสุนมาถึงตัวมีหวังเนื้อหนังเหวอะหวะ ปลายมีดทะลวงเข้าไปในภายใน ลูกปืนหายเข้าไปในตัวลงไปนอนในโลง”

ทุกครั้งที่ไพฑูรย์มีอาการเช่นนี้จะบอกว่า”ของขึ้น”อาการของขึ้นจะมีทุกครั้งที่จะเข้าต่อสู้หรือมีแรงกดดันจากสถานการณ์รอบตัว ผู้เขียนรู้แกวจึงไม่ค่อยตกใจเพียงแต่นั่งเฉยๆไม่ส่งเสียง ไม่นานทุกอย่างจะสงบและไพฑูรย์จะยิ้มก่อนจะพูดว่า

”ขอโทษนะ ของมันขึ้นเอาไม่อยู่จริงๆ ไม่ได้แสร้ง แก้ไม่หาย หากถูกกระตุ้นความรู้สึกละก็เป็นเรื่องเลยทีเดียว”

ศิษย์มีครูเหมือนงูมีพิษดังคำที่ครูบาอาจารย์ท่านว่าไว้เรียนเองท่องเองขลังเองไม่เอาครูบาอาจารย์เรียนให้ตายยังไงก็ไม่ขลังหรอก!!

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยว ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply