พระไทยดวลวิชาไสยเวทกับมุสลิมจนต้องเปลี่ยนไปนับถือ

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

มุสลิม “เล่นของ” ลองดีพระไทย พุทธ-มุสลิมนับถือกราบไหว้ “ที่นอน” มากว่า ๔๐๐ ปี!!

มีข้อห้ามที่สำคัญอย่างหนึ่งในศาสนาอิสลาม คือห้ามเชื่อถือในไสยศาสตร์เวทย์มนตร์คาถา ทั้งยังห้ามสร้างและนับถือรูปเคารพ แต่ก็มีนักบวชท่านหนึ่งที่นำศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแพร่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา สามารถใช้อิทธิปาฏิหาริย์เอาชนะสมภารของวัดหนึ่งซึ่งเชี่ยวชาญในด้านไสยศาสตร์ได้

ภาพสมมุติใช้ประกอบเนื้อหาเท่านั้น

จนท่านสมภารที่แพ้พนันต้องหันไปนับถือศาสนาอิสลาม ต่อมาวัดของท่านสมภารก็กลายเป็นมัสยิด เมื่อทั้งสองท่านเสียชีวิต แม้ข้อห้ามทางศาสนาจะไม่มีการสร้างรูปเคารพของท่านไว้ แต่ศาสนสถานซึ่งเป็นสุสานของท่าน ก็มีทั้งผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามและนับถือศาสนาพุทธ ไปกราบไหว้ด้วยความเคารพศรัทธา ตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้เป็นเวลากว่า ๔๐๐ ปีโดยมิเสื่อมคลาย

ท่านผู้มีชีวิตมหัศจรรย์ท่านนี้ ชาวบ้านทั่วไปเรียกกันว่า “เจ้าประคุณตะเกี่ย” ซึ่งคำว่า ตะเกี่ย” เป็นภาษาเปอร์เซีย มาจากคำว่า ตะกียะฮู หมายถึงที่สบอารมณ์ ที่พักของผู้สันโดษ หรือสุสาน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาบที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “ตะเกี่ยโยคินราชมิสจินจาสยาม” ซึ่งมัสยิดในชื่อนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลตลองตะเคียน อำเภอเมืองพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และมีป้ายจารึกประวัติย่อของท่านแสดงไว้

เจ้าประคุณตะเกี่ยเป็นชาวฮินดูสตาน จาริกแสวงบุญจากอินเดียมายังกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ.๒๑๕๓ สมัยพระเจ้าทรงธรรม เพื่อนำศาสนาอิสลามมาเผยแพร่ เรื่องราวอันเป็นตำนานของท่านเริ่มขึ้นในวันหนึ่ง เมื่อท่านสมภารวัดเทพชุมพลกลับจากบิณฑบาตทางเรือ พอมาถึงฝั่งตรงข้ามของวัดก็เห็นแขกอินเดียคนหนึ่งแต่งกายชุดขาว ท่าทางเหมือนโยคี จะขออาศัยข้ามฟากไปด้วย ท่านสมภารบอกว่าเรือท่านเล็ก จะให้ลูกศิษย์ไปส่งท่านก่อนแล้วจะให้กลับมารับ

แต่เมื่อสมภารข้ามไปถึงวัด ก็พบว่าโยคีท่านนั้นหรือเจ้าประคุณตะเกี่ย มานั่งอยู่ที่ศาลาท่าน้ำแล้ว ด้วยเหตุที่ท่านสมภารเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องไสยศาสตร์ แก่กล้าในด้านคาถาอาคม ก็รู้ว่าโยคีแขกผู้นี้ไม่ธรรมดาแน่ จึงแอบกระซิบให้ลูกศิษย์เอาหัวหมูไปแขวนไว้ที่กิ่งต้นจันทน์ แล้วชวนโยคีขึ้นไปสนทนากันบนกุฏิ เมื่อโยคีเดินรอดหัวหมูเข้าไปแล้ว ท่านสมภารก็ถามว่า

“เขาว่าแขกเกลียดหมูไม่ใช่หรือ ทำไมท่านเดินลอดหัวหมูเข้ามาล่ะ”

เจ้าประคุณตะเกี่ยก็บอกว่า “นั่นมันหัวหมูที่ไหนล่ะ มันเป็นหัวแพะ”

ท่านสมภารเดินกลับไปดูอีกครั้ง ก็ปรากฏว่าหัวหมูกลายเป็นหัวแพะไปแล้ว
เมื่อได้คู่ต่อสู้ที่ถูกอัธยาศัย ทั้งสองท่านก็สนทนากันในเรื่องวิชาที่ตนสนใจตรงกัน แม้จะไม่มีอยู่ในทั้งสองศาสนาก็ตาม จนเกิดท้าประลองความรู้กันขึ้น โดยมีเดิมพันว่าถ้าใครเป็นฝ่ายแพ้ ต้องเปลี่ยนศาสนาไปตามผู้ชนะ

ท่านสมภารเป็นผู้เริ่มก่อน ให้ลูกศิษย์ไปเอาไข่มากระจาดหนึ่ง แล้วตั้งไข่เรียงขึ้นไป ไข่ก็ตั้งเรียงสูงขึ้นไปโดยไม่ล้ม เหมือนมีอะไรประคองไว้

ถึงคราวโยคี เจ้าประคุณตะเกี่ยก็ชักไข่ออกลูกเว้นลูก แต่ไข่ที่เหลือยังลอยอยู่ได้ด้วยปาฏิหาริย์

เกมนี้ท่านสมภารยอมรับว่าแพ้ เกมต่อไปเป็นการเล่นซ่อนหา ท่านสมภารเริ่มด้วยการหายวับไปกับตา เจ้าประคุณตะเกี่ยก็เดินไปที่ท่าน้ำ แล้วร้องถามว่า

“ท่านไปอยู่ในฟองน้ำนั่นทำไม ขึ้นมาเถอะ”

ต่อไปโยคีเป็นฝ่ายหายบ้าง ท่านสมภารหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ จนโยคีต้องเปิดเผยตัวออกมาว่า เป็นผงติดอยู่ที่ขนตาของท่านสมภารนั่นเอง

สรุปว่าการท้าประลองวิทยายุทธนี้ท่านสมภารเป็นฝ่ายแพ้ ต้องเปลี่ยนศาสนาไปถืออิสลาม มีชื่อเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่า “ท่านดิหว่านเจ้า” และทั้งสองท่านก็พำนักอยู่ที่วัดเทพชุมพลด้วยกัน โดยเจ้าประคุณตะเกี่ยได้สร้างที่พักขึ้นบนฐานของพระอุโบสถ และได้รับความเคารพเลื่อมใสจากชาวมุสลิมและประชาชนทั่วไป จนต่อมาวัดเทพชุมพลได้กลายเป็นมัสยิด

ภาพสมมุติใช้ประกอบเนื้อหาเท่านั้น

เจ้าคุณตะเกี่ยถึงอนิจกรรมใน พ.ศ.๒๒๒๔ ศพของท่านถูกฝังไว้ตรงที่เคยเป็นที่อยู่ของท่าน ส่วนท่านดิหว่านเจ้าได้ดำเนินกิจการของมัสยิดต่อ จนอีก ๗ ปีต่อมาจึงถึงอนิจกรรมตามกันไป ศพถูกฝังไว้คู่กัน โดยผู้ที่เคารพศรัทธาได้สร้างอาคารครอบที่ทอดร่างของท่านทั้งสองไว้ แม้มัสยิดทั้งหลายจะไม่มีการจุดธูปกราบไหว้ แต่มัสยิดตะเกี่ยโยคินราชมิสจินจาสยาม ก็อนุโลมให้คนต่างศาสนาจุดธูปบูชาที่นอนของท่านทั้งสองได้

ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ปรากฏว่า ในยุคนั้นมีบุคคลสำคัญที่นำศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยมี ๒ ท่าน

ท่านแรกคือ เฉกอะหมัด เป็นพ่อค้าชาวเปอร์เซีย นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์อิสนาอะชะรี เข้ามาในปลายสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เข้ารับราชการในสมัยพระเจ้าทรงธรรม และเป็นจุฬาราชมนตรีคนแรก ได้สร้าง “กุฎีทอง” ขึ้น เพื่อใช้เป็นที่ประกอบศาสนกิจเป็นแห่งแรกในขณะที่เป็นพระยาเฉกอะหมัดรัตนราชเศรษฐี เจ้ากรมท่าขวา ต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็น เจ้าพระยาเฉกอะหมัดรัตนาธิบดี ที่สมุหนายก อัครมหาเสนาบดีฝ่ายเหนือ จึงได้สร้าง “กุฎีใหญ่เติกกี้” ขึ้น เพื่อให้เจ้าประคุณตะเกี่ยใช้เป็นที่ประกอบศาสนกิจตามหลักศาสนาอิสลาม

อีกท่านหนึ่งก็คือเจ้าประคุณตะเกี่ย มีนามจริงว่า การอมาร์ต ฮาฮิอัลเลาะฮ์ยาร์ค เป็นชาวฮินดูสตาน (อินเดีย) นับถือศาสนาอิสลามนิกานสุหนี่ และมีโอกาสรับสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเช่นกัน ด้วยการแสดงอภินิหาริย์ช่วยเหลือในเหตุการณ์ต่างๆซึ่งมนุษย์ธรรมดาไม่สามารถทำได้ จนเป็นที่ทรงโปรดปราน ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์รวมทั้งเขตอารามที่ตั้งสำนักให้เป็นกรรมสิทธิ์

เจ้าประคุณคะเกี่ยถึงอนิจกรรมใน พ.ศ.๒๒๒๔ ปีที่ ๒๖ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ส่วนดิหว่านเจ้าถึงแก่กรรมในปี ๒๒๓๑ ปีเดียวกับที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชสวรรคต

เรื่องที่เกี่ยวกับการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ของเจ้าประคุณตะเกี่ยกับดิหว่านเจ้าที่เล่ากันต่อๆมานั้น แม้จะเหมือนกับเป็นเรื่องนิทาน แต่การที่ศาสนสถานแห่งนี้ได้รับความเคารพศรัทธาจากศาสนิกชน ๒ ศาสนาเป็นเวลากว่า ๔๐๐ ปีมาแล้ว ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ มัสยิดแห่งนี้จึงเป็นสถานที่น่าสนใจ และน่าจะแวะไปชมกันสักครั้ง

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยว ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น