พ่อเฒ่าโบซอกะเหรี่ยงจอมอาคม

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ…

มนุษย์เราแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายแรกเรียกกันว่าฝ่ายดีอีกฝ่ายเรียกว่าฝ่ายชั่ว ทั้งสองฝ่าย ต่างป้องกันตัวเองเพื่อความอยู่รอดฝ่ายดีป้องกันคนดีให้พ้นจากการรังควานของคนชั่ว คนชั่วป้องกันคนชั่วให้พ้นจากการทำลายของฝ่ายดีจึงต้องมีคนกลางมากั้นการเผชิญหน้ากันโดยตรงได้แก่กระบวนการยุติธรรมประกอบด้วยตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา

เมื่อไพฑูรย์เรียนกฎหมายรู้สึกพึงพอใจในรูปเทพียุติธรรมที่เป็นตราประจำของศาล ในประเทศฝรั่งเศสไพฑูรย์บอกว่า

“เทพีแห่งความยุติธรรม เป็นรูปสตรีถือดาบและตราชู

ตราชูหมายถึงความยุติธรรม ดาบหมายถึงการลงโทษผู้กระทำผิดให้หลาบจำหรือไม่ก็ประหารเพื่อป้องกันภัยแก่สังคมโดยรวม ที่ทำให้ไพฑูรย์ประทับใจก็คือมีผ้าดำผูกตาของเทพีแห่งความยุติธรรม หมายถึงการตัดสินที่เที่ยงธรรมไม่เลือกข้างไม่เลือกเผ่าวงศ์พงษ์พันธ์ญาติพี่น้องไม่มองเห็นสินบาทคาดสินบนตัดสินตามเนื้อผ้าไม่ฝักใฝ่การเมืองไม่เห็นแก่ลาภยศสรรเสริญ เข็มตราชูจะต้องอยู่กึ่งกลางเสมอ ไม่เอนเอียงไปข้างใด”

สำหรับเมืองไทยนั้นตำรวจมีอำนาจล้นฟ้าแม้จะมีอัยการคอยค้านอำนาจแต่เมื่อใดที่ตำรวจกับอัยการจับมือเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเมื่อนั้นการกลั่นกรองก่อนส่งคดีไปยังศาลสถิตยุติธรรมย่อมเกิดปัญหาอย่างแน่นอนดังเช่นที่ไพฑูรย์เคยเล่าว่า ขณะหลบหนีตำรวจยศจ่าไล่ยิงแล้วสะดุดหกล้ม หัวไปตำขอบทางเดินเท้าจนหัวแตก พอทำสำนวนตำรวจกับเขียนในสำนวนว่าจ่าที่บาดเจ็บหัวแตกให้การว่าไพฑูรย์ ที่อยู่ในระหว่างหลบหนีใช้ปืนตีศรีษะเพื่อเปิดทางจนบาดเจ็บเป็นการเพิ่มโทษในฐานทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะปฏิบัติหน้าที่ทำให้โทษหนักขึ้นไปอีก

ในป่าลึกตรงเขตติดต่อกับพม่าด้านจังหวัดตาก ไพฑูรย์หลบหนีเข้าไปอยู่กับชาวกะเหรี่ยงและชาวเขา มีสิ่งเร้นลับมากมายโดยเฉพาะสิ่งที่เรียกกันว่า”ผีป่า” สำหรับไพฑูรย์แล้วได้เคยเผชิญหน้ากับสิ่งที่เรียกกัน “ผีป่า”มาแล้วด้วยตัวเองขณะนั้นเข้าไป อยู่กับพวกกะเหรี่ยงดงที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมป่าเอาไว้ได้อย่างมั่นคงเป็นกะเหรี่ยงที่เป็นผู้รักษาเผ่าพันธุ์หัวหน้าหมู่บ้านชื่อ”โบซอ” โบซอเป็นพรานมือฉมัง เป็นหมอยาพื้นบ้านและหมอผีประจำหมู่บ้าน

ไพฑูรย์เป็นไข้ป่าหลงเข้าไปในดงกะเหรี่ยงไข้ขึ้นสูงยาควินินหมด จึงหมดสติไปกลางดง มารู้สึกตัวอีกทีก็นอนอยู่ที่แคร่มีชายสูงอายุแต่งกายแบบกะเหรี่ยงดงคอยดูแล ไพฑูรย์รู้ตอนหลังว่าชายสูงอายุเป็นหัวหน้าหมู่บ้านชื่อโบซอไปพบไพฑูรย์นอนไม่ได้สติจึงมาเรียกคนในหมู่บ้านหามไพฑูรย์มาที่บ้านของโบซอจัดยาต้มให้กินจนไข้สร่าง

โบซอเป็นอดีตทหารกะเหรี่ยงยศร้อยเอกที่ทำการสู้รบกับพม่า แต่ตอนหลังเมื่ออายุมากเข้าก็ขอปลดตัวเองกับนาย พลโบเมียะหัวหน้ากะเหรี่ยง กู้ชาติกลับมาอยู่บ้านเดิมในป่าและได้รับการยอมรับให้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านเพราะมีความรู้ทั้งด้านการเป็นพราหมณ์เป็นหมอยาโบราณ หมอผีโบซอเล่าให้ไพฑูรย์ฟังว่า

ในป่านี้มีอันตรายอยู่ ๓ อย่าง สัตว์ร้ายได้แก่เสือและงูพิษ ผีป่า ตอนกลางคืนต้องระวังอย่าโต้ตอบกับเสียงประหลาดที่หู เพราะผีป่ามักเลียนเสียงคนที่คนๆนั้นคุ้นเคยเมื่อเผลอโต้ตอบออกไปผีป่าก็จะเข้าสิงสู่ในตัวผู้นั้นแล้วกินเครื่องในจนตายหากผู้มีวิชาขับออกไม่ทันคนๆนั้นก็จะถึงแก่ ความตาย

ไพฑูรย์บอกว่าเมื่ออยู่ในป่ากับกะเหรี่ยงดงก็เหมือนกับการพักร้อนเพราะตำรวจจะไม่มารบกวนหรือวอแว ด้วยกิตติศัพท์เรื่องวิชาอาคมและความกล้าหาญในการรับมือกับผู้บุกรุกเข้าไปก่อกวนเป็นที่เล่าลือด้วยความอยากรู้ในเรื่องวิชาอาคมไพฑูรย์จึงขอเรียนวิชาแต่พ่อเฒ่าโบซอปฏิเสธอย่างนิ่มนวลว่า

“วิชาอาคมของกะเหรี่ยงดงจะไม่ถ่ายทอดข้ามเผ่าพันธุ์จะถ่ายทอดให้คนในเผ่าพันธุ์เท่านั้น จะถ่ายทอดให้คนนอกได้เฉพาะเรื่องการตามแกะรอยสัตว์ป่า แกะรอยคน การดำรงชีวิตในป่ากับวิชาอาคมการป้องกันตัวพื้นฐานเท่านั้น การครอบตำราใหญ่จะไม่มีการครอบให้อย่างเด็ดขาด”

ในขณะที่ไพฑูรย์พักอยู่กับกะเหรี่ยงดงมีเสือโคร่งมาอาละวาดกัดกินสัตว์เลี้ยงของชาวกะเหรี่ยงดง จนที่สุดก็คาบเอาคนในหมู่บ้านไปกินต้องออกไปตามศพที่เหลือเพียงบางส่วนคืน พ่อเฒ่าโบซอรับหน้าที่ตามวิญญาณของบีเซหนุ่มใหญ่ในหมู่บ้านกลับมาโดยประกอบพิธีเบิกไพรในหมู่บ้านด้วยไก่ต้ม เหล้าขาวที่ทำกันเอง ไข่ต้ม ยาสูบ พ่อเฒ่าร่ายเวทย์ด้วยเสียงดังเป็นเวลานาน การร่ายเวทย์ไพฑูรย์บอกว่ามีระดับเสียงสูงต่ำ บางครั้งก็รัวเร็วและเร่งรัด

กลิ่นธูปฟุ้งกระจายไปทั่วเปลวเทียนตั้งตรงแม้จะมีลมพัดมาก็ไม่ไหวไปมาเป็นที่น่าแปลกใจขณะที่ความเงียบเข้าปกคลุมก็พลันมีเสียงกรีดร้องดังขึ้นในหมู่ชาวบ้านที่นั่งดูพิธีสตรีนางหนึ่งทะลึ่งลุกขึ้นเดินอาดๆ มายังพ่อเฒ่าโบซอ พ่อเฒ่านั่งจ้องดูเฉยๆพอเดินเข้ามาได้ระยะพ่อเฒ่าก็หยิบข้าวสารที่ในขันขึ้นมากำหนึ่ง สาดขึ้นไปในอากาศให้ตกพรูลงมาเหนือศีรษะและร่างของสตรี นางนั้น

สตรีนางนั้น หยุดเดินเปลี่ยนเป็นเต้นเร่าๆ สองมือปัดหัวลงมาจนถึงเนื้อตัวเหมือนคนโดนของร้อนๆ สบถด่าทอเอ็ดอึง พ่อเฒ่าโบซอลุกขึ้นยืนเอาไม้เท้าคู่มือจี้ไปที่ลิ้นปี่แล้วดันไปข้างหน้าเบาๆร่างของสตรีนางนั้นกระเด็นถอยหลังเหมือนถูกถีบในท่ามอญยันหลักหงายหลังนอนกระแทกพื้นดังอั้ก พ่อเฒ่าตามไปใช้หัวไม้เท้าเคาะลงไปบนกระหม่อมของร่างที่นอนหงายอยู่ที่พื้นเบาๆ ไพฑูรย์เล่าว่า

“แทนที่จะเป็นเสียงผู้หญิงกลับเป็นเสียงแหบห้าวของผู้ชายโต้ตอบกับพ่อเฒ่าโบซออย่างไม่ลดราวาศอก พ่อเฒ่าโบซอยืนอยู่ ที่ปลายเท้าของร่างสตรีนางนั้นภาวนากระทืบฝ่าเท้าลงไปสามครั้งกระทืบลงไปครั้งหนึ่งร่างของสตรีนางนั้นก็สะท้อนขึ้นลงเหมือนโดนฝ่าเท้ากระทืบลงไปอย่างจังครั้งที่สามจึงแน่นิ่งไปสักครู่ก็ลืมตาขึ้นมาทำหน้าตาประหลาดเหมือนกับจะถามว่านี่ฉันเป็นอะไรไป”

หลังจากกลับมาบ้านแล้วพ่อเฒ่าโบซอเล่าให้ไพฑูรย์ฟังว่าผีที่มาเข้าร่างของสตรีนางนั้นเป็นผีป่าระดับหัวหน้าจะเอาวิญญาณของบีเซไว้เป็นบริวารจึงมาเข้าร่างคนเพื่อจะบอกกับพ่อเฒ่าว่าอย่าติดตามเอาวิญญาณคืนแต่พ่อเฒ่าได้บอกไปว่าถึงอย่างไรก็ต้องไปเอาวิญญาณของบีเซคืนมาให้ได้ผีป่าจึงท้าทายว่าแน่จริงก็ไปเจอกันที่ดงยางดำ

ดงยางดำเป็นบริเวณป่าที่มีไม้ยางขึ้นหนาแน่นจนกลายเป็นดงไม้ยางและเมื่อมีการเผาเอาน้ำมันยางก็จะมียางที่เผาอ้อยลงมาที่ต้นยางจนมีสีดำมีศาลไม้ที่ปลูกไว้สำหรับให้ผีป่ามาอาศัยอยู่แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย หากมีชาวบ้านกะเหรี่ยงดงหลงป่าหรือตายในป่าหาศพไม่เจอก็จะมาทำพิธีเพื่อขอให้ผีป่าช่วยเหลือค้นหาแต่คราวนี้พ่อเฒ่าต้องประฝีมือกับหัวหน้าผีป่าเสียเองจึงเป็นเรื่องใหญ่

พ่อเฒ่าโบซอมีลูกศิษย์ติดตามมาสองคนส่วนไพฑูรย์ไปในฐานะคนนอกผู้สังเกตการณ์ก่อนออกเดินทางพ่อเฒ่าเอาด้ายสายสิญจน์ที่มีเขี้ยวเสือลงอักขระเจาะรูร้อยเอาไว้มาคล้องคอให้สั่งว่าอย่าเอาออกจากตัวจะช่วยคุ้มกันอันตรายขณะที่ประกอบพิธีให้ดูเฉยๆสงบปากสงบคำเพราะอันตรายมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง

เมื่อไปถึงดงยางดำพ่อเฒ่าโบซอวางผ้าขาวม้าบนพื้นแล้ววางไก่ต้ม เหล้า ยาสูบไว้บนผ้าขาวจุดธูปเทียนปักบนดินนั่งร่ายเวทศิษย์สองคนแยกกันนั่งประกบซ้ายขวาคนหนึ่งถือดาบลงอาคมอีกคนหนึ่งถือหน้าไม้ขณะที่พ่อเฒ่าโบซอร่ายเวทท้องฟ้าเหนือดงยางดำก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นมืดทึบมีลมพายุพัดเสียงอู้ๆที่น่าแปลกคือเฉพาะในดงยางดำแต่บริเวณใกล้เคียงไม่มีแม้แต่ใบไม้แห้งสักใบก็ไม่มีลงมากระทบ

พ่อเฒ่าโบซอหันไปทางศิษย์ที่ถือดาบลงอาคมชี้มือไปที่ศาลไม้หน้าดงยางดำศิษย์ผู้ถือดาบลงอาญาจึงควงดาบวิ่งเข้าไปแล้วฟันแทงอากาศคล้ายกับกำลังต่อสู้กับสิ่งที่มองไม่เห็นที่แปลกก็คือท่วงท่ารุกรับกลมกลืนเหมือนกำลังสู้รบกับใครคนหนึ่งจริงๆพ่อเฒ่าโบซอหันไปพูดกับศิษย์คนที่ถือหน้าไม้ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่วงการต่อสู้ระหว่างศิษย์คนแรกมีดหมอในมือเข้าประสานฟันแทงอากาศเพื่อเพิ่มแรงกดดันให้สิ่งที่มองไม่เห็นตัว

ครู่ใหญ่พ่อเฒ่าโบซอกับศิษย์จึงแยกซ้ายขวาต่อสู้กับสิ่งที่มองไม่เห็นที่อยู่ตรงกลางโดยมีศิษย์ที่ถือหน้าไม้ที่ได้สอดลูกศรที่ใช้กับหน้าไม้ทำด้วยไม้เหลาปลายมีหัวลูกศรเหล็กปลายแหลมครอบปลายไว้คอยหาลั่นหน้าไม้ตอนหนึ่งปลายมีดหมอของพ่อเฒ่าโบซอกับปลายดาบของศิษย์ชี้ิเข้าหากันตรงกลางลักษณะเหมือนกดดันสิ่งที่อยู่ตรงกลาง

“พื่บ..กึก..วืด”

ไพฑูรย์บอกว่าแทนที่ลูกศรจากหน้าไม้จะผ่านอากาศ เข้าไปที่ศาลกลับหยุดอยู่ตรงกลางอากาศตรงช่องว่างที่ปลายมีดหมอกับปลายดาบชี้ี่เข้าหากันทั้งพ่อเฒ่าโบซอและศิษย์ที่ถือดาบยกปลายมีดและปลายดาบขึ้นไปด้านบนลูกศรหน้่าไม้จึงวิ่งผ่านไปตรึงอยู่กับเสาศาลดงยางดำพายุหยุดพักท้องฟ้าเปิดเป็นปกติ

พ่อเฒ่าโบซอเดินเข้าไปเอามือจับลูกศรหน้่าไม้แล้วร่ายเวทย์กำกับก่อนถอยออกมาล้วงกระบอกไม้ไผ่ออกมาจากย่ามเอาปลายกระบอกจ่อที่ศาลเจ้าดงยางดำครู่หนึ่งจึงเอาผ้าขาวลงอักขระมาปิดปากกระบอกรัดด้วยเชือกจนแน่นยัดกลับเข้าไปในย่ามพยักหน้าให้ศิษย์สองคนเดินตามหลังมา

พ่อเฒ่าบอกกับไพฑูรย์ว่า

“ได้วิญญาณบีเซมาแล้วส่วนหัวหน้าผีป่าดงยางดำลูกดอกจะตรึงเอาไว้อย่างนี้เป็นการทรมานให้หลาบจำจะพ้นจากคำสาปได้ ๒ อย่างคือมีคนมาดึงออกหรือผุพังไปตามกาลเวลาเพราะตัวลูกศรทำจากไม้ที่ผุพังได้ง่าย ต่อไปคงไม่กล้ากำแหงกับพ่อเฒ่าอีก”

สมควรแก่เวลาไพฑูรย์จึงลาพ่อเฒ่าโบซอออกเดินทางต่อไปเพราะมาพักที่หมู่บ้านกะเหรี่ยงดงทำให้ พ่อเฒ่าโบซอกับชาวบ้านต้องลำบาก พ่อเฒ่าสั่งว่ารักษาเขี้ียวเสือไว้ให้ดี มันจะคุ้มครองไพฑูรย์ให้แคล้วคลาดจากอันตรายทุกประการ

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply