มาดูประวัติความเป็นมาของขันน้ำมนต์กันบ้างครับ ◎ขันน้ำมนต์◎ พุทธคุณทาง มหาโชค มหาลาภ

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ…

ขันน้ำมนต์นั้นถ้าจะว่ากันไปแต่เดิมไม่คอ่ยมีการสร้างกันเป็นกิจจะลักษณะ แต่ในวรรณคดีบางเล่มได้ระบุถึงเรื่องขันน้ำมนต์เอาไว้ อาทิ ขุนช้างขุนแผน เป็นต้น แต่ไม่ได้เป็นขันน้ำมนต์ตรงตัวหากแต่เป็นขันสัมฤทธิ์ที่ใช้ตักน้ำล้างหน้า แล้วเอามาใส่หน้าเพื่อปลุกเสกให้เป็นน้ำมนต์โดยเอาพระเครื่อง หรือ เครื่องรางของขลังแช่ลงไปในขัน การสร้างขันน้ำมนต์เอาเป็นหลักเป็นฐานกันในสมัยของสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมพระยาปวเรศวิริยาลงกรณ์แห่งวัดบวรนิเวศฯ

เพราะพระองค์ทรงสถาปนาพระกริ่งขึ้นเป็นแบบไทยเป็นครั้งแรก ทรงนำพระกริ่งที่สร้างนั้นมาบรรจุไว้ในเต้า หรือหม้อน้ำที่มีฝาครอบเพื่อทำน้ำพระพุทธมนต์และถวายให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ทรงสร้างในงานพุทธาภิเษกเป็นประจำทุกครั้งจึงมีปรากฎในจดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน จึงยอมรับกันว่าพระผู้ที่ให้กำเนิดขันน้ำมนต์อย่างจริงจังก็คือ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมพระยาปวเรศวิริยาลงกรณ์พระองค์นี้เอง

เมื่อมีการสร้างพระกริ่งขึ้นในสำนักวัดสุทัศน์ฯ โดยสมเด็จพระสังฆราชแพ ติสสะเทวะ ก็ทรงสร้างพระชัยวัฒน์ประกอบด้วย ส่วนพระกริ่งทรงมุ่งหมายให้นำไปบรรจุไว้ในขันน้ำมนต์ที่พระคุณท่านทรงสร้างขึ้นหรือที่มีอยู่แล้ว เพื่อเอาน้ำในขันน้ำมนต์ก็หรือในเต้ามาล้างให้เกิดความเป็นสิริมงคล ส่วนพระชัยวัฒน์ให้นำติดตัว แต่ในปัจจุบันท่นผู้รู้ทั้งหลายได้เอาพระกริ่งนำมาใส่ตลับแขวนติดตัวกันอย่างหน้าตาเฉย ซึ่งผิดไปจากวัตถุประสงค์ของผู้สร้างที่ต้องการจะให้ใช้ทำน้ำมนต์

ขันน้ำมนต์ของสำนักวัดสุทัศน์ฯ นั้นเรียกกันว่า “ปทุมโลหิต” สร้างกันน้อยมากเท่ากับจำนวนพระกริ่งที่สมเด็จพระสังฆราชแพ ติสสะเทวะทรงสร้าง จึงไม่พบเห็นกันในวงการพระเครื่องทั่วไปมากนัก ดังนั้นผู้เขียนจะขอผ่านไปเพราะสุดที่เราท่านจะเสาะหามาได้ แต่จะพูดถึงขันน้ำมนต์ที่พอจะหากันได้เท่านั้น

ในที่นี้ก็หมายถึงขันน้ำมนต์โดยทั่ว ๆ ไป เช่น วัดชนะสงครามและวัดชิโนรส ฯลฯ เป็นต้น แต่การสร้างขันน้ำมนต์ถ้าจะเอากันจริง ๆ จะต้องนำโลหะมาลงอักขระแล้วหล่อหลอมเข้ากับโลหะมงคลต่าง ๆในเบ้า พอเทหล่อออกมาเป็นรูปขันให้มีความหนาพอสมควร ส่วนจะเป็นนวโลหะหรือสัมฤทธิก็แล้วแต่จะปสมโลหะและรอบ ๆ ขันน้ำมนต์จะต้องทำเป็นลวดลายมงคลเรียกว่า “โสพัสมงคล” อันประกอบด้วยธงชัย พานทูนธรรมจักรสังข์ พระพุทธประทับในปราสาทและเทวดา เป็นต้น แล้วแต่จะบรรจุให้ครบสิบหกอย่างตามตำราก็แล้วกัน หากไม่ทำเป็นลวดลายเช่นนี้เพราะยุ่งยากก็ให้ลงยันต์เป็นดวง ๑๖ ดวงแทนก็ได้ เป็นโสพัสมงคลเหมือนกัน

ส่วนก้นขันต้องประทับด้วยยันต์ปทุมจักรแบบดอกบัวบาน ตรงกลางเป็นยันต์ตรีนิสงเหหรือพุทธนิมิตเป็นอาทิ เพื่อทำให้น้ำในขันได้รับมงคลเป็นน้ำมนต์ ส่วนฝาครอบถ้ามีทำเป็นจุดตรงกลางจะเป็นรูปดอกบัวตูม อันเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้าอันถือกำเนิดมาจากดอกบัวนั่นเอง ดังจะเห็นได้ว่าขันน้ำมนต์ของสำนักวัดชนะสงครามจะมียันต์และโสพัสมงคลให้เห็นปรากฎอยู่อย่างเด่นชัด

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ นั้น ได้มีการสร้างขันน้ำมนต์ของวัดชิโนรสโดยท่านใช้อุปเท่ห์ใหม่ ด้วยการจารึกพระมหาชินบัญชรครบสูตรลงไปโดยรอบขันน้ำมนต์และจะประดับด้วยภาพจำลองพระสมเด็จนางพญาและพระอีกหลายองค์เรียกว่า “ขันน้ำมนต์มหาชินบัญชร” ได้สร้างเพียงพันกว่าใบและปรากฎว่าหมดในตอนการสั่งจอง ซึ่งเป็นที่อัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง ตรงกลางยังได้บรรจุพระกริ่งเอาไว้ให้อีกองค์หนึ่งด้วย

ขันน้ำมนต์นี้โบราณท่านเอาไว้ใช้สำหรับบรรจุน้ำแล้วลอยด้วยดอกมะลิเอาไปตั้งหน้าหิ้งบูชาพระเวลาสวดมนต์ถวายพระก็เปิดฝาขันน้ำมนต์เพื่อรับรังสีจากการถวายพระ เมื่อเสร็จแล้วก็ปิดฝากันไม่ให้สัตว์และแมลงตกลงไปตาย เป็นอวมงคล พอถึงตอนเช้าก็เอามาล้างหน้าเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองดีนัก

ถ้าพูดถึงสำหรับชาวบ้านอย่างเราท่าน หากต้องการจะทำผู้เขียนก็จะแนะนำวิธีให้เอาอย่างนี้ ท่านไปหาซื้อขันน้ำมนต์ชนิดมีฝาครอบ จากร้านขายแถว ๆ เสาชิงช้ามาใบหนึ่ง จากนั้นก็เตรียมดอกมะลิสดล้างให้สะอาดลอยลงไปในน้ำแล้วนำเอาพระเครื่องหรือสิ่งของที่ในขันน้ำมนต์ และเอาไปตั้งไว้หน้าหิ้งพระกับหาเทียนขี้ผึ้งแท้สำหรับทำน้ำมนต์ตามร้านขายเครื่องบวชเขามีขายแน่ (ห้ามใช้เทียนย้อมสีเด็ดขาด) เวลาคุณจะบูชาพระคุณก็เปิดฝาเอาไว้ เทียนน้ำมนต์คุณก็ปักติดกับขอบของขันน้ำมนต์ให้ปลายเอนหน่อยกะให้น้ำตาเทียนหยดลงไปได้สะดวกหรือไม่ก็หาไม้มาวางพาดปากขันเพื่อคุณจะได้วางเทียนได้และสวดมนต์ของคุณไปตามที่คุณได้ร่ำเรียนมา

เมื่อยังไม่จบคุณก็ไม่ต้องหยุดจุดเทียนน้ำมนต์ พอคุณสวดจบแล้วจะอธิษฐานก็จุดเทียนน้ำมนต์ขอพรพระให้ประสิทธิพระพุทธมนต์ เมื่อจะดับเทียนก็ให้ว่าคาถาดังนี้

ภะวะตุสัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทาโสตถี ภะวันตุเต ภะวะตุสัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทาโสตถี ภะวันตุเต ภะวะตุสัพพะมังคะลัง รักขันตุสัพพะเทวตา สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทาโสตถี ภะวันตุเตฯ

เมื่อท่องจบแล้วดับเทียนจะใช้มือปัดให้ดับหรือเอาเทียนจุ่มลงไปดับในน้ำก็แล้วแต่ นั่นแหละน้ำพระพุทธมนต์และปิดฝาครอบให้มิดชิดกันแมลงลงไป พอถึงตอนเช้าคุณก็เอาน้ำในขันน้ำมนต์ไปล้างหน้า ส่วนการล้างหน้าให้หันหน้าไปทางทิศตะวันออกแล้วอธิษฐานให้เกิดความสิริมงคลและอย่าลืมควรออกไปยืนนอกชายคาบ้าน ห้ามอยู่ใต้ชายคาบ้าน แล้วว่าพระคาถามงกุฎเพชรพระพุทธเจ้าว่า

อิติปีโสเสเสอิ อิเสเสพุทธ นะนาเมอิ อิเมนาพุทธะตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ ครบสามจบแล้วจึงล้างหน้าเถิดจะเกิดสิริมงคลเป็นอย่างยิ่ง คนโบราณคุณหลวง คุณพระท่านจะทำของท่านอย่างนี้

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในกาอ่าน

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply