มึงว่ากูบ้าๆ บอๆ แล้วจะมาขอพระอีกหรอว่ะ

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ หลวงพ่อแช่มวัดตาก้องนครปฐม “มึงว่ากูบ้าๆ บอๆ แล้วจะมาขอพระอีกหรอว่ะ” หมั่นท่องเอาไว้ จักดีนักแล นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

เรื่องเล่าอภินิหารหลวงพ่อแช่มวัดตาก้องนครปฐม ท่านชอบทำไร่ ทำนา เลี้ยงวัว และสัตว์ทุกชนิด ขนาดหมูป่าเปียวๆท่านนำมาเลี้ยงเดินไปเดินมาแถวใต้เตียง(กระดานแผ่นเดียว)ที่ท่านนอน(การทำไร่ท่านให้ลูกศิษย์และหลานๆทำไม่ใช้ลงมือเอง) เคยปรากฏมีขโมยมาขโมยวัวของท่านไป ๒ ตัวพอลูกศิษย์มาบอกว่าวัวหายท่านถามว่ามันไปทางไหน ลูกศิษย์ก็ชี้มือว่ามันขโมยไปทางโน้นท่านก็เดินไปหารอยวัว

พอเห็นรอยเท้าวัวและคนจูงก็นั่งยองๆลงมองรอยนั้น สักครู่จึงลุกขึ้นมาบอกกับลูกศิษย์ว่า“มึงไปตักน้ำไว้ให้มันกินเดี๋ยวมันกลับมามันเหนื่อยมันหิว”ลูกศิษย์งงแต่ก็เตรียมไว้ตามที่ท่านสั่ง อีกประมาณครึ่งชั่วโมงขโมยสองคนก็จูงวัวเข้ามาหาหลวงพ่อด้วยอาการเหนื่อยหอบตัวสั่น พอเห็นท่านก็ก้มลงกราบกลางดิน พร้อมกับพูดว่า“ผมเข็ดแล้วครับต่อไปผมจะไม่ลักของหลวงพ่ออีกแล้วครับ หลวงพ่ออย่าทำผมเลย” ท่านจึงกล่าวขึ้นว่า “เออ ไอ้ระยำนี่ ดีแต่กูเป็นพระเสียนะมึง ไม่งั้นมึงโดนดี”

มีเรื่องราวปรากฏอยู่ในหนังสือพระเครื่องฉบับหนึ่งดังนี้ “จากคำบอกเล่าของญาติผู้ใหญ่ซึ่งเป็นสานุศิษย์ของท่านได้ถ่ายทอดให้ฟังมานานแล้วว่า สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ อุบัติขึ้นญี่ปุ่นได้กรีธาทัพผ่านประเทศไทยเข้าไปยังพม่าเป็นเหตุสำคัญให้ต้องกระโจนเข้าสู่สงครามอย่างไม่ตั้งใจ ด้วยเหตุนี้ ส.ท. อาวุธ จิรางกูร(ผู้เล่า)ซึ่งรับราชการทหารปืนใหญ่มีหน้าที่ประจำจุดแจ้งสัญญาณภัยทางอากาศอยู่แถบจังหวัดนครปฐม ถ้าจำไม่ผิดอยู่แถวๆงิ้วราย วันหนึ่งซึ่งเป็นวันหยุดจึงได้เดินทางไปหาเพื่อนสนิทซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าสถานีรถไฟจังหวัดนครปฐม

ในขณะนั้นเป็นเหตุบังเอิญที่หลวงพ่อแช่มมีกิจนิมนต์ต้องโดยสารรถไฟเข้ากรุงเทพฯ เมื่อ ส.ท.อาวุธ ไปพบเพื่อนซึ่งเป็นนายสถานีก็ได้ชวนไปนมัสการหลวงพ่อด้วยขณะเดียวกันหลวงพ่อแช่มได้เดินลงจากสถานีเข้าไปในตลาด ฉับพลันที่เห็นหลวงพ่อซึ่งครองจีวรแบบลวกๆตลบขึ้นพาดบ่าสบงก็นุ่งหยักรั้งดูไม่เป็นการสำรวมอย่างสมณวิสัยจึงเกิดอกุศลจิตขึ้นมาว่า เราได้ยินกิตติศัพท์ความเกรียงไกรทางพุทธาคมเลื่องลือกระฉ่อนอยู่ในขณะนั้นเมื่อมาเห็นตัวจริงเข้าดูท่านจะบ้าๆบอๆไม่เต็มบาทเอาเสียเลย ทำให้เสื่อมศรัทธาไปมากพอท่านหวนกลับมาที่สถานีอีกครั้ง

เมื่อใกล้เวลาที่รถไฟจะเข้าจอดนายรถไฟก็ได้เอาตั๋วโดยสารเข้าไปถวายพร้อมกับดึงมือผู้เล่าให้มากราบนมัสการขอของขลังไว้คุ้มครองป้องกันภัยซึ่งเจ้าตัวจะไม่เต็มใจนักแต่ทนเพื่อรบเร้าไม่ไหว พอกราบท่านแล้วเงยหน้าขึ้นหลวงพ่อได้พูดโพล่งออกมาว่า “ไหนเมื่อกี้นี้ มึงว่ากูบ้าๆบอๆ แล้วจะมาขออะไรอีกวะ” เล่นเอาท่านผู้เล่าถึงกับผงะพลางนึกในใจว่า เอ เราคิดของเราอยู่ในใจแต่เหตุไฉนท่านจึงทราบ ความซึ่งคิดอยู่แต่ตอนแรกพลันหายไปหมด ท่านต้องเป็นผู้สำเร็จอภิญญาแน่จึงทราบวาระจิตของผู้อื่นได้อย่างแจ่มแจ้ง หลวงพ่อองค์นี้ต้องไม่เบาแล้วก็ได้คลานไปกราบที่ตัก จะเป็นด้วยผู้เล่าอยู่ในเครื่องแบบทหารหรืออย่างไร

ท่านจับหัวบริกรรมเป่าให้และควานลงไปในย่ามหยิบเอาพระพิมพ์เนื้อดินสีเทารูปสามเหลี่ยมขนาดเล็กคล้ายพระพิมพ์พลายเดี่ยวซึ่งเรียกกันว่า พระดินหน้าตะโพน ยื่นให้องค์หนึ่งแล้วล้วงหยิบขึ้นมาอีก ๕ องค์ พร้อมกับพูดว่า “เอาไปให้ลูกน้องเอ็งทุกคนด้วย” นับเป็นความอัศจรรย์อีกครั้งที่ท่านทราบได้อย่างไรว่า มีทหารอยู่ตามจุดด้วยกันอีก ๕คนพอดี ต่อมาได้ทราบว่าหลวงพ่อแช่มวัดตาก้องท่านไม่ค่อยยึดติดอะไรนัก การครองจีวรก็เป็นไปตามความพอใจไม่ได้คำนึงถึงระเบียบแบบแผนเท่าไร ศรัทธาที่เคยเสื่อมถอยไปแต่แรกกลับเพิ่มพูนขึ้นอีกเป็นทวีเมื่อได้พบกับอาจารย์ผู้แสดงความสามารถ จากนั้นพอสบโอกาสก็มากราบนมัสการและฝากตัวเป็นศานุศิษย์ด้วยผู้หนึ่ง

และได้รู้เรื่องราวที่แปลกประหลาด ของท่านอยู่อย่างหนึ่งคือ หลวงพ่อทำนามีอุปกรณ์ที่ใช้ครบครันขอบเขตคันนานั้นย่อมจะติดอยู่กับชาวบ้าน ท่านปล่อยควายให้แทะเล็มหญ้าอย่างอิสระ ส่วนตัวหลวงพ่อก็นั่นนอนอยู่ที่กุฏิพอเห็นควายทำท่าจะล่วงล้ำเข้าไปกินข้าวในนาของคนอื่น ท่านก็เอาผ้าที่พาดบ่ายกขึ้นสะบัดเสียทีหนึ่งเจ้าควายที่กำลังอยู่กลางทุ่งสุดลูกหูลูกตาก็จะหันกลับทันที เป็นความอัศจรรย์ครั้งที่สามซึ่งพบเห็นมาด้วยตาของตนเองหลวงพ่อมีความสามารถที่จะคุ้มครองคนหรือสัตว์ได้ชั่วระยะสุดสายตา ผู้ที่เรียนสำเร็จวิชานี้ต้องเป็นผู้สำเร็จกสิณด้วยจึงจะบังเกิดผลได้จริง

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply