ยอดวิชานะจังงังของ”หลวงพ่อทาวัดพะเนียง”

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ อภินิหารวิชา “นะจังงัง” ของ “หลวงพ่อทาวัดพะเนียง” นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

“นะจังงัง” หลวงพ่อทาวัดพะเนียงแตก พระมหาเถราจารย์ผู้ทรงพุทธาคมแก่กล้า แห่งเมืองนครปฐมเรื่องเล่าขานมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งภายหลังจากที่หลวงพ่อทาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่พระครูอุตรการบดี (หลวงพ่อทา โสณุตฺตโร)แล้วนั้น ไม่นานก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์มีสิทธิ์บวชกุลบุตรได้ทั่วอำเภอที่ปกครองอยู่ ระหว่างนั้นครั้งหนึ่งท่านได้รับนิมนต์ไปเป็นอุปัชฌาย์

ในการเดินทางไปต้องประสบกับกลุ่มโจรที่ดักปล้นคนผ่านทางไปมา เมื่อพบหลวงพ่อทาขี่ม้าจึงเจรจาขอม้าจากหลวงพ่อ ก็ได้รับคำตอบจากหลวงพ่อทาให้พวกโจรทั้ง ๕ รอท่านก่อนเมื่อบวชนาคเสร็จแล้วจึงจะเอาม้ามาให้ เมื่อท่านบวชนาคเสร็จแล้วได้ขี่ม้ามาเส้นทางเก่า พบโจรทั้ง ๕ ยังคงยืนนิ่งแข็งอยู่ในที่เดิมที่ผ่านมาในครั้งแรก จึงได้หยุดกล่าวอบรมสั่งสอนพวกโจรทั้ง ๕ซึ่งต้องมนต์สะกดนะจังงังของท่าน จนในที่สุดได้เลิกอาชีพโจรไป

“นะจังงัง” เป็นมนต์อย่างหนึ่ง ผู้ถูกมนต์นี้จะนิ่งงันช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หลวงพ่อทามีชื่อเรียกจากบรรดาลูกศิษย์ลูกหาและชาวบ้านว่า “หลวงพ่อเสือ” ทั้งนี้เพราะว่าท่านเป็นพระภิกษุที่ดุมากในสมัยที่ท่านยังดำรงชีวิตอยู่ ใครเกะกะเกเรกินเหล้าเมายาหรือยกพวกมาก่อความวุ่นวายภายในวัดยามที่ทีมงานแล้วล่ะก็

เป็นอันต้องเจอดีโดยเฉพาะ “กระเบนหางด้วน” อันเป็นหางปลากระเบนตากแห้งขนาดใหญ่ที่ท่านใช้เฆี่ยนตีพวกเกะกะเกเรเหล่านั้น กิตติศัพท์แห่งชื่อเสียงของหลวงพ่อทานั้นเป็นที่ทราบกันดีสำหรับชาวนครปฐม และในหมู่นักสะสมพระเครื่องทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรดาวัตถุมงคลของหลวงพ่อทาต่างเป็นที่นิยมชมชอบของนักสะสมทั้งในเหรียญหล่อและพระปิดตา

ทว่า “ปาฏิหาริย์” แห่งหลวงพ่อทาที่ได้รับการเล่าขานและกล่าวถึงยังมีอีก อย่างน้อยเรื่องหนึ่งที่หลวงพ่อเต๋ แห่งวัดสามง่าม อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม เล่าขานถึงหลวงพ่อทาให้เหล่าลูกศิษย์ได้ฟังกัน ความว่า “พระอุปัชฌาย์ทาท่านเป็นพระเถระสำคัญมีตำแหน่งอุตรการบดี ท่านมีวิชาความอัศจรรย์มาก

อาคมนี่เหลือหลายหูท่านเป็นทิพย์คือ การสัมผัสได้รวดเร็วแม้จะอยู่ห่างไกลกันแค่ไหนท่านได้ยินเสียงสัตว์ป่า นกหนู แม้จะอยู่ไกลมันร้องสุดที่มนุษย์ธรรมดาๆ อย่างเราจะไม่ได้ยินเสียงนั้น แต่หลวงพ่อทาท่านได้ยิน อย่างช้างป่านอนเจ็บปวดอยู่นั้น ท่านเคยเอายาไปรักษามันในป่าลึก ท่านได้ยินเสียงร้องครวญคราง พอไปถึงก็เห็นช้างป่าบาดเจ็บนอนเจ็บระบม ท่านเก่งทางยาสมุนไพรท่านรักษาหายจนเป็นปกติ

พระคาถาตำราอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาและที่เกี่ยวข้องให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยวข้องเพื่อ ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานยึดเอาข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น