ย้อนรอยตำนานมหาอุตเเห่งจังหวัดน่าน

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ “หลวงพ่อวัดดอนตัน” ตำนานมหาอุตเเห่งจังหวัดน่าน  นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

หลวงพ่อวัดดอนตัน อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน คนทางเหนือย่อมรู้จักท่านดีเพราะเครื่องรางของขลัง เหรียญ ผ้ายันต์ ของท่านดังมาก มีอานุภาพปกป้องคุ้มภัยให้โชคให้ลาภดีสารพัดแม้กระทั่ง “วิทยุปักกิ่งจีนแดง”เมื่อได้รู้กิตติศัพท์อานุภาพเหรียญ ผ้ายันต์ของหลวงพ่อวัดดอนตันเข้าก็ได้นำไปกล่าวขวัญออกอากาศ ทั้งนี้เนื่องจากตอนที่พวกก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ทางชายแดนจังหวัดน่านประมาณ ๒๐๐ คน ได้บุกเข้าโจมตีหน่วยงานของบริษัทอิตาเลียนไทยที่ตำบลน้ำยาวอำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน เมื่อวันที่๑๕พฤศจิกายน๒๕๑๘ได้ก่อความสูญเสียทั้งชีวิตร่างกายของเจ้าหน้าที่และคนงานตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้และสิ่งก่อสร้างอย่างหนัก“แต่รถและคนที่มีเหรียญและผ้ายันต์ของหลวงพ่อวัดดอนตัน ปลอดภัยไม่ได้รับอันตรายทั้งๆที่ถูกยิง

“พระครูเนกขัมมาภินันท์”สนั่นหล้า จิตแก่กล้า เวทพุทธา อาคมขลัง จารเวทมนต์ พ่นเสก เอก พลัง ปรากฏดัง เป็นที่รู้ สู่หมู่ชน “ยันต์ธงชัย”ไกรเกรียง เป็นเที่ยงแท้ “สามแหลม”แผ่ป้องผองภัย ให้ฉงน“เมฆบังวัน” นั้นแกร่งกล้า มหามนต์ บันดาลดล “ดอนตัน-น่าน”ระบือนามฯ

พระครูเนกขัมมาภินันท์หรือหลวงพ่อวัดดอนตันมีนามเดิมว่าบุญทาใจเฉลียวเกิดวันที่๕มกราคม๒๔๓๙ณ.บ้านดอนตัน ตำบลศรีภูมิอำเภอท่าวังผาจังหวัดน่าน ในวัยเยาว์ท่านได้เล่าเรียนจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่๓พออายุได้๑๔ปี บิดานำไปฝากเป็นศิษย์วัดดอนตันเพื่อเรียนหนังสืออักษรธรรมล้านนาและสามารถศึกษาได้อย่างแตกฉาน เมื่ออายุครบ๑๖ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อ๕พฤษภาคมพ.ศ.๒๔๕๕ ณ.วัดดอนตัน โดย พระเตวินต๊ะ วัดสบหนอง ตำบลตาลชุม อำเภอท่าวังผาเป็นพระผู้ให้บรรพชาและเปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่า สามเณร สุทธวงศ์ ใจเฉลียว เป็นสามเณรจนอายุครบบวช

เมื่ออายุครบ๒๑ปี ได้อุปสมบทณ.พัทธสีมาวัดดอนตันตำบลตาลชุมอำเภอท่าวังผาจังหวัดน่านโดยพระเตวินต๊ะวัดสบหนอง ต.ตาลชุม อ.ท่าวังผา เป็นพระอุปัชฌาย์พระอุปทะวัดตาลชุม ต.ตาลชุม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระพรมทพวัดอัมพวันตำบลตาลชุมอำเภอท่าวังผา เป็นพระอนุสาวนาจารย์เมื่อ๑๐กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๐ เมื่ออุปสมบทแล้วมีชื่อว่า พระสุทธวงศ์ ฉายา พุทธวํโส ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัยและพระปริยัติธรรมจนได้วุฒินักธรรมโทและสนใจศึกษาฝึกฝนด้านพุทธาคมเวทมนต์คาถาและโหราศาสตร์อีกด้วยต่อมาท่านได้อธิษฐาน

สมาทานออกธุดงค์ เพื่อฝึกจิต สมาธิ ยกระดับภูมิจิตภูมิธรรมพบปะแลกเปลี่ยนเคล็ดวิชาฝากตัวเป็นศิษย์กับครูอาจารย์หลายสำนักทั้งบรรพชิตและฆราวาส ท่านเคยผ่านพิธีอาบแช่น้ำว่าน(หรือ“อาบขาง”ในภาษาล้านนา)มากถึง๗หม้อ๗อาจารย์ ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาด้านคงกระพันชาตรีที่สืบทอดมีมาแต่โบราณกาล ท่านได้มุ่งมั่นฝึกฝนจนแตกฉานในด้าน เวท พุทธาคม อักขระเลขยันต์ การลงตระกรุดแบบต่างๆซึ่งท่านได้นำมาประยุกต์ใช้และสงเคราะห์แก่สาธุชนทั่วไป ด้วยเมตตาธรรมเป็นที่ตั้งท่านปกครองวัดดอนตันนานถึง๖๑ปี ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสเป็นเจ้าคณะตำบล เป็นพระอุปัชฌาย์จนถึงสมณศักดิ์สุดท้ายเป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นโท (รูปแรกของคณะสงฆ์จังหวัดน่าน)ราชทินนามที่“พระครูเนกขัมมาภินันท์” ท่านมรณภาพด้วยโรคชราเมื่อ๑๗ธันวาคมพ.ศ.๒๕๒๓เวลา๒๐.๒๕ น. ณ.วัดดอนตัน สิริรวมอายุได้๘๕ปี๖๕พรรษา

วัตถุมงคลของหลวงพ่อวัดดอนตันเป็นที่เคารพเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนทั้งใกล้ไกลรวมถึงในแวดวงนักนิยมสะสมพระเครื่องฯที่สร้างชื่อเสียงเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางได้แก่“เหรียญรูปเหมือนหลวงพ่อวัดดอนตันรุ่นแรกปี๒๕๑๔” เฉพาะพระเครื่องฯที่จัดสร้างรวมแล้วเกือบ๓๐รุ่น (หรือประมาณ๔๕เนื้อหา/ทรงพิมพ์) นอกจากนี้ยังมีพวกเครื่องรางเช่น ผ้ายันต์ เสื้อยันต์ แบบต่างๆ ตระกรุดโทน ตระกรุดร้อยแปด ตระกรุดพับ ตระกรุดชุด ชนิดต่างๆ ลูกอมเทียนชัยฯเป็นต้น

พระเครื่องและเครื่องรางฯของหลวงพ่อวัดดอนตันมีรูปแบบที่งดงามคงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเชิงพุทธศิลป์และมีพุทธคุณเป็นที่ประจักษ์มากด้วยประสบการณ์จนเป็นที่เล่าขานกันสืบมา แต่ด้วยวัตถุมงคลบางชนิดมีจำนวนการสร้างน้อย ณ.ปัจจุบันจึงหาดูได้ยาก.ด้วยเมตตาธรรม บารมีธรรม วัตถุมงคลต่างๆที่หลวงพ่อวัดดอนตันได้เมตตาปลุกเสกล้วนแล้วได้รับความนิยมเลื่อมใส ศรัทธา ก็ด้วยบารมี เกียรติคุณทั้งด้านวัตรปฏิบัติตลอดจนเวทวิทยาพุทธาคมของ“หลวงพ่อวัดดอนตัน” สมกับเป็น“สุดยอดพระเถราจารย์ของเมืองน่านและล้านนาตะวันออก ”โดยแท้

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply