รวมมนต์ตรา “คาถาหนุมาน” ช่วยหนุนดวง เสริมดวง พลิกกลับดวง จากเลวร้ายกลายเป็นดี เมตตามหานิยม

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ รวมมนต์ตรา “คาถาหนุมาน” ช่วยหนุนดวง เสริมดวง พลิกกลับดวง จากเลวร้ายกลายเป็นดี เมตตามหานิยม  นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

หนุมานทำอะไรก็สำเร็จรบกับใครก็ชนะมีเมตตามหาเสน่ห์อยู่ในตัวอาวุธประจำกายคือ ตรีเพชร (สามง่าม) บุคลิกของหนุมานเปรีบเสมือนตัวแทนของชายหนุ่มทั่วไปคือรูปงาม นิสัยเจ้าชู้ และมีเมียมากเช่น นางสุพรรณมัจฉา ทั้งคู่มีลูกด้วยกันคือ มัจฉานุ ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่างลิงกับปลา โบราณจารย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญมักจะสร้างเครื่องรางของขลังเป็นรูปหนุมาน ถือว่าเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ผสมผสานอย่างสอดคล้องและกลมกลืนกัน

หนุมาน”พลิกดวงชะตามหาอำนาจ” มีอิทธิ์ฤทธิ์ในด้านเสริมดวงแก้อาถรรพณ์ต่างๆที่เข้ามาขัดดวง ขัดวาสนาที่ทำให้การค้าไม่รุ่งไม่ดี ไม่ราบรื่น การงานสะดุดมีแต่ปัญหาอาภัพเรื่องโชคลาถทำมาหากินไม่คล่องติดๆขัดๆ เสี่ยงโชคเสี่ยงลาภไม่ขึ้น แก้ไขดวงอาภัพ หนุนดวง ค้ำดวงชะตา เสริมวาสนาให้เด่น ทำให้การงานเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานบังเกิดความสำเร็จผ่านพ้นอุปสรรค์ ทำมาค้าขายดีแบบรวดเร็วทันใจ ทำให้การค้าเฟื่องฟูมีกำไรมากขึ้น ทำให้ดวงชะตาสูงขึ้น ทำให้ดวงชะตาดีขึ้น หนุนดวงไม่ให้ตกเสริมอำนาจ เสริมบารมี

หนุมาน”พลิกฟื้นดวงชะตาไม่ให้ตกต่ำ”ถ้าดวงไม่ดีทำอะไรก็ล้มเหลวสิ้นหวังไม่สำเร็จเสียเงินเสียทองมีปัญหาการงานเจออุปสรรค์ ปัญหาเยอะทำดีที่สุดแต่ใครๆก็ไม่เข้าใจ”เขาว่าเกิดจากดวงมันไม่ดี”หนุมานจะช่วยหนุนดวง เสริมดวง พลิกกลับดวง จากเลวร้ายกลายเป็นดีเป็นที่เมตตามหานิยมอุดมสมบูรณ์พรั่งพร้อมไปด้วยลาภผลพูนทวี ขึ้นมากที่สุดซึ่งเป็นสูตรของวิชาเขมรโบราณเป็นพันปีที่สืบทอดกันมาโดยเฉพาะเจาะจงจนถึงปัจจุบันนี้

ผู้บูชาหนุมานจะมีความเจริญก้าวหน้าไม่มีถอยทำให้เสริมดวงเรื่องเงินทอง ความนิยมชมชอบไม่มีขาด ถ้าบูชาติดบ้านจะคุ้มครองบ้านเรือนและผู้อยู่อาศัย บูชาที่ร้านค้า สำนักงาน เจรจาธุรกิจค้าขายคล่องไม่ติดขัดมีแต่ความเจริญก้าวหน้า บูชาติดตัวสามารถป้องกันภัยได้๑๐๘อย่าง รวมทั้งภัยที่มองเห็นก็ดี ภัยที่มองไม่เห็นก็ดี ป้องกันเสนียดจัญไร คุณไสยมนต์ดำ ลมเพลมพัดขจัดได้หมดสิ้น

พระคาถาหนุมานคลุกฝุ่น โอม ผงเผ่าเถาธุลี คงกระพันชาตรี สวาหะ หนุมานะ คลุกคลีตีมะอะ พระคาถาหนุมานคลุกฝุ่นนี้ ท่านให้กลั่นใจหยิบฝุ่นมาเสกโรยไปที่กลางกระหม่อม อยู่คงกระพันชาตรีดีนักหรือจะเอาพัดเหล้าขมิ้นก็ดีนักแล

พระคาถาพญาลิงลม โสธายะ สะปะสะถังโตมะมัง ปัพพาเชถะ มัง ภันเต โหมิ ปะติโต ปะติตัง พระคาถาพญาลิงลมนี้ ท่านให้เสกน้ำมันงาดิบหรือขมิ้นทาตัว ศัตรูตีเรามิเป็นอันตรายใดๆเลย ถึงแม้จะสลบหมดสติไปพอถูกตีซ้ำก็ฟื้นแล

พระคาถาหัวใจลิงลม ขะ หะ ปะ ตา ใช้เสกน้ำมันหรือปูนทาตัวก็ได้ ภาวนาก็ได้ เป็นคงกะพันชาตรีดีนักแล

คาถาหนุมาน แต่ละเกจิ หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม ชัยนาท อมผงเผ่าเถ้าธุลีคงกระพันชาตรีสวาหะ คลุกคลีตีมะ คลุกคลีตีอุ คลุกคลีตีอะ หลวงปู่ชื่น วัดตาอี หะ นุ มา นะ อิอะสติ ภิต วิพัด ผงเพาเทาทุลี เพชรจะ ติระตีตะ ตะปองเพชรจะ คง คง สวาหะ ภาวนา ๓ จบ

หลวงพ่อดิ่งวัดบางวัว บางประกง ฉะเชิงเทรา โอม หะนุมานะ หะนุมานุ หะนุมานิ หะนุมานัง คลุกคลีตีมะอะ กายะพันธะนัง คงกระพันธะนัง อาวุทธัง ปะรายันติ หลวงปู่อั้น อภิปาโล วัดธรรมโฆสก(โรงโค) อ.เมือง จ. อุทัยธานี โอม ตัวกู คือ หนุมานวายะบุตรสวาหะ มีฤทธิ์ชาญชัยเบิกกรุงบาดาล หะนุมานะ อิทธิฤทธา อานุภาเวนะ อะนะอะมะอุอะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ นะมะอะอุ ยะธาพุทโมนะ โอมพระพายสวาหะเจ้าเอ๋ยช่วยลูกด้วย สังขาตัง โลกังกะวิทู โอมสวาหะสวาโหม

หลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน นะมัง เพลิง โมมังปากกระบอก ยะมิให้ออก อุดธังโธอุด ธังอัด อะสังวิสุโรปุสะพูพะ มะอะอุ โอมยะพุทธา ทะโยสตรี สตรี นิสังโห หลวงปู่ผาด วัดบ้านกรวด โอมหนุมาน นะมะพะทะ จะกะพะสะ หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม ตั้งนโม ๓ จบ โอม หะนุมานัง พะพลับพลานังท พุทธัง อำโน พุทโธ กินนัง จะปาคะรัง จึงมาบังกายา ธัมมัง อำโน ธัมโม กินนัง จะปาคะรัง จึงมาบังกายา สังฆัง อำโน สังโฆ กินนัง จะปาคะรัง จึงมาบังกายา สัพเพชะนา พะหูชะนา เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว

หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ โอมหนุมานะ นะหะปะตัง อังอิอัง นะมะพะทะ จะพะกะสะ ๓ จบ หลวงปู่เกลี้ยงวัดเนินสุทธาวาสตั้งนะโม๓จบ ยะตะมะอะ หะนุมานะ นะสังสะตัง สวาหะ สวาหะ

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply