“รุมกันปิดทองที่ตัวท่านจนแลดูเหลืองอร่ามไปทั้งร่าง”

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ…

หลวงพ่อแช่มวัดฉลอง พระคุณท่านเป็นผู้เปี่ยมล้นไปด้วยเมตตาธรรมอันสูงส่งทรงไว้ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ ใครมาเที่ยวเมืองภูเก็ตแล้วไม่ได้ไปสักการบูชาหลวงพ่อแช่มก็เหมือนกับไม่ได้ไปเยือนภูเก็ตเขาว่ากันอย่างนั้น หลวงพ่อแช่ม (พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี) อดีตเจ้าอาวาสวัดฉลองภูเก็ต ถึงแม้พระคุณท่านจะได้มรณภาพไปนานแล้วก็ตาม ชื่อเสียงและเกียรติคุณของพระคุณท่านยังตรึงตราตรึงใจอยู่ในความทรงจำของชาวภูเก็ตและชาวไทยทั่วทุกภาค

หลวงพ่อแช่มวัดฉลอง

แม้แต่ประชาชนเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงยังให้ความเคารพเลื่อมใสศรัทธายิ่งดุจดังเทพเจ้าผู้เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมอันสูงส่ง ทรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์นานับประการ เมื่อครั้งพระคุณท่านมีชีวิตอยู่มีผู้ศรัทธาและเลื่อมใสท่านมาก ถึงขนาดรุมกันปิดทองที่ตัวท่านจนแลดูเหลืองอร่ามไปทั้งร่าง เฉกเช่นเดียวกับปิดทองพระพุทธรูปบูชา นับเป็นความแปลกประหลาดมหัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง

“หลวงพ่อแช่ม” วัดฉลองภูเก็ต ท่านเกิดที่ตำบลบ่อแสน อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา เมื่อปีกุนพุทธศักราช ๒๓๗๐ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓)นามโยมบิดา-มารดาไม่ปรากฏในประวัติแม้แต่ “หลวงพ่อช่วง” วัดท่าฉลองศิษย์เอกของท่านก็ไม่สามารถให้รายละเอียดได้

หลวงพ่อแช่ม แห่งวัดฉลอง ท่านเป็นเกจิอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ของชาวภูเก็ต มีชีวิตอยู่ในช่วงรัชกาลที่ ๕ เหตุที่เป็นที่มีชื่อเสียงมาจากการเป็นศูนย์รวมใจของชาวภูเก็ตในการต่อสู้กับอั้งยี่ เนื่องจากในเวลานั้นในภูเก็ตมีชาวจีนอพยพมาอาศัยและเป็นกรรมกรเหมืองดีบุกอยู่มาก และมีการรวมกลุ่มกันเป็นสมาคมต่างๆ เพื่อสงเคราะห์ชาวจีนด้วยกัน คุ้มครองผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องเรียกว่าอั้งยี่ มีรูปแบบตามอย่างอั้งยี่ในเมืองจีนแต่ไม่เกี่ยวข้องกัน

นานวันเมื่อชาวจีนอพยพมามากขึ้น อั้งยี่แต่ละกลุ่มก็ขยายตัวออกไปด้วย เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่พบมากในดินแดนคาบสมุทรมลายูตั้งแต่ระนอง ภูเก็ต ไปจนถึงแดนบริติชมาลายา (แต่ในภาคกลางนั้นคำว่าอั้งยี่มักใช้ในทางลบเป็นหลักคือ หมายถึงกองโจรชาวจีนที่มักจะลอบค้าฝิ่น อันเป็นการผิดกฎหมาย มีการก่อกองโจรสุมกำลังเพื่อคุ้มครองการค้าฝิ่น รัฐบาลกรุงเทพฯ ต้องเสียกำลังไปปราบอยู่บ่อยครั้ง)

อั้งยี่แต่ละกลุ่มก็มักวิวาทต่อกัน ภายหลังภายในอั้งยี่ยังมีการแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า ความวุ่นวายเหล่านี้ทำให้รัฐบาลต้องให้อั้งยี่ต่างๆ มาจดทะเบียน โดยเริ่มจากอังกฤษก่อน ภายหลังไทยจึงรับมาใช้กับสมาคมจีนในปักษ์ใต้บ้าง ในหนังสือนิทานโบราณคดีของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เล่าเหตุที่หลวงพ่อแช่มโด่งดังขึ้นมาว่า

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

เมื่อปี ๒๔๑๙ เกิดการกำเริบครั้งใหญ่ในภูเก็ตขึ้น เนื่องจากเกิดปัญหาราคาดีบุกตกต่ำ ทำให้กรรมกรจีนเกิดความขัดสนตามไปด้วยและไม่มีเงินพอจะจ่ายภาษีแก่ราชการตามปกติ กรรมกรจีนจึงรู้สึกชังทางราชการ ว่าเก็บภาษีให้เดือดร้อนทั้งที่ตนก็ไม่มีเงินอยู่แล้ว ชนวนสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อพวกจีนวิวาทกับกะลาสีเรือรบ เมื่อโปลิศจับชาวจีนที่ทำร้ายกะลาสีได้ พวกจีนกลุ่มหนึ่งก็รวมตัวกันเป็นอั้งยี่เฉพาะกิจ (แบบเถื่อนๆ เฉพาะกิจ) จับเครื่องมือเข้าทำลายสถานีตำรวจ ไล่ปล้นบ้าน เผาวัดวาไทยให้ทั่วเกาะ และเตรียมเข้าโจมตีที่ทำการรัฐบาลสยามในตัวเมือง

ฝ่ายรัฐบาลเองมีกำลังน้อยกว่า มิอาจยกออกไปปราบได้ ก็คอยป้องกันแต่เพียงตัวเมืองบนเกาะภูเก็ตยามนั้น คนไทยน้อยกว่าคนจีนคนไทยจึงพากันหนีขึ้นเขาหมด เหลือเพียงพ่อท่านแช่มแห่งบ้านฉลอง พ่อท่านแช่มนั้นก็ปลุกเสกผ้าประเจียดแจกจ่ายชาวบ้านฉลองที่ยังเหลือ ชาวบ้านเหล่านั้นก็ตั้งตนเป็นกองทัพตั้งที่วัดฉลองและสามารถรบชนะพวกจีนได้ ภายหลังทางรัฐบาลได้ให้หัวหน้าอั้งยี่ที่ขึ้นทะเบียนกับรัฐ เรียกตัวพวกลูกน้องที่ร่วมกำเริบเป็นอั้งยี่เฉพาะกิจเหล่านั้นกลับเข้าอั้งยี่ปกติ ส่วนพวกที่ไม่กลับมาก็ถูกรัฐบาลปราบปรามจนสงบไปได้ เรื่องนี้ทำให้หลวงพ่อแช่มมีชื่อเสียงขึ้นมา โดยเฉพาะในเรื่องพุทธาคมกลายเป็นเกจิอาจารย์ที่ชาวภูเก็ตนับถือ โด่งดังไปถึงปีนังอีกด้วย

ครั้งหนึ่งมีผู้มาขอปิดทองที่หน้าแข้งหลวงพ่อแช่มเพราะดันไปบนบานไว้กลางทะเลคลั่งว่าถ้ารอดชีวิตจะมาปิดทองหลวงพ่อ ตอนแรกหลวงพ่อก็ไม่ยอมเพราะไม่ใครเคยทำ แต่ก็เกรงว่าโยมนั้นจะเกิดอันตรายจึงยอม ตั้งแต่นั้นมาผู้คนก็พากันมาปิดทองหน้าแข้งหลวงพ่อแช่มกันโดยตลอดและเรื่องแปลกๆ ก็เกิดขึ้น

เป็นที่ร่ำลือในหมู่ชาวภูเก็ตว่า มีเด็กสาวคนหนึ่งเจ็บป่วยอยู่เกิดบนขึ้นมาว่า ถ้าหายป่วยเมื่อใดจะไปปิดทองของลับหลวงพ่อแช่ม แล้วโรคของสาวนั้นก็หายสาวนั้นลืมเรื่องนั้นไปเสีย จนไม่นานนักสาวผู้นั้นก็ดันป่วยขึ้นมาอีก ครั้งนี้ป่วยมากหมอรักษาไม่หาย พ่อของนางจึงถามว่าไปบนอะไรมาหรือเปล่า ตอนแรกนางไม่บอก (ใครจะกล้าบอกล่ะจริงไหม) แต่เมื่ออาการเพียบแปล้ จึงยอมสารภาพว่าบนเรื่องปิดทองของลับหลวงพ่อ

เมื่อหลวงพ่อแช่มทราบเรื่องจากพ่อแม่ของนาง ตอนแรกหลวงพ่อแช่มคงจะอึ้งอยู่ไม่น้อยเพราะบนบานอย่างลามกแบบนั้นใครจะเปิดสบงให้ปิดทองได้ แต่สุดท้ายด้วยเกรงอันตรายจะเกิดขึ้นแก่นาง หลวงพ่อจึงเกิดอุบายสมองใสขึ้นมา นำไม้เท้าสอดลงไปในสบงแล้วให้นางปิดทองที่ปลายไม้เท้านั้น โรคของนางก็หายไป

เรื่องนี้ กรมพระยาดำรงฯ ท่านก็ทรงทราบจากกรมการเมือง เมื่อทรงพบหลวงพ่อแช่มจึงทรงถามว่าเรื่องนี้จริงหรือไม่ พ่อท่านไม่ตอบได้แต่ยิ้ม กรมพระยาดำรงฯ จึงสรุปว่า “เห็นจะเป็นเรื่องจริงดังเขาเล่า”

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในกาอ่าน

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น