“ฤๅษีชาม สรรพจักร” เจาะเวลาทะลุมิติหายไป ๑๖ ปี

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ “ฤๅษีชาม สรรพจักร” เจาะเวลาทะลุมิติหายไป ๑๖ ปี นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

เรื่องราวในตำนานหมอแหล่ บ้านควนยวน ผู้เป็นอีกหนึ่งในอาจารย์ของตาคล้อย จันทร์ศร ฆารวาสผู้เรืองอาคมอีกท่านหนึ่งของสายเขาอ้อ ก็เคยหายตัวไปอยู่ในถ้ำบนภูเขาหลายปีก่อนจะกลับออกมา แล้วบอกว่าไปอยู่ในเมืองบังบดหรือเมืองลับแลมา จนมีเมียมีลูกด้วยกันและเมื่อออกมากลับมาอยู่เมืองมนุษย์แล้ว ลูกก็ตามออกมาช่วยเป็นเสมือนลูกกรอก ลูกกายทิพย์ แต่ภาษาของท่านเรียกว่า เป็นพับแพว คอยช่วยเหลือผู้เป็นพ่อไว้ใช้ลากผัวลากเมียที่มีชู้กลับบ้านหรือช่วยในด้านเมตตามหาเสน่ห์ ฯลฯ นั่นแสดงว่า เมืองบังบดมีอยู่จริงและมีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทยหรือในดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้ เพราะเปรียบเสมือนโลกอีกมิติหนึ่งที่ซ้อนกันอยู่กับโลกมนุษย์ปัจจุบัน เพราะอย่างในภาคเหนือก็มีเรื่องราวของเมืองบังบดหรือว่าเมืองลับแลที่อุตรดิตถ์, ที่ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ฯลฯ

และหากเมืองบังบดมีอยู่จริงประตูทางเข้าเมืองนี้มีผู้เฝ้าอยู่และประตูมิติสุดอัศจรรย์นี่แหละที่ทำให้เกิดเรื่องราวของฤาษีชามขึ้น หลังจากที่ท่านได้ผ่านเข้าออกประตูบานนี้ที่เขาเจ็ดยอดและกลายมาเป็นตำนานฤๅษีผู้วิเศษแห่งเมืองทับเที่ยงหรือว่าเมืองตรัง ฤๅษีชาม สรรพจักร นั้นขึ้นชื่อลือนามว่า เป็นผู้ที่มากด้วยเรื่องเวทมนตร์​คาถา ​ท่านไม่เคยกลัวใคร ท่านจะนับถือคำว่าพระสงฆ์อย่างน้อยต้องถึงอนาคามีคือ เป็นพระสงฆ์ที่สำเร็จฌานขั้นสูง นอกนั้นท่านไม่นับถือ เพราะท่านบอกว่าพระสงฆ์ทั่วไปก็ยังมีกิเลสหนาเป็นแค่มนุษย์เสมอเรา ท่านเคยเล่าให้ศิษย์ใกล้ชิดฟังว่า ท่านนับถือพระพุทธกกุสันโธเป็นใหญ่ที่สุด เป็นครูใหญ่ของท่านและท่านจะปฏิบัติตนเพื่อรอพบพระศรีอาริยเมตไตรย เมื่อครั้งที่เดินหายเข้าไปในถ้ำนั้น ท่านเรียนวิชากับฤๅษีในเมืองบังบด ท่านไม่รู้หรอกว่าวันเดือนปีที่หายไปอยู่นั้น มันยาวนานถึง ๑๖ ปี ตามเวลาของโลกมนุษย์

และอย่างที่เล่าไปแล้วว่าเมื่อเดินออกมาจากถ้ำท่านก็มีหนวดและผมยาวถึงเท้าจนกลายเป็นที่มาของชื่อฤๅษีชาม ในทุกเดือน๕หรือเดือนพฤษภาคมทุกปีจะมีการสรงน้ำท่าน สรรพศาสตร์วิชาของฤาษีชามนั้น ว่ากันว่า ท่านเก่งเรื่องรักษาคนทุกชนิด ทั้งโรค ทั้งวิกลจริต แต่ที่เก่งที่สุดคือเรื่องเมตตามหานิยมจังงัง ท่านจับหัวใครรับรองว่า คนนั้นจะลืมบ้านลืมชื่อตนเองในทันที วิชาปลุกเสกหุงน้ำมันเสน่ห์ของท่าน เป็นน้ำมันที่เสกไม่มีการใส่มวลสารอันใดเพิ่มและไม่ใช่แค่น้ำมันขัน น้ำมันงา เท่านั้น น้ำมันอะไรก็ได้ขลังเช่นกัน เพราะท่านเคยบอกว่าจะขลังไม่ขลังได้นั้นมันขึ้นอยู่กับคาถาของท่านที่เสกแบบไม่เหมือนชาวบ้าน หมอไสยศาสตร์​ในตรังรุ่นหลังๆ ต่างรู้ดีว่าท่านเก่งอย่างไร เรียกง่ายๆว่าปรมาจารย์สายเมตตาโดยแท้ ถือว่าเป็นสุดยอดฤๅษีในตำนานเมืองตรังอีกท่าน

บุคคลหนึ่งที่เคยเข้าไปสัมผัสเรื่องราวของฤาษีชามอย่างใกล้ชิดคือเณรดอย ปิยภัทร สุดศิริฆารวาสรุ่นใหม่ของเมืองตรังแห่งบ้านนาท่ามใต้เคยเล่าเอาไว้ว่าครั้งหนึ่งเคยไปสอบถามเรื่องราวของอาจารย์สีชาม สรรพจักร(ฤๅษีชาม)จากภรรยาท่านปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่และผมจะเอามารวบรวมกับเรื่องเล่าของชาวบ้านในสมัยนั้นด้วยเรื่องเล่ามีอยู่ว่า”ครั้งหนึ่งสมัยนายชามร่ำเรียนวิชาใหม่ๆชอบเข้าไปนั่งทำสมาธิและหาของดีตามป่าตามเขาและถ้ำเขาเจ็ดยอด อยู่มาวันหนึ่งท่านได้เข้าไปในถ้ำแล้วหายตัวเข้าไปในอีกเมืองหนึ่งหรือเมืองบังบดมีคนธรรพ์ซึ่งท่านเข้าไปแล้วก็ได้อยู่ศึกษาเรียนวิชาต่างๆกับคนธรรพ์เหล่านั้น ในความคิดท่านว่าเป็นเวลาแค่ไม่นานระยะเวลาไม่มากแต่ตรงกันข้ามในโลกปัจจุบันคนคิดว่าท่านหายไปไหนหลายวันจนเป็นเดือนจนเป็นปีและหลายๆปีจนญาติท่านคิดว่าหายและหาไม่เจออีกแล้ว

ส่วนตัวตาชามก็คิดว่าคนต้องตามหาท่านแล้วเพราะมาอยู่ที่นี่นานหลายวันจึงหลอกถามทางกลับจากคนธรรพ์แล้วได้หนีกลับมาโลกปัจจุบัน ตาชามเล่าให้เมียท่านฟังว่าท่านวิ่งเข้าถ้ำจากเมืองนู้นแล้วทะลุมาโลกปัจจุบันเมื่อวิ่งออกมาปรากฏว่าวิ่งออกมาตรงหน้าผาพอดีท่านวิ่งหยุดไม่ได้เลยกระโดดหน้าผาแต่โชคดีด้านล่างเป็นโคลนจึงรอดมาได้ท่านกลับมาในโลกปัจจุบันนั้นครบ๑๖ปีที่ท่านหายไปปรากฏว่าหนวดและผมท่านยาวถึงดิน(ชาวบ้านเห็นท่านหนวดยาวผมยาวจึงได้เรียกชื่อท่านว่าฤๅษีชาม)ท่านปรากฏตัวเป็นที่แปลกประหลาดแก่ชาวบ้านมากมาย

ท่านจึงเล่าเป็นเรื่องราวให้ชาวบ้านฟังหลังจากท่านออกมาอยู่ตามปกติแล้ว วันหนึ่งมีคนธรรพ์ได้ตามท่านมาแล้วบอกว่าถ้าไม่อยากอยู่เมืองนู้นก็ไม่เป็นไรแต่ถ้าท่านอยากจะเรียนวิชาอะไรก็ให้ไปนั่งในถ้ำเขาเจ็ดยอดแล้วอธิษฐานคาถาจะปรากฏฉายกับผนังถ้ำให้จดตำราเอา ตาชามก็ได้ไปเรียนวิชาจากผนังถ้ำที่ว่าจนมีวิชาแปลกๆมากมายรักษาโรคแปลกๆ คนถูกของถูกกระทำ กระทำศัตรู เสน่ห์ต่างฯลฯจนเป็นที่โด่งดังในสมัยนั้น พอวันสงกรานต์จะมีชาวบ้านมาสรงน้ำให้ท่านทุกปีท่านนับถือพระพุทธกกุสันโทนับถือธาตุสี่แรงจากธรรมชาติพระอาทิตย์พระจันทร์กำลังวันและปฏิบัติตนเพื่อหวังรอพบศาสนาพระศรีอาริยเมตไตรยท่านเคยปั้นรูปเคารพไว้ในถ้ำรูปหนึ่งคล้ายพระพุทธเจ้ามีเม็ดพระศกห่มจีวรแต่เกศแบบฤๅษี บางคนถามท่านว่าเป็นใครท่านตอบว่าเป็นอาจารย์ใหญ่ของท่านบางคนเล่าลือว่าเป็นพระกกุสันโธ(รูปปั้นปัจจุบันยังมีอยู่)

ก่อนท่านฤๅษีชามจะตายท่านได้สั่งเสียกับเมียท่านไว้ว่าถึงตัวท่านตายท่านก็ไม่ได้ไปไหนอยู่แถวๆนี้แหละ หลังจากท่านตายไปแล้วท่านเคยสั่งห้ามนิมนต์พระมาสวดศพท่าน แต่ลูกหลานก็ทำให้ไม่ได้และจัดพิธีศพอย่างคนทั่วไปแล้วเอากระดูกท่านมาไว้ในรูปเหมือนท่าน(ครั้งหนึ่งมีคนไปขอเช่าผ้ายันต์ของท่านที่เหลืออยู่จากเมียของท่านและเดินไปยังสำนักเก่าของท่านที่เป็นโรงเก็บไม้เห็นผ้ายันต์เหมือนกันติดอยู่หน้าสำนักทำท่าจะหลุดเลยยื่นมือจะแกะทันใดนั้นได้ยินเสียงว่า“ไอ้ๆๆ”แล้วหันไปดูต้นเสียงปรากฏว่าตาชามยืนอยู่แต่เห็นลางๆแค่ท่อนเดียว ทำให้ตกใจวิ่งออกมาเล่าให้คนฟัง)

ครั้งหนึ่งสมัยท่านยังมีชีวิต อาจารย์ประเทือง อินทรทอง ก็เคยไปหาท่านไปดูท่านเสกน้ำมันเมตตา ท่านเสกง่ายแค่น้ำมันมะพร้าวเท่านั้นเสกทีละหลายๆขวดเสกจนน้ำมันเดือดพุ่ง เป็นที่แปลกใจแก่สายตาผู้ที่ดู และอีกหลายเรื่องที่คนเล่ากันว่าวิญญาณฤๅษีตาชามไม่เคยไปไหนตราบถึงปัจจุบัน กล่าวได้ว่าตำนานนี้คือเรื่องจริงมีหลักฐานพยานบุคคลที่ทันยังเหลืออยู่หลายคนและหนึ่งในผู้ที่เคยได้เรียนวิชาอาคม โดยเฉพาะการปลุกเสกน้ำมันและสีผึ้งและวิชาโนราหน้าทองสืบสานตำราวิชาหน้าทองก็คือพระอาจารย์ประสูติวัดในเตาเมืองตรังนั้นเอง

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

One comment

Leave a Reply