วัตรปฏิบัติอันแปลกของหลวงพ่อเกษม เขมโก

หลวงพ่อเกษม เขมโก ได้ฝึกฝนตนเองอย่างเคร่งครัด ขณะที่หลวงพ่อมีร่างกายแข็งแรงจะออกบิณฑบาตเป็นวัตร ตามหมู่บ้านใกล้ป่าช้า และฉันอาหารเพียงมื้อเดียว ฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร นั่งฉันอาหาร ณ อาสนะเดียวเป็นวัตร อาหารที่ฉันนั้นเป็นอาหารที่บูดและเสียแล้ว ซึ่งคนทั่วไปกินแล้วจะต้องหายารับประทาน หรือถึงกับไปโรงพยาบาลให้หมอรักษาก็ได้ หลวงพ่อฝึกฉันอาหารที่บูดและเสียแล้วโดยไม่มีอาการท้องเสียหรือท้องร่วง เป็นที่ฉงนสนเท่ห์ของผู้ที่อยู่ใกล้ชิด และก็ไม่เคยเห็นหลวงพ่อป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารแต่อย่างใด

การฉันอาหารมื้อเดียวหลวงพ่อจะจัดอาหารเป็นอย่าง ๆ เช่น ผัก น้ำพริก ผลไม้ ขนม พอสำหรับฉันมื้อนั้นไว้ในบาตร และจะฉัน ณ อาสนะเดียวเท่านั้นเป็นประจำ บางครั้งหลวงพ่อจะไม่ฉันอาหารเป็นเวลาหลาย ๆ วันติดต่อกัน บางครั้ง ๓ วัน บางครั้ง ๕ วัน บางครั้งเป็นเวลาถึง ๗ วัน จะฉันแต่น้ำ น้ำหวาน ผลไม้เท่านั้น และฉันเพียงเล็กน้อยมื้อเดียว ร่างกายของหลวงพ่อจะทรงอยู่และผอมลง ขณะนี้เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก หลวงพ่อบำเพ็ญสมณธรรมให้กิเลสสิ้นไปจากจิตเพื่อความหลุดพ้นเข้าสู่นิพพานตามธรรมบัญญัติ

ในด้านการประพฤติปฏิบัติธรรมโดยทั่วไปนั้น คือ ท่านบำเพ็ญอยู่ในธุดงควัตร อยู่ป่าช้าเป็นวัตร ฉันมื้อเดียวเป็นวัตร นุ่งห่มจีวร ๓ ผืนเป็นวัตร นุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร และสิ่งที่นำความมหัศจรรย์ใจมาสู่ปวงศิษย์ก็คือ ในยามสมาทานวัตรของหลวงพ่อ ท่านจะนอนหมอบอยู่ที่เชิงตะกอนทั้งวันทั้งคืน โดยไม่คำนึงถึงแดดและฝน และแม้แต่ความหนาวจะเยือกเย็นสักปานใด

ซึ่งวิสัยคนธรรมดายากที่จะอดทนเช่นนั้นได้ ท่านมักสอนว่า เมื่อมันร้อน มันหนาว เราก็อย่าร้อนอย่าหนาวกับมัน คุณธรรมอันนี้เองก่อให้เกิดศรัทธาปสาทะแก่ปวงศิษย์ และยังความเคารพนับถือแก่พระเถรานุเถระในจังหวัดลำปางยิ่งนัก การปฏิบัติธุดงควัตรอันเคร่งครัดมิใช่เพียงแต่โสสานิกธุดงค์ ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตรเท่านั้น แต่หลวงพ่อเกษมยังได้ปฏิบัติธุดงควัตรหลาย ๆ ข้อไปพร้อม ๆ กัน เป็นการฝึกฝนตนเองเพื่อให้เป็นคนมักน้อย สันโดษ และเผากิเลสให้เหือดแห้ง

ที่สุสานไตรลักษณ์เมื่อมีการเผาศพครั้งใด ตกดึกหลวงพ่อท่านจะไปพิจารณาปฏิบัติกรรมฐานที่เชิงตะกอน เพื่อแผ่เมตตาและโปรดสัตว์ในลักษณะนั่ง ยืน นอนและคุกเข่าก้มนอนท่ากบเป็นเวลานาน ท่านเป็นผู้ที่พูดน้อยเสียงเบาเหมือนกระซิบ หลวงพ่อท่านไม่ค่อยสรงน้ำ แต่กลิ่นกายท่านสะอาดมาก

ในหนังสือที่ระลึกคล้ายวันเกิดหลวงพ่อเกษม เขมโก ยังได้กล่าวถึงการฝึกฝนตนเองอย่างเคร่งครัดของหลวงพ่อเกษม ความตอนหนึ่งว่า หลวงพ่อนั่งวิปัสสนากัมมัฏฐานอยู่กลางแจ้งทั้งกลางวันและกลางคืนในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นฤดูกาลที่มีอากาศร้อนที่สุดในเดือนนี้ หลวงพ่อได้ปฏิบัติเช่นนี้จนร่างกายกร้านเป็นสีน้ำตาลไหม้ โดยไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่เอนหลังลงนอน ได้แต่นั่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน ยืน และเดินจงกรม ฉันอาหาร ณ ที่นั้น กลางคืนนั่งหลับ ณ ที่อาสนะโต๊ะนั่ง เอาฝ่ามือรองหน้าผากไว้นั่งหลับ ปกคลุมด้วยผ้าจีวรและหลับเพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น หลวงพ่อทนต่อความร้อนของแสงอาทิตย์ได้ตลอดทั้งวันโดยไม่มีอะไรกำบัง การอยู่ในที่กลางแจ้งเป็นวัตร

ซึ่งหลวงพ่อเรียกว่า ออกอากาศ การนั่งในที่กลางแจ้งตากแดดอย่างนั้น ก็เพื่อเป็นการฝึกแยกจิตออกจากกาย บางปีในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นเดือนที่อากาศหนาวมากที่สุดในภาคเหนือ หลวงพ่อจะ่นั่งวิปัสสนากัมมัฎฐานอยู่กลางแจ้ง ตลอดทั้งกลางวันทั้งกลางวันเป็นเวลาแรมเดือน โดยปฏิบัติเช่นเดียวกับอยู่ในที่แจ้งในเดือนเมษายนของทุกปี ครองแต่ผ้าไตรจีวรเท่านั้น ในที่โล่งแจ้งในเวลากลางคืน ปลายเดือนธันวาคม อุณหภูมิลดลงถึงศูนย์องศาเซลเซียส

หลวงพ่อสามารถทนต่อความหนาวเหน็บในเวลากลางวันได้ โดยการฝึกแยกจิตออกจากกาย ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาคงเป็นโรคปอดบวมตายอย่างแน่นอน ธุดงควัตรเช่นนี้ หลวงพ่อทำได้สำเร็จมาแล้ว หลวงพ่อปฏิบัติธุดงค์มาโดยตลอด เพื่อละกิเลสอันละเอียดออกจากจิตใจให้หมดสิ้น การปฏิบัติธุดงควัตรของหลวงพ่อดังกล่าวมาทั้งหมดนั้น สิ่งที่น่าแปลกก็คือว่าตามร่างกายของท่านไม่ปรากฏรอยกัดของยุงเลย อีกอย่างปกติหลวงพ่อจะสรงน้ำปีละหนึ่งครั้ง แต่ไม่มีกลิ่นตัวเลย ท่านงดการสรงน้ำมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๔ จนถึงปัจจุบัน (๒๕๓๘)

วัตรในการฉันภัตตาหารของหลวงพ่อเกษม_เขมโก

ตอนที่หลวงพ่อจะฉันนั้น หลวงพ่อจะต้องมีนาฬิกาสิบสองชั่วโมง ท่านทดลองทุกวินาทีอย่างเช่นว่า ทุกวันท่านจะต้องฉันวันละหนึ่งมื้อ ท่านจะฉันตอนไหนก็ได้ ท่านจะฉัน เช่น วันนี้ ฉันสองโมง พรุ่งนี้ฉันสามโมง หรือกินตอนเช้าก็ได้ ท่านก็ต้องพิจารณาดูว่า ทุกนาทีเป็นอย่างไร ท่านจะต้องฉันให้ทัน “ตีนฟ้ายก” วันใหม่ คือจะฉันเวลาไหนก็ได้ ห้ามพ้นวัน จัดกับข้าวบางทีจัดตีสอง แต่ท่านฉันตีสี่ จนบางทีข้าวเหนียวแข็งไปหมด ท่านก็ฉันได้ บางทีท่านฉันฉันอยู่ หรือท่านจัดอาหารอยู่ ตีนฟ้ายก เลยไม่ได้ฉันเลยก็มี เพราะท่านตั้งปฏิญาณไว้ว่า จิตท่านกำหนดไว้ว่า ท่านฉันครั้งเดียว แต่จะฉันกี่โมงก็ได้

เรื่องนี้ได้มีผู้เล่าถึงเหตุผลที่หลวงพ่อได้ทำเช่นนั้น ซึ่งเป็นเหตุผลที่หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ แห่งวัดสะแก ได้อธิบายให้กับเหล่าลูกศิษย์ฟังดังต่อไปนี้
หลวงปู่ดู่ เล่าเรื่อง หลวงพ่อเกษม เขมโก

ในบรรดาพระสุปฏิปันโนหลาย ๆ ท่านนั้น

“หลวงพ่อเกษม เขมโก” สุสานไตรลักษณ์ เป็นพระอันดับต้น ๆ ที่ “หลวงปู่ดู่” …. กล่าวยกย่องชมเชย
จนอยู่มาวันหนึ่ง มีเรื่องราวที่ผู้คนกล่าวถึงหลวงพ่อเกษมในทางที่อาจเกิดการปรามาสท่านได้

นั่นก็คือเรื่องที่ หลวงพ่อเกษมฉันอาหารในยามวิกาล…ในบางคราว

หลวงปู่ดู่ ตั้งคำถามกับลูกศิษย์คนหนึ่งว่า

แกเห็นว่ายังไง เข้าใจยังไง กับการที่หลวงพ่อเกษม ท่านฉันอาหารในยามวิกาลในบางคราว

ลูกศิษย์ก็ไม่กล้าแสดงทัศนะ เพราะกลัวบาป

หลวงปู่จึงเมตตาอธิบาย ให้ทราบถึงเหตุผลของเรื่องนี้ว่า

หลวงพ่อเกษมท่านต้องการสงเคราะห์ดวงวิญญาณ ที่มาขอส่วนบุญในเวลานั้น ๆ

โดยการนำอาหารที่ญาติของเขานำมาถวายไว้ (ตั้งแต่ตอนเช้า) มาฉันให้เขาได้บุญ

แล้วจึงค่อยอุทิศส่วนบุญไปให้…ดวงวิญญาณนั้น

จึงเป็นอันว่า หลวงพ่อเกษมท่านทำเพื่อ “สงเคราะห์ผู้อื่น”

หาใช่ทำเพราะความมักมากในอาหาร

หากเราได้ศึกษาข้อวัตรของท่านให้ดี ก็จะทราบว่า

โดยปรกติแล้ว ท่านจะฉันเอกา (ฉันวันละครั้งเดียวเท่านั้น)

รวมทั้งฉันสำรวม (คือเอาอาหารคาวหวานมารวมกันในบาตร)

องค์ท่านเองก็ผอมเหลือเกิน จึงไม่น่ามีเหตุผลที่มาที่ไปว่า ท่านเป็นผู้มักมากในอาหารแต่อย่างใด

เรื่องที่ “หลวงปู่ดู่” ท่านเล่าให้ลูกศิษย์ได้ฟัง จึงทำให้ศิษย์ทั้งหลาย ณ ที่นั้น ได้เรียนรู้ว่า

เรามิพึงด่วนสรุปอะไร ๆ จากภาพที่เห็นภายนอก

เพราะยังมีหลายสิ่งหลายอย่าง…ที่เกินสติปัญญาความรู้ของเรา

แต่อย่างไรก็ดี จะสังเกตว่าเรื่องดังกล่าวนี้ (หมายถึง การฉันอาหารยามวิกาล)

องค์หลวงพ่อเกษมเอง ก็มิได้ทำเป็นกิจวัตร

หากแต่นาน (แสนนาน) จะทำสักหนหนึ่ง

และก็มิได้กระทำอย่างผู้มีแผล คือ ต้องแอบ ๆ ทำ

เพราะ “หลวงปู่ดู่” กล่าวยกย่องท่านว่า

…เป็นผู้ไม่มีแผลแล้ว เป็นผู้ที่ใคร ๆ จะปรับอาบัติท่านไม่ได้แล้ว
เฉกเช่นเดียวกับ…พระผู้หลุดพ้นแล้วทั้งปวง

ความเป็นอยู่ของท่านเหล่านั้น ล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่สัตว์โลกโดยถ่ายเดียว
ซึ่งหากเป็นผู้ที่ยังไม่หมดกิเลส ทำอย่างเดียวกันกับท่าน ย่อมไม่พ้นอาบัติ

และย่อมเป็นความเศร้าหมองแก่ตนเองโดยถ่ายเดียว

หลวงพ่อไม่ใช้มุ้ง ไม่มีหมอนหนุนนอน ไม่มีผ้าห่ม มีแต่เสื่อปูนั่ง ใช้จีวรเป็นผ้าห่ม เป็นมุ้ง

หลวงพ่อเกษม เขมโก พำนักอยู่ในป่าช้าตลอดมา อาศัยอยู่ตามศาลาในป่าช้า ในกระท่อมหรือในเสนาสนะที่ผู้อื่นปลูกสร้างให้อยู่เท่านั้น ดำรงชีพด้วยการบิณฑบาต เจริญวิิปัสสนากัมมัฏฐานเพื่อขัดเกลากิเลสให้สิ้นไปจากจิตและมักน้อยสันโดษอยู่อย่างสงบปฏิบัติธรรมอย่างเดียว หลวงพ่อไม่ใช้มุ้งกางกันยุงกัด ไม่มีหมอนหนุนนอน ไม่มีผ้าห่มมีแต่เสื่อปูนั่ง ใช้จีวรเป็นผ้าห่ม เป็นมุ้ง สาเหตุที่หลวงพ่อไม่กางมุ้งนอน ไม่ใช้หมอน ไม่ใช้ผ้าห่ม ก็คงมาจากเรื่องนี้..

มีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่ท่านกำลังนั่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ในอาศรมของท่าน ณ ป่าช้าศาลาวังทาน เวลาจวนพลบค่ำ เจ้าหัวขโมยคนหนึ่งได้แฝงกายเข้ามาในความมืดสลัว มันคงตั้งใจมาเพื่อขโมยของ ๆ หลวงพ่อ แล้วก็เป็นความจริง มันมาเพื่อขโมยมุ้งของหลวงพ่อ ขณะที่มันกำลังใช้ความพยายามแก้และดึงเชือกสายมุ้งเพื่อให้ขาดนั้น มันไม่สามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ของมันให้สำเร็จโดยสะดวกดั่งใจนึก หลวงพ่อคงจะได้ยินเสียงดึงสายมุ้งของท่าน ท่านจึงปลงวิปัสสนาแล้วช่วยแก้เชือกข้างฝาที่ผูกหูมุ้งไว้ เมื่อหลวงพ่อแก้เชือกสายมุ้งเสร็จเรียบร้อย

หลวงพ่อก็ยื่นมุ้งพร้อมด้วยผ้าห่ม หมอน ส่งให้เจ้าหัวขโมย พร้อมกันนั้น หลวงพ่อก็รีบโบกมือไล่ บอกให้เจ้าหัวขโมยรีบเอาข้าวของหนีไปโดยเร็ว ที่หลวงพ่อได้โบกมือไล่บอกให้ขโมยรีบหนีนั้น เพราะเกรงว่าคนอื่นจะมาพบเห็นเข้า และเกรงว่าขโมยจะได้รับเคราะห์กรรมหรือถูกประชาทัณฑ์นั่นเอง ขโมยรายนี้น้ำใจของมันช่างดำเหมือนถ่าน เห็นหลวงพ่อช่วยแก้สายมุ้งให้ มันก็ยังเอามุ้ง หมอน ผ้าห่มของหลวงพ่อไปได้ลงคอ มิใช่การขโมยเสียแล้ว จะเรียกว่ามันมาปล้นทรัพย์ของหลวงพ่อก็ประณามได้ จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาในครั้งนั้นจนถึงปัจจุบันนี้ (พ.ศ.๒๕๓๘) หลวงพ่อจึงได้สละมุ้ง ผ้าห่ม หมอน ตราบเท่าทุกวันนี้

#กระดาษเป็นครู

มีข่าวร่ำลือกันอย่างหนาหูว่า หลวงพ่อเกษมชอบเดินเก็บเศษกระดาษตามข้างถนน สาเหตุที่หลวงพ่อเก็บเศษกระดาษซึ่งมีผู้คนนำมาทิ้งเกลื่อนกลาดก็เพราะว่า ในกระดาษนั้นล้วนแต่มีตัวหนังสือซึ่งหลวงพ่อเกษมท่านถือว่าเปรียบเสมือนครูผู้ให้ความรู้ประการหนึ่ง และกระดาษบางแผ่นก็ยังมีภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของล้นเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งเป็นที่เคารพเทิดทูนของประชาชนทั่วทั้งแผ่นดิน

ข่าวที่ร่ำลือกันนั้นเป็นความจริงทุกประการ เพราะทุกครั้งที่หลวงพ่อได้รับนิมนต์ไปโปรด ณ ที่ แห่งใดก็ตาม หลวงพ่อจะมีภาระเพิ่มขึ้นอีกมากมายทีเดียว เมื่อมีผู้มานิมนต์หลวงพ่อให้เดินทางไปโปรดยังบ้านของตนนั้น หลวงพ่อจะมีการเตรียมตัวท่านไว้ล่วงหน้าเสมอ ก่อนเดินทางหลวงพ่อต้องเตรียมหาถุงใส่กระดาษเก็บหนังสือใส่ เพื่อเอามาล้างน้ำที่สำนัก หลวงพ่อเกษมรับกิจนิมนต์เดินทางไปด้วยเท้าเปล่า ไม่สวมรองเท้าและไม่ยอมนั่งรถทุกชนิด เป็นอยู่อย่างนี้นับได้ ๓๐ ปีเศษแล้ว เพราะหลวงพ่อเป็นพระที่ถือธุดงควัตร หลายต่อหลายคนจะมองเห็นเป็นของแปลกประหลาดทั้ง ๆ ที่ท่านเหล่านั้นมีการศึกษาสูง เมื่อเห็นหลวงพ่อเก็บกระดาษตามสองข้างถนน

หลวงพ่อเคยกล่าวว่า เขาเหล่านั้นเป็นคนขาดสติ ไม่นึกถึงว่าหนังสือในเศษกระดาษนั้นเป็นเสมือนครูบาอาจารย์ชั้นสูงสุดของเรา การทิ้งหนังสือขว้างปาหนังสือไว้ให้เกลื่อนกลาดตามข้างถนนเดินเหยียบย่ำไปอย่างไม่มีความเคารพ เหมือนกับเรานี้ไม่เคารพตัวครูบาอาจารย์ ทำเช่นนี้เป็นการกระทำที่ถูกหรือ เศษกระดาษดังได้กล่าวมานี้ บางชนิดเป็นถุงใช้บรรจุอาหารต่าง ๆ บางทีก็เป็นใบปลิวโฆษณา ส่วนมากถูกนำมาทิ้งขว้างตรงหน้าบ้านบ้าง ข้างถนนบ้าง ผู้กระทำเช่นนี้ได้ชื่อว่าไม่เคารพครูบาอาจารย์ เหยียบย่ำครูบาอาจารย์ (คือหนังสือไทย) อันเป็นสมบัติใหญ่หลวงของชาติไทย

หนังสือไทย เป็นผู้ให้ซึ่งสติปัญญา ให้ความเฉลียวฉลาดแก่ตัวเรา ให้อาชีพให้ตำแหน่ง ให้เกียรติยศชื่อเสียง หรือแม้แต่ในกระโถนที่เขาเอากระดาษหนังสือพิมพ์รองไว้ หากหลวงพ่อเห็น ท่านก็จะรีบหยิบเอากระดาษหนังสือพิมพ์ออกมาเก็บไว้ แล้วเอากลับมาอาบน้ำที่สำนัก แม้แต่กระดาษที่มีตัวอักษรไทยติดอยู่ แม้ว่าจะมีความสกปรกเปรอะเปื้อนปานใดก็ตาม ถ้าหลวงพ่อพบเห็นเข้าก่อน ท่านก็จะไม่มีความรังเกียจจะรีบหยิบขึ้นมาปัดเป่าฝุ่น ชำระล้างสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ด้วยตัวท่านเอง หลังจากที่เสร็จกิจการรับนิมนต์แล้ว หลวงพ่อก็จะเอาเศษกระดาษหนังสือไทยออกจากถุงที่บรรจุเอาไว้ ออกมาชำระล้างจนสะอาด บีบรวมกันเป็นก้อน จากนั้นก็นำเอาไปไว้บนต้นไม้ง่ามไม้สูง ๆ กันไม่ให้คนเข้าไปเหยียบย่ำอีก ถ้ามีเศษกระดาษจำนวนเพียงเล็กน้อย ท่านก็จะสั่งให้จัดการเผาเสีย…….

Leave a Reply