วิชาการสร้างเชือกคาดโบราณของพระเกจิคณาจารย์

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

“ไสยศาสตร์สิ่งลี้ลับวิชาคาถาอาคมและเรื่องราวอภิญญาบารมีธรรมของพระเกจิย์คณาจารย์ต่างๆทั้งหลายล้วนเป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคลและได้มีการเล่าสืบทอดต่อๆกันมาอย่างมากมายนับตั้งแต่สมัยอดีตมาจนถึงปัจจุบัน” และเรื่องราวที่ได้นำมาแบ่งปันศึกษากันในวันนี้เป็นตำนานที่เล่าต่อๆกันมาของเครื่องรางเชือกคาด ดีทางคุ้มกัน คงกระพัน แคล้วคลาดจากภยันตราย

ภาพเครื่องรางเชือกคาดเอวหลวงพ่อโชติวัดตะโนจากprapantip

เมื่อพูดถึงวัตถุอาถรรพณ์หรือเครื่องรางของขลังกันแล้ว ท่านผู้อ่านย่อมทราบกันเป็นอย่างดีว่าเป็นสิ่งที่ดีงามเลิศด้วยพุทธคุณทั้งปวง ซึ่งทุกวันนี้คนเราต่างก็ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของตัวเองและครอบครัว มีการแก่งแย่งชิงดีและมีทั้งทุกข์สุขคละเคล้ากันไป จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่แปลกแต่อย่างใด ที่มีคนจำนวนมากต่างก็หันหน้าเข้าหาสิ่งที่ยึดเหนี่ยวทางใจ

การที่เราได้เข้าวัดสนทนาธรรมกับพระภิกษุสงฆ์บ้างย่อมทำให้เรามีแต่ความสงบได้บ้างบางขณะเพราะพระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นท่านมีแต่ให้ ท่านให้ทั้งธรรมะและบางครั้งท่านอาจจะมีของดีหลายอย่างให้กับเราอีกไว้ติดตัวป้องกันภัยและเป็นเครื่องระลึกถึงการสร้างคุณงามความดีสำหรับเรื่องเกี่ยวกับเครื่องรางของขลังที่เป็นวัตถุมงคลที่เรียกกันว่า “เชือกคาด”

คำว่า “คาดเชือก” เป็นชื่อของเชือกที่ใช้ในการชกมวยของไทยมาแต่โบราณหากขึ้นชกกันด้วยหมัดรุ่นๆ มันไม่ค่อยถนัดและอาจถึงขั้นถลอกปอกเปิกได้จึงเอาเชือกเส้นเล็กๆ มาพันมือแทนนวมแล้วก็จึงชก ส่วนเชือกนั้นต้องชุบน้ำข้าวเพื่อให้คมจะได้เข้าเนื้อคู่ต่อสู้เรียกว่าให้แพ้เท็คนิเกิลน๊อคเอ้าท์ไปเลย สมัยก่อนบรมครูมวยไทยของเราชื่อนายขนมต้ม เคยถล่มมวยพม่าถึง ๑๐ คน ผลัดมาแล้วก็ด้วยคาดเชือกนี่แหละ แต่เชือกคาดนั้นคือเชือกเส้นใหญ่ที่สำหรับคาดเอว เพื่อให้เป็นคงกระพันชาตรีจัดอยู่ในชุดเครื่องคาดของไทยชนิดหนึ่ง

การแต่งกายให้สุภาพก็ต้องมีเข็มขัดซึ่งพัฒนามาจากเชือกคาดเอวในสมัยโบราณ ส่วนรัดประคดของพระสงฆ์ก็จัดอยู่ในสายคาดเอวเหมือนกัน เชือกคาดเป็นสิ่งที่เกี่ยวกันกับชีวิตของคนไทยมาแต่โบราณเลยทีเดียว ดังนั้นพระเกจิอาจารย์ท่านจึงนิยมสร้างเชือกคาดขึ้นมาเป็นเครื่องรางไว้ป้องกันภัยให้กับผู้คนสืบมาจนทุกวันนี้

เชือกคาดนั้นก็ไม่ใช่เชือกคาดปอ หรือ เชือกกล้วย หรือเชือกมะนิลาหามิได้ แต่เป็นเชือกที่ถักขึ้นเป็นพิเศษต่างหาก โดยถือหลักการสร้างดังต่อไปนี้

๑. ใช้ผ้าขาวที่ห่อศพ หรือคลุมโลงหรือจะใช้ผ้าเหลืองพระที่ได้มาจากบังสุกุลเอามาฉีกเป็นเส้นๆ ก็ได้

๒.ทำการลงอักขระลงไปบนเส้นผ้าที่ฉีกออกนั้นให้ครบทุกเส้น คือลงให้เต็มที่แล้วก็ลงเส้นใหม่อีก

๓.ถ้าหากไม่ฉีกเป็นเส้นก็เอามาตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมแล้วลงยันต์ นำมาม้วนเป็นก้อนแท่งยาวๆ แล้วเอาเชือกมาถักหุ้มภายนอกสำหรับคาดเอว อันนี้ก็ใช้ได้เหมือนกัน

๔.บางแห่งก็ใช้หวายลงอักขระแล้วถักหุ้มด้วยผ้าเป็นสายคาดเอวก็เคยพบเหมือนกัน

สรุปแล้วก็คือการลงอักขระในผ้าหรือวัสดุอื่น แล้วทำให้เป็นสายยาวๆ ใช้คาดเอวป้องกันอันตราย ส่วนการลงอักขระนั้นก็แล้วแต่จะเลือกเอา แต่เท่าที่ได้คลี่เชือกคาดของพระเกจิอาจารย์แถบนจังหวัดนครปฐมดูเส้นหนึ่ง ก็เพราะเชือกคาดชำรุดคาดไม่ได้ เมื่อแกะดูนั้นเป็นการลงยันต์แบบปทุมจักรตรงกลาง ล้อมรอบด้วยยันต์องค์พระเป็นมหาอุดขมวดมุมทั้งสี่ด้วยยันต์เฑาะว์สมาธิและมีอักขระกำกับสี่ด้าน เมื่อแกะดูแล้วผู้เป็นเจ้าของก็ยังใช้เป็นผ้ายันต์นำติดตัวไปไหนมาไหนได้เพราะถือว่าลงอักขระและปลุกเสกแล้วก็ยังขลังเหมือนเดิม

ภาพเครื่องรางเชือกคาดถักลายเปียช่วงหัวเป็นหัวตะกร้อจาก uauction3.uamulet

เชือกคาดนั้นมีหลายสำนักด้วยกันในจังหวัดกรุงเทพ ส่วนต่างจังหวัดก็มีแต่หลวงพ่อโชติวัดตะโน กรุงเทพฯ วัดนี้ ถักเป็นลายจระเข้ขบฟันหัวเป็นตระกร้อ หางเชือกเป็นบ่วงแน่นหนามีทั้งผ้าขาว ผ้าเหลือง

สมัยก่อนโน้นวัดตะโนมีผู้คนต่างพากันมาหาหลวงพ่อเพื่อขอเชือกคาดจากหลวงพ่อโชตินั้น ท่านตาไม่ดีเอาตอนชราภาพ สาเหตุก็เพราะว่า ค่ายกครูของผู้ที่จะทำเชือกคาดนั้นต้องหนึ่งสลึงถ้าพูดถึงในสมัยก่อนยุคมหาเอเชียบูรพาครั้งที่ ๒ นั้น เงินเฟื้องเงินสลึง ๒๕ สตางค์ ไม่ใช่เงินน้อยๆ บังเอิญมีเจ้าหนุ่มชาวสวนคนหนึ่งอยากได้แต่ไม่มีสตางค์ก็เลยไปกราบเท้าอ้อนวอนท่านให้ช่วยทำเชือกคาดปรากฎว่าท่านใจอ่อนก็เลยทำให้ฟรีไม่เรียกค่ายกครู เท่านั้นแหละครูของท่านก็มาบอกว่าเอ็งจะต้องตาบอดแน่ๆ และท่านก็บอดจริงๆ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๐ มาถึง พ.ศ.๒๕๐๐ สิบปีเต็มๆ ที่หลวงพ่อต้องให้ศิษย์ถักแล้วท่านจึงมาปลุกเสกให้อีกทีหนึ่ง

ทุกวันนี้แม้หลวงพ่อท่านจะมรณภาพไปแล้ว แต่ศิษย์ของท่านก็ยังทำสืบต่อมา แต่ส่วนของหลวงพ่อเขียว วัดหรงบนนั้น ท่านใช้ผ้ารอยมือรอยเท้าของท่านมาม้วนแล้วถักเป็นเชือกคาด และยังมีหลวงพ่อขันวัดนกกระจาบนั้น ใช้ผ้าขาวมาถักเป็นเชือกล่ามควาย หัวก็พันเอาดื้อๆไม่ค่อยสวยแต่มีผลชะงัดทีเดียว เมื่อใดที่หารูปของแท้ได้จะเอามาลงให้ดูกันจะๆ

เชือกคาดนั้นใช้ได้สองอย่างด้วยกันคือ ประการแรกคาดเอวแทนเข็มขัด หรือแทนตะกรุดแต่บางคนก็ใช้พันแขนแทน เชือกคาดแขนหรือพิรอดแขน ใช้ได้ทั้งสองอย่างแล้วแต่จะสะดวก ถ้าพูดถึงเชือกคาดนั้นถ้าจะเอากันให้ดีจริงๆ ต้องปลุกเสกให้เชือกนั้นเคลื่อนตัวบิดไปบิดมาได้เหมือนกับงูจึงจะใช้ได้ ซึ่งพลังฌานแบบนี้พระเกจิอาจารย์น้อยรูปที่จะทำได้

การอาราธนาเชือกคาดนั้นใช้พระคาถาดังนี้

ตั้งนะโมสามจบแล้วสวดบูชาระลึกถึงพระศรีรัตนตรัย บิดามารดาครูบาอาจารย์ และท่านผู้เป็นเจ้าของเชือกเป็นที่สุดแล้วว่า “อุทธัง อัทโธ นะโมพุทธายะ โธอุท ธังอัท ผุดผัดผิด ปิดด้วยนะโมพุทธายะ มะอะอุ อุอะมะ นะปิดนะหยุด นะอัตถะยาวะ”

“และนี้ก็เป็นอีกหนึ่งความเชื่อทางไสยศาสตร์ที่มีการเล่าสืบทอดกันมาทุกยุคทุกสมัยแม้ว่าจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อเหนือธรรมชาติก็ตามแต่ในทางวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่สามารถที่จะพิสูจน์ได้แน่ชัดจนถึงปัจจุบันและยังคงมีการศึกษาค้นคว้ากันต่อไป”

ข้อคิดท้ายเรื่อง รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นที่ลับของทุกๆคนมาตลอด

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนบ้วนน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบถ่ายหนักวันละกี่คนถ่ายเบาวันละกี่คนเป็นประจำเดือนวันละกี่คนน้ำที่เราอาบน้ำล้างก็ไหลลงพื้นคนตายวันละกี่คนสัตว์ละวันละกี่ตัวเมื่อตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากซากที่ตายนั้นละมาใช้ส่วนบางพวกที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นเมฆตกมาเป็นฝนศ พอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำสกปรกที่เกิดจากควันรถลมแก๊ชคนผายลมวันกี่คนควันจากการเผาซากศ พลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะ

พัดผ่านขี้ เยี่ย วผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวอีกกันอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะนะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคา วยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทา นเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้ตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่บ้วนลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากสิ่งปฏิกูลซากศ พซากสัต ว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดทุกสิ่งดูล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศ พไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินซากพืชซากสัต ว์สักเจ็ดวันจะมีเเรงทำลูกกันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัต ว์ของสกปร กดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี่เยี่ย วไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง๑๐กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไร

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยนดูต้นตอของที่มาทุกสิ่้งดูได้วิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุด)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรืออยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความผิดซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี่เยี๊ยวผายลมอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมด

ทุกอย่างคือศ พขี่เยี๊ยวดินจากศพ น้ำจากประจำเดือน ลมจากผายลม ไฟจากแก๊สซากสัตว์อยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับเถ้าของคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินเถ้าน้ำจากลมเผาศ พของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะได้กินเถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่ควายก็ยังกินพืชมากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่้น **เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น