วิชาชุบตัวอาบน้ำว่าน สุดยอดวิชาคงกระพัน “หลวงพ่อกวย”

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ วิชาชุบตัวอาบน้ำว่าน สุดยอดวิชาคงกระพัน “หลวงพ่อกวย” นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

วิชาชุบตัวอาบว่านยาในตำราของหลวงพ่อกวย ต้นว่านนี้หมายถึง ไม้มงคลหรือไม้ประเภทมีฤทธิ์ เป็นต้นไม้มีหัวเเละรากนำมากินไปเเล้วจะมีอำนาจทางอยู่ยงคงกระพัน ว่านพวกนี้เป็นต้นไม้ที่มีเทวดารักษานี่คือลักษณะของต้นว่าน คนโบราณหรืออาจารย์โบราณมักปลูกว่านโดยหวังผลทางด้านเมตตามหานิยมหรือทางคงกระพัน ว่านบางอย่างกินเข้าไปจะทำให้ผิวหนังรัดตัวมีความเเข็งเเกร่งหรือเหนียวสามารถป้องกันคมมีดคมดาบได้ ตามความเชื่อยิ่งกินว่านเเล้วมีอาคมเสกด้วย ยิ่งดีใหญ่ว่านที่เป็นเสน่ห์เมตตามหานิยมนั้น มักมีดอกหอมเช่น ว่านเสน่ห์จันทร์ ว่านบางอย่างที่มีเทวดารักษาคนมักจะปลูกไว้เพื่อเฝ้าบ้านไว้คอยปกป้องรักษา เเต่ว่านบางอย่างก็มีความน่ากลัวเพราะมีภูตผีอาศัยอยู่เช่น ว่านกระสือ ว่านปอบ ว่านเเบบนี้มีประโยชน์บางอย่างเเต่ก็เเฝงไว้ด้วยอันตรายเหมือนดาบสองคมมีทั้งคุณเเละโทษ

ว่านที่มีอานุภาพทางคงกระพันนั้นเช่น ว่านหนังเเห้ง ว่านสบู่เลือด ว่านหนังคางคก เป็นต้น ดังนั้นจึงมีการทำวิชาอาบว่านขึ้นมา วิชาอาบว่านเป็นที่นิยมมากของทางภาคใต้เเละสำนักที่โด่งดังในเรื่องนี้คือ สำนักเขาอ้อนั่นเอง เนื่องจากสรรพคุณต่างๆ จึงมีการนำว่านต่างๆมาผสมพระเครื่องด้วยเพื่อให้เกิดอานุภาพยิ่งขึ้น การกินว่านเพื่ออาศัยอานุภาพนั้นจะอยู่ได้ไม่นานต้องกินเพิ่มอยู่เรื่อยๆ เขาว่าถ้าใครกินว่านมากๆ พอหน้าหนาวว่านออกดอกอาจมีอาการเเพ้ว่านจะทำให้มีจุดขาวๆตามตัวคล้ายรอยเกลื้อน การอาบว่านโดยใช้อาคมกำกับเมื่อเเช่ว่านนานๆนั้นคนที่เเช่ว่านเมื่อมีอายุมากฤทธิ์ว่านจะออกตามลิ้นเช่น เวลากินข้าวจะมีรสไม่อร่อยคือ มีรสขมของว่านถ้าอาบหรือเเช่มากๆทำให้ผิวหนังรัดตัวมาก รูขุมขนไม่สามารถระบายไขมันเเละเหงื่อออกได้จะทำให้เป็นสิวทั้งตัวเลย

ปัจจุบันวิชาจำพวกนี้ไม่ค่อยมีคนทำเเล้วเเทบเสื่อมสูญเหลือเเต่เพียงคำบอกเล่า หลวงพ่อกวยเคยชุบตัวให้ศิษย์โดยมีว่านยาเป็นตัวประกอบ หลวงพ่อเรียนมาจากครูรุน ครูเพ็ง อาจารย์เเหล่ม วัดท่าช้าง ทั้งสามท่านนี้เป็นศิษย์รุ่นเดียวกับอาจารย์เฮง ไพรวัลย์เรียนกับหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ ในบันทึกหลวงพ่อท่านเรียกชื่อเป็นหลวงพ่อกลั่น วัดทะยาน ในตำราหลวงพ่อได้ระบุว่านยาเอาไว้พร้อมวาดรูปวิทยาธรที่รักษาว่านยาเอาไว้ด้วย ท่านเขียนไว้ว่า(รูปเพ็ชรพญาธร รักษาอยู่ที่ต้นยา มีฤทธิ์ เมื่อขุดต้องเบิกก่อน ถ้าอาคมไม่กล้า เขาไม่กลัวเราเลย เอามาทำก็ไม่ได้ผล) เครื่องยาที่หลวงพ่อใช้ทำพิธีอาบว่านชุบตัว มีดังนี้ ๑.รากพญารากดำ ๒.รากพญาย้า ๓.รากชะมัด ๔.รากตีนต่าง ๕.รากคาง ๖.รากเถาวัลย์เปรียง ๗.ตาไม่ไผ่ ๗ ตา

ให้เอาเครื่องยาทั้ง๗อย่างเเช่น้ำค้างปลุกด้วยคาถาอมพิสหนูครูเเก้ว ก่อนเวลาอาบให้ตั้งเครื่องบูชาครูให้อาบที่บันไดขั้นเเรกเเล้วกลับบันไดลงปลุกด้วยคาถาให้ได้๗ครั้งอาบ๓วัน ถ้าจะลองให้ลองด้วยขวานโยน ๗เล่มดาบ๗เล่มขวากหรือหลาวเสี้ยมเเหลมใช้ไม้ลวก๗อัน เมื่อจะเก็บเครื่องยาให้ว่าคาถาเบิกเเละคาถาเรียกก่อน สมัยที่หลวงพ่อทำพิธีอาบว่านยาเพื่อชุบตัวให้ศิษย์นั้นนอกจากจะอาบที่บันไดเเล้วหลวงพ่อยังทำเเคร่ไม้ไผ่ให้ศิษย์ขึ้นไปนอนบนเเคร่เเล้วอาบว่านใต้เเคร่หลวงพ่อได้ปักขวากเอาไว้เป็นไม้รวกเสี้ยมเเหลม๗อัน เมื่ออาบจนพอใจหลวงพ่อจะถีบเเคร่ให้ล้มลงหรือหลุดจากเสา ศิษย์ที่นอนอาบว่านจะตกลงไปด้านล่างที่มีขวาก๗อันปักอยู่ ผลคือ ขวากจะตำไม่เข้าเลยเเสดงถึงความมั่นใจในอาคมของท่านมาก สมัยนั้นถ้าไม่เเน่จริงไม่เก่งจริงมีสิทธิ์ติดคุกเเน่ ไม่เหนียวจริงขวากตำทะลุหลังเเน่

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อบารมีของครูบาอาจารย์เป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply