วิชาเมฆฉายของแม่ทัพโบราณ

หลวงพ่อเดิมแห่งวัดหนองโพ จังหวัดนครสวรรค์ ท่านได้เมตตาเล่าถึงประวัติความเป็นมาของ หลวงปู่รอดหรือหลวงพ่อเฒ่า พระอริยเจ้าผู้ก่อสร้างวัดหนองโพให้แก่ หลวงพ่อจรัญพระราชสุทธิญาณมงคล (จรัญ ฐิตธมฺโม) ไว้ว่า

ในอดีตหลวงพ่อเฒ่านั้นท่านเป็นหนึ่งในขุนศึกคู่ใจ ของพระเจ้าตาก(สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) ภายหลังที่หลวงพ่อเฒ่าท่านช่วยพระยาตากทำการศึกกับอริราชมาอย่างโชกโชนจนกระทั่งพระยาตากได้รับการสถาปนาเป็น พระเจ้ากรุงธนบุรีมหาราช จึงได้แต่งตั้งหลวงพ่อเฒ่าจะให้เป็นคุณหลวง แต่หลวงพ่อเฒ่าท่านถวายบังคมลาออกจากการรับราชการ เพราะเห็นว่าได้ทำศึกมามากแล้ว ล้างชีวิตผู้อื่นมาก็มาก จะขอเข้าบวชในพระพุทธศาสนา พระยาตากก็อนุญาตให้ตามที่ขอ

หลวงพ่อเฒ่าท่านจึงเดินทางมา จังหวัดนครสวรรค์ แล้วอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ได้มาฟื้นฟูวัดหนองโพขึ้น หลังจากที่กรุงธนบุรีได้เป็นปึกแผ่นแล้ว พระยาตากยังได้ให้คนนำของมาถวายและไถ่ถามทุกข์สุขอยู่เสมอ แต่หลวงพ่อเฒ่าท่านไม่ได้บอกชาวบ้าน ชาวบ้านจึงรู้แต่เพียงว่าท่านบวชแล้วก็ลงเรือมากับเพื่อนภิกษุด้วยกัน แล้วอพยพหลบนายภาษีมาตั้งวัดหนองโพ

ภาพถ่ายหลวงพ่อจรัญพระราชสุทธิญาณมงคล (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)

เหตุนี้เองวัดหนองโพ จึงมีการสอนวิชากระบี่กระบองและวิชาดาบ สืบทอดกันมา หลวงพ่อเฒ่าท่านได้เคยเล่าให้ลูกหลานฟังว่า

“สมัยกรุงศรีอยุธยานั้น คนที่จะเข้ามาเป็นนักรบชั้นแนวหน้าชั้นขุนศึกนั้น ต้องศึกษาอักขระและภาษาต่างๆ ไปจนถึงตำรับพิชัยสงคราม ต้องบวชเรียนวิปัสสนากรรมฐาน ฝึกรากฐานจิตใจเสียก่อน แล้วจึงจะเรียนเพลงอาวุธกันในสำนักเรียน ก็คือวัดทั้งหลายในกรุงศรีอยุธยานั่นเอง แต่ท่านไม่เคยบอกใครนะว่าท่านเป็นอดีตขุนศึกคู่พระทัยของพระเจ้าตากสินมหาราช เพราะท่านไม่ต้องการรำลึกถึงอดีต ท่านวางดาบวางมีดถวายตัวเป็นพุทธบุตรแล้ว ท่านไม่ต้องการข้องแวะอีก

แต่การถ่ายทอดวิชานั้น ท่านต้องทำด้วยว่าหากไปข้างหน้าเกิดการศึกขึ้น วิชาการต่อสู้จะได้ไม่สูญไป ชายไทยจะได้จับดาบทำการศึกได้ ไม่ต้องเป็นข้าเขา เพราะว่าพระเจ้าตากสินมหาราช กว่าจะกู้ชาติมาได้แต่ละตารางนิ้วนั้น มันยากลำบากเหลือแสน ต้องสิ้นเปลืองชีวิตเป็นก่ายกอง บางครั้งก็ต้องสละพระโลหิตของพระองค์ลงรดแผ่นดินเพื่อแลกเอกราชของชาติไทย นี่แหละคือหลวงพ่อเฒ่าแห่งวัดหนองโพ จำไว้นะคุณ ท่านคือขุนศึกคู่พระทัย หนึ่งในห้าคนของพระเจ้าตากสินมหาราช”

ภาพเหมือนแทนองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

สำนักวัดหนองโพนั้นมิได้สร้างแค่คนดี พระดี และศิลปินเท่านั้น ยังสร้างนักกระบี่กระบองที่ดีไว้อีกด้วย อาตมาได้เห็นการสอนกระบี่กระบองที่วัดหนองโพ มีพระสอนให้เด็กรู้จักการตี การป้องปัด และการร่ายรำ จึงได้เข้าใจว่า พระในวัดสมัยโบราณท่านไม่ได้ผลาญข้าวสุกชาวบ้านเปล่าๆ ท่านตอบแทนด้วยการสั่งสอนอบรมลูกหลานของคนที่เอาข้าวปลาอาหารมาทำบุญกับท่านพร้อมกันไปด้วย

หลวงพ่อเดิมท่านยังได้เอ่ยเล่าเรื่องวัดสมัยโบราณสร้างปุโรหิตาจารย์ และถ่ายทอดตำราพิชัยสงคราม ปุโรหิตาจารย์นั้น สมัยนี้ก็เทียบเท่ากับ เสนาธิการในการวางแผนการศึก ถ้าเสนาธิการรอบรู้พิชัยสงครามย่อมกำชัยชนะมาสู่ผืนปฐพีของตนได้อย่างไม่ยากนัก เพราะตำราพิชัยสงครามก็คือการหยั่งรู้กำลังศัตรูและการเดินทัพของศัตรู ท่านได้ตั้งปัญหาถามอาตมาว่า

“นี่แน่ะเธอ ตอนกลางคืนเธอเดินอยู่ในป่า เธอรู้ไหมว่าทิศไหนเป็นทิศไหนกันแน่”

“ไม่รู้ครับหลวงพ่อ กระผมไม่มีความรู้ด้านนี้เลย”

หลวงพ่อเดิมหัวเราะหึๆ อย่างอารมณ์ดี แล้วกล่าวสอนอาตมาให้ได้รู้เคล็ดลับบางประการเอาไว้ เพื่อใช้ประดับสติปัญญา และแก้ไขสถานการณ์เมื่อคับขัน ท่านว่า

“เมื่อจะหาทิศทางนั้น ถ้ามองไม่เห็นทิศ ให้ดูดาวเหนือ ถ้าดูดาวเหนือไม่เป็นก็ต้องใช้อย่างอื่นแทน นี่แน่ะเธอ ถ้าเธอเดินผ่านหน้าวัด เธอจะรู้ได้ทันทีว่าทิศไหนเป็นทิศไหน ถ้าไม่มีโบสถ์แล้วดูดาวไม่เป็นก็ต้องดูต้นไม้”

“ดูต้นไม้ ต้นไม้ก็เหมือนๆ กันนี่ครับ และมันก็ยืนต้นของมันอยู่เฉยๆ จะไปบอกทิศทางได้อย่างไรกันครับ”

“ฟังไว้นะเธอ เธอต้องรู้จักต้นไม้ว่า ต้นไม้แบบนี้ขึ้นอยู่ในทิศเหนือ หรือมีกิ่งก้านเอนไปทางทิศเหนือ หรือต้นไม้อย่างนี้ชอบขึ้นหรือเอนไปทางทิศใต้ เป็นต้น”

“เข้าใจแล้วครับ แล้วไม่มีต้นไม้ ผมจะทำอย่างไรดีเล่าครับ”

“ไม่ยากเลยนี่เธอ เรียนสมาธิ เรียนกสิณแล้ว ก็ง่ายแล้ว นอนคว่ำลงไปกางแขนทั้งสองข้างออก เจริญสมาธิจนแน่นิ่ง อธิษฐานจิตจะเกิดพลังความร้อนแผ่กระจายจากทรวงอกไปยังแขนข้างใดข้างหนึ่ง ข้างไหนร้อนนั่นแหละแขนชี้ไปทางทิศเหนือ”

หลังจากนั้นหลวงพ่อเดิมได้สอนวิชาเมฆฉายให้แก่อาตมา ท่านกล่าวเล่าว่า

“แม่ทัพสมัยก่อนโน้นเวลาจะออกรบทัพจับศึก นอกจากจะเตรียมอาวุธไว้ป้องกันตัวและคาถาอาคมแล้ว ยังทำเมฆฉายด้วยการยกร่างของตนเองขึ้นไปบนก้อนเมฆ ทำนิมิต จะมองเห็นเลยว่าไปคราวนี้เป็นอย่างไร ถ้าไปดีมีชัยก็จะติดต่อกันทั้งร่าง ถ้าลางร้าย ตัวนิมิตบนก้อนเมฆจะมีคอ แขน ที่ต่อกันไม่ติด ก็รู้ล่ะว่าออกไปแล้วจะไม่ได้กลับ ก็จะสั่งเสียและฝากฝังลูกเต้าไว้กับพระเจ้าแผ่นดิน แล้วตัวเองก็ออกไปอย่างชายชาตินักรบ นี่แหละพิชัยสงครามล่ะเธอ”

อีกหนึ่งเรื่องเล่าขานของความเชื่อถือส่วนบุคคลเพราะความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์นี้มีนิยมกันแทบทุกที่และก็ยังเป็นที่สรุปพิสูจน์แน่ชัดไม่ได้เพราะแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญในหลักวิทยาศาสตร์เองก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ก็สุดแต่ความเชื่อของแต่ละบุคคลและคงต้องศึกษาหาทางพิสูจน์กันต่อไป…

ใส่ความเห็น