วิชาโบราณ ฤทธิ์อาคม อาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง สะเดาะกุญแจด้วยมือเปล่า ร่ายคาถาเบาๆถึงกับทำให้สาวรัก

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ วิชาโบราณ ฤทธิ์อาคม อาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง สะเดาะกุญแจด้วยมือเปล่า ร่ายคาถาเบาๆถึงกับทำให้สาวรัก  มาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

หากกล่าวถึง อาจารย์เอื้อ บุษษประเกศ หงสกุล ท่านทันเป็นลูกศิษย์โดยตรงกับอาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง ท่านได้เล่าไว้ในนิตยสารฉบับพระฉบับหนึ่งว่าเจอกันตอนท่านไปเป็นอัยการที่นครราชสีมา สมัยนั้นเป็นสมัยสงครามท่านอาจารย์ฟ้อนโดนจับมาโรงพักเพราะไปรับฝากถือผ้าดิบมาเยอะ สมัยก่อนใครมีผ้าเยอะผิดกฏหมายเหมือนกักตุนสินค้าท่านก็ยอมให้ตำรวจจับใส่กุญแจมือมาจากสถานีรถเดินมาสักพักกุญแจก็หลุด ท่านอาจารย์ฟ้อนก็ก็บอกตำรวจนายนั้นว่ากุญแจหลุดนายตำรวจก็มาล็อคใหม่เดินไปสักพักแกก็ร้องกุญแจหลุดอีกเป็นอย่างนี้หลายครั้งอยู่ จนตำรวจนายนั้นบอกอาจารย์ไม่ต้องใส่ก็ได้ครับก็ไปโรงพัก

อาจารย์เอื้อเป็นอัยการและชอบเรื่องทางนี้พอรู้ประวัติและลูกศิษย์อาจารย์ฟ้อนให้ไปช่วยเลยไปช่วย หลังจากเคลียกันออกจากโรงพักท่านอาจารย์เอื้อก็ถามทำใมอาจารย์ยอมให้จับครับ ทั้งที่ก็มีวิชาอาจารย์ฟ้อนบอกท่านว่า ขนาดขุนแผนท่านยังต้องรักษาสัจจะรักษากฏหมาย เราก็ต้องรักษาสัจจะและทำตามกฏหมาย

ท่านอาจารย์เอื้อผู้นี้อีกเช่นกันที่ตะล่อมถามอาจารย์ฟ้อนเรื่องคาถาที่จับแล้วผู้หญิงไม่ร้องเดินตามโดยดี ว่าใช้คาถาบทใหนอาจารย์ฟ้อนก็ไม่บอก แต่อาศัยความเป็นทนายเก่าก็พูดไปเรื่อยๆจนอาจารย์ฟ้อนหลุดพูดมาว่า งูก็ยังจับให้ตามมาได้ ปะสาอะไรกับผู้หญิง ท่านอาจารย์เอื้อจึงได้ทดลองใช้คาถาจับงูที่เรียนกับอาจารย์ฟ้อนมาจับมือผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินตามาหลังศาลที่ท่านทำงานอยู่ เมื่อประจักษ์ผลท่านก็หยุดร่ายคาถา กล่าวขอโทษผู้หญิงคนนั้น บอกผมขอโทษคุณผมเพียงต้องการทดลองวิชา ท่านอาจารย์เอื้อยังเขียนเล่าอีกหลายเรื่อง ที่ทำให้เห็นว่าอาจารย์ฟ้อนไม่ใช่ ท่านไม่ธรรมดา เรียกว่าเป็นหนึ่งไม่รองใครทีเดียว

อาจารย์เอื้อ บุษษประเกศ หงสกุล

ที่สำคัญชอบที่อาจารย์เอื้อท่านเล่า อาจารย์ฟ้อนเวลาท่านตอกเพดานเสร็จท่านสลัดมีด ออกจากปากค้างอยู่เพดานบ้านไม่ใช่ตอกแล้วปล่อยต่ำให้ตกลงพื้น บางวันจับม้วนสายสิญจน์โยนขึ้นทะลุเพดานเห็นแต่สายสิญจน์บนเพดาน แล้วก็นั่งค่อยๆดึงลงมา แต่แปลกที่หลายอาจารย์บอกมักต่างกันคือ ทางหนึ่งบอกสายนี้ชอบให้ภาวนาพุทโธตลอดเวลา อาจารย์เอื้อบอกท่านเน้นให้ภาวนาคาถาที่มีบทพระพุทธเจ้าห้าองค์ตลอด

เรื่องเล่าชาวสยาม

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply