ศาสตราวุธคู่กายชายชาตรี ๔ คาบสมุทรมลายู

“เรื่องเล่าลี้ลับวิชาคาถาอาคมทั้งหลายเป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคลที่ได้มีการเล่าสืบทอดต่อๆกันมามากมายจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน” เรื่องราวที่ได้นำมาแบ่งปันในวันนี้เป็นเรื่องเล่าของกริชศาสตราโบราณของคาบสมุทรมลายู

กริช ถือเป็นศาสตราวุธคู่กายที่สำคัญซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นชายชาตรีฐานะทางสังคมเศรษฐกิจ ยศถาบรรดาศักดิ์ของผู้เป็นเจ้าของและตระกูล และนิยมใช้กันแพร่หลายในภาคใต้ของไทย เรื่อยไปจนถึงมาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือเรี่ยกได้ว่าทั่วทั้งคาบสมุทรมลายู

กล่าวกันว่า กริช นั้นน่าจะเป็นศาสตราของอินโดนีเซียซึ่งปรากฏรูปจำหลัก ว่ามีการใช้ดาบเป็นศาสตราวุธอยู่ซึ่งยังไม่พบการใช้กริช จนกระทั่งพบรูปกริชครั้งแรกที่ผนังโบสถ์ของชวาราวกลางศตวรรษที่ ๑๔ เป็นรูปจำหลักของเทพเจ้าภีมะนักรบของชวากำลังใช้มือเปล่าจับเหล็กร้อนตีเป็นรูปกริชซึ่งใช้เข่าตนเองรองต่างทั่ง

และในศตวรรษที่ ๑๔ นี้เอง มีการกล่าวถึงตำนานกริชที่ค่อนข้างหลากหลาย เช่นในตำนานฮินดูสกุตรัม กระทั่งถึงสมัยมัชปาหิตกริชเริ่มมีการใช้อย่างแพร่หลายพกติดตัวและพร้อมใช้อยู่ตลอดเวลา และในศตวรรษที่ ๑๕ เรื่อยมาถึง ศตวรรษที่ ๑๙ คติความเชื่อเกี่ยวกับการใช้กริชแบบฮินดูเริ่มน้อยลงแทนที่ด้วยความเชื่อแบบอิสลาม ซึ่งการใช้กริชและการทำกริชต้องอยู่ในหลักและแนวของอิสสลามอย่างเคร่งครัด

การทำกริชประกอบขึ้นมาแต่ละเล่มนั้นล้วนมีความสัมพันธ์กับปรากฎการธรรมชาติอำนาจชีวิตและตัวของเจ้าของกริช กริชเล่มหนึ่งๆอาจต้องสรรหาเหล็กถึง ๒๐ ชนิดมาหลอมรวมกันด้วยกระบวนการและพิธีกรรมที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบตามความเชื่อและกระบวนการทางไสยศาสตร์

มีความแหลมคมประดุจดังเขี้ยวราชสีห์ และความคดประดุจเปลวไฟอันแสดงถึงความกล้าหาญและมีอำนาจ กริชนั้นถือเป็นของมงคลขจัดภยันตรายและอัปมงคล นำโชควาสนา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโลหะที่นำมาผสมกรรมวิธีรูปแบบลักษณะที่ประกอบขึ้นเป็นกริชเล่มนั้นๆ

ช่างตีกริชสมัยก่อน มีฝีมือในการทำกริชอย่างยอดเยี่ยม มีคาถาอาคมวิเศษ สามารถจับตัวกริชด้วยมือเปล่าและดัดให้เป็นรูปคดไปมาได้ตามใจ หรือกดประทับลายนิ้วมือไว้บนตัวกริชเป็นเครื่องหมายไว้ แต่คาถาอาคมนี้มีข้อห้ามพิเศษ คือต้องครองตนอย่างระมัดระวังเป็นที่สุด

ที่สำคัญผู้เรียนในบางครั้งจะมีรังสีแห่งความร้อนแผ่พุ่งออกมา เดินไปที่ใดไอร้อนจะทำลายสิ่งรอบข้าง ช่างที่เรียนสำเร็จเมื่อเดินไปตามคันนาใบข้าวอ่อน ๆ ข้างทางจะเหี่ยวเฉาไปตลอดทาง ซึ่งสร้างความไม่สบายใจกับตนเอง และแก่ผู้อื่นจึงมักจะไม่มีใครยอมรับการถ่ายทอดคาถาอาคมดังกล่าว

กริชแบ่งออกเป็น ๓ ระดับแบ่งการใช้งานออกเป็น ๓ ชนชั้นใหญ่ๆ

คือชนชั้นกษัตริย์ ราชา จะใช้กริชที่เรียกว่า “ดือรอ”ขุนนางหรือแม่ทัพจะใช้กริชที่เรียกว่า “ตือมืองง” และผู้มีอิทธิพลหรือนักเลง จะใช้กริชที่เรียกว่า “บอตอกาลอ

วิธีชักกริชของชาวมลายู

๑. ให้เตะก้นฝักที่คิ้วหรือที่ใบหูเพื่อเป็นการขอขมาหรือขออนุญาติครับ ๒. หันหัวกริชเข้าหาอก หัวกริชอยู่ที่หน้าอก ปลายชี้ขึ้นฟ้า แล้วนึกในใจว่าจะชักกริชเพื่ออะไร ๓. ใช้มือขวาจับหัวกริชให้แน่น แล้วใช้มือซ้ายค่อยๆ ชักกริชออกในลักษณะชักฝักกริชขึ้นฟ้า  ๔. ปลายใบกริชจะอยู่ในระดับสายตาพอดีครับ และให้ดูที่ปลายใบกริชว่า นิ่งหรือสั่นไหว ถ้าสั่นไหว ให้ยกกริชสะบัดขึ้นฟ้าออกไปทางขวามือ ๓ ครั้ง แล้วกลับมาดูปลายกริชอีกครั้ง ถ้าไม่ไหวติง แสดงว่า ใจหนักแน่นและจะประสบความสำเร็จจากที่นึกไว้ ๕. แล้วคืนใบกริชเข้าฝักโดยเอาปลายใบกริชตั้งขึ้น เอาฝักเข้ามาสอดกับใบกริช แล้วเอากริชมาจบที่ศรีษะอีกครั้งเพื่อเป็นการขอบคุณกริชครับ

ตัวกริช หรีอส่วนใบมีดนั้น มักจะเรียว และคด ส่วนโคนกว้าง ความยาวของกริชนั้นแตกต่างกันไป ไม่จำกัดใบมีดก็ตีจากแร่เหล็กต่างๆ กัน แต่โดยมากจะมีนิกเกิลผสมอยู่ ช่างทำกริช หรือ เอมปู จะตีใบมีดเป็นชั้นๆด้วยโลหะต่างๆ กัน กริชบางเล่มใช้เวลาสั้น บางเล่มใช้เวลาตีนานเป็นปีๆ หรือใช้เวลาตลอดชีวิตก็มี กริชที่มีคุณภาพสูงตัวใบมีดจะพับทบเป็นสิบๆ หรือร้อยๆ ครั้ง

โดยมีความแม่นยำสูงมาก ใบนั้นอาจมีรอยประทับของช่างกริชเช่นรอยนิ้วหัวแม่มือ ริมฝีปาก ในระหว่างการตีใบมีดนั้น การใช้โลหะต่างชนิดกันมาตีเป็นมีดใบเดียว ทำให้เกิดเป็นลายที่แตกต่างกัน ซึ่งเรียกว่า ปามอร์ หรือ ปามีร์ อันเป็นแนวคิดเดียวกับ เหล็กกล้า ดามัสคัส และญี่ปุ่น มีการใช้กรดกัดตัวใบ หลังจากตีแล้ว เพื่อให้เกิดรอยเงาและทึบบนโลหะ สำหรับแหล่งแร่เหล็กนั้นจะเป็นแหล่งแร่ที่หายากแถบมาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย ใบกริชนั้นจะคดหรือหยักเป็นลอนคลื่น เรียกว่า ลุก กริชส่วนใหญ่มีน้อยกว่า ๑๓ หยัก และนับเลขคี่เสมอ

ความเชื่อเรื่องจำนวนคดของกริช

๓ คด ประสบความสำเร็จ ในสิ่งคาดหวัง ๕ คด เป็นที่รักของคนอื่น ๗ คด เกียรติ ๙ คด เกียรติ มีพรสวรรค์ และ มีภาวะผู้นำ  ๑๑ คด ได้รับตำแหน่งสูงขึ้น  ๑๓ คด มีชีวิตสงบสุข และมั่นคง

กริชเล่มนี้เป็นกริชสกุลช่างสงขลาปัตตานี ใบกริช ๗ คด ตีเหล็กเป็นชั้นๆด้วยความอุตสาหะเป็นลายที่ผิวใบกริช เซาะร่อง ๓ ร่องสามลอน คือร่องของมีดหมอภาคกลาง ด้ามเป็นรูปนกพังกะทั้งตัว เป็นศิลป์ที่ไม่ค่อยได้พบเห็นทั่วไป ส่วนใหญ่จะแกะเป้นรูปหัวนกเท่านั้น ฝักแกะแบบสกุลช่างสงขลาครับ
กริชในภาคใต้ของไทยนั้น มีรูปแบบตัวกริชอยู่สองลักษณะคือ

๑. กริชใบปรือ เป็นใบกริชตรงมีคมสองข้างคลายหอก มีการทำร่องบนใบกริช ๒-๔ ร่องขนานกันถึงปลายกริช ๒. กริชคด เป็นใบกริชที่คดไปคดมาคล้ายเปลวไฟ

กริชแยกสกุลช่างได้คร่าวๆด้วยการดูศิลป์ของ ด้ามฝัก และใบกริช ยุคแรกๆของกริชในไทยออแรซิแย หากแยกตามความเก่าลดหลั่นมาก็จะเป็นรูปแบบหัวไม้เท้ายุคแรก แบบหัวพังกะปลายสมัยอยุธยายุคสองแบบหัวพังกะสทิงพระยุคสามแบบหัวพังกะสงขลาถึงปัตตานียุคสี่และแบบหัวพังกะปัตตานียุคห้า

ศิลปะการแกะด้ามกริช ส่วนใหญ่จะเป็นลายหัวนกพังกะหรือนกกระเต็น คนกอดอก หรือที่เรียกว่าชวาป่วย หัวคน สัตว์ในเทพนิยาย รูปทรงเลขาคณิต ที่ต้องไม่ผิดตามหลักอิสลาม ส่วนมากทำจากไม้เนื้อแข็ง งาช้าง เขากระดูกหรือหล่อด้วยโลหะ กั่นจะทำด้วยโลหะตั้งแต่ทองเหลือง สำริด เงิน นาค ทองคำ อาจจะประดับเพชรพลอยตามบารมีของท่านที่ครอบครองกริชนั้นๆ

สังเกตการตีใบกริชนะครับ จะพริ้วไหว ไม่แข็งกระด้าง กั่นยังแน่นหนาไม่คลอน ที่เห็นเชือกพันปลอกนั้นเจ้าของเดิมเขาพันไว้ไม่ให้ปลอกมีดกระแทกกับฝักไม้ครับสนิมที่กั่นดันด้ามไม้ตามความเก่าของกริชครับ การแกะด้ามเป็นรูปนกกำลังร่อนถลาลม มีความโค้งเอี้ยวตามลักษณะท่าอุ้งมือกำด้ามมีด ดูขลังยิ่งนัก

อีกหนึ่งตำนานที่มีการเล่าสืบทอดกันมาทุกยุคทุกสมัยเป็นเรื่องราวที่เต็มเปี่ยมไว้ด้วยศรัทธาถึงจะเหลือเชื่อแต่ก็เกินกว่าที่จะพิสูจน์ได้จนถึงปัจจุบัน

ใส่ความเห็น