สักยันต์ “พญาลิงลม” ฝืนคำครู เลยถูกครูเล่นงาน

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ “เรื่องเล่าของการสักลิงลม” โดยนายมหาทอง นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

ลิงลมที่กล่าวถึงในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเจ้าตัวน้อยตาโตแสนจะขี้อายนั่นหรอก หากแต่หมายถึงวิชาไสยศาสตร์ประเภทหนึ่ง ซึ่งใช้คาถาหัวใจลิงลมปลุกตัวเองขึ้นมาหรือให้ครูบาอาจารย์ที่ชำนาญในคาถานี้ ทำการสักอักขระหรือรูปลิงลมแล้วปลุกเสกให้ วิชาประเภทนี้ต้องหมั่นปลุกตัวเองอยู่เสมอหาไม่แล้วเวลาฉุกเฉินขึ้นมามักถูกเขาเหยียบอานเพราะของดันไม่ขึ้น ทีตอนไม่ต้องการให้ขึ้นกลับขึ้นได้ขึ้นดี อาตมาเองอยากรู้อยากเห็นมากว่า เวลาของขึ้นแล้วมันจะแน่จริงซักแค่ไหน นิสัยเชื่อยากแบบนี้ไม่ค่อยดีนักกว่าจะยอมเชื่ออะไรซักทีต้องลองแล้วลองอีก ถ้าไปเจอที่เขาดีจริงก็เสมอตัวถ้าเจอพวกดีแต่คุยโม้เราไม่ติดคุกก็ได้ศัตรูเพิ่มขึ้น

การทดลองบางทีก็เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง พลาดพลั้งขึ้นมาตายโหงเอาง่าย เช่นหลวงพ่อบอกว่า ข้าวตอกพระร่วงมีอานุภาพกันงูได้ อาตมาเชื่อน่ะเชื่ออยู่แต่ก็ขอลองให้หายคันหัวใจหน่อย คว้าคองูเขียวหางไหม้ตัวเบ้อเริ่ม ปรากฎว่ามันไม่กัดจริงๆ ตั้งแต่นั้นมางูอะไรเจออาตมาเป็นเผ่นกระเจิงเพราะถูกไล่จับเล่นเป็นของสนุกไปเลย เมื่อขึ้นเปลี่ยนกำลังพลที่ฐานหน้าตาพระยา ผบ.ร้อยสั่งทหารทุกนายว่า “อย่ารับของกินของใช้ทุกอย่างจากชาวบ้านที่นี่ พวกนี้เลี้ยงผีและเล่นไสยศาสตร์กันทุกบ้าน อาตมารับทราบแต่ไม่รับปฏิบัติ ก็มันไม่เชื่อนี่ครับ ด้วยบารมีหลวงพ่อคุ้มหัวทำให้อาตมารอดจากยาพิษและอาถรรพ์มืดที่หมอผีพวกนี้ตั้งใจจัดการกับอาตมา เหตุเพราะนำกำลังพลไปปิดตลาดมืด ทำให้พวกเขาหมดทางทำกิน จึงมีหนี้แค้นที่ต้องชำระกันและทหารโดนเวทย์มนต์ลี้ลับเล่นงานปางตายไปหลายคน

เมื่อเข้าเวรดึกอาตมาและเพื่อนๆ ได้ยินเสียงหวืดหวือเหมือนกับมีตัวแมลงขนาดใหญ่บินฉวัดเฉวียนไปมารอบฐาน พอมองไปยังต้นเสียงทั้งที่มืดสนิทก็ยังมองเห็นวัวขี้ผึ้งตัวเล็กๆ ควบตะบึงอยู่บนอากาศอย่างคึกคะนอง อาตมาพกธงมหาพิชัยสงครามของหลวงพ่อจึงไม่ได้หวั่นเกรงเจ้าวัวอาคมแม้แต่น้อย เพียงแต่บอกเพื่อนๆว่า “อย่าทัก” เจ้าวัวร้ายก็หมดช่องทางทำอันตรายต้องย้อนกลับไปหาเจ้าของในที่สุด อีกคราวหนึ่งทหารยามของร้อย ร.๙๑๐๒ เข้าเวรดึกเช่นกัน เห็นนกประหลาดตัวมหึมาบินพึ่บพั่บมาจับยอดไม้ข้างฐาน ด้วยความกลัวสุดขีดเลยซัดด้วยปืนกล ๙๓ เป็นชุด

เจ้านกยักษ์ตกพลั่กลงมา ผบ.ร้อยและเพื่อนทหารที่ตกใจตื่นแห่กันไปดูแล้วก็พบกับสิ่งสยองขวัญ เป็นร่างของชายฉกรรจ์ที่มีร่างกายท่อนบนกำยำล่ำสันกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ อย่างกับนักมวยปล้ำ ท่อนล่างตั้งแต่หัวเข่าลงไปถูกมัดติดกันจนเล็กลีบนิดเดียว หน้าตาเหี้ยมแสยะอย่างกับยักษ์มาร แขนสองข้างคล้องกระด้งที่ใช้เป็นปีก”ผีกระหัง”แม่นแล้วผีกระหังที่เขาเล่าลือกันนั่นแหละ เห็นแล้วต้องยอมเชื่อว่ามันบินด้วยกระด้งได้จริงๆ ก็แขนมันแข็งแกร่งออกปานนั้น คว้าคอใครเข้าคงหักทันทีร่างกายมันไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย แต่โดนแรงปะทะของกระสุนปืนกระแทกจนกระดูกป่นไปทั้งตัว

จบภารกิจจากแนวหน้ากลับมาพักผ่อนยังที่ตั้งปกติที่ส่วนหลัง เนื่องจากการรบติดพันทำให้ทหารเกณฑ์ผลัดที่ ๒ ปี ๒๕๒๒ ค้างปลดเป็นเวลาสามเดือน อาตมาที่เข้าเวรอยู่จึงผ่อนผันให้พวกเขาหาความสำราญกันได้อย่าให้มีเรื่องเดือดร้อนก็แล้วกัน อาตมานั่งคิดเบี้ยเลี้ยงขณะที่ทหารตั้งวงชนแก้วกันกำลังลงบัญชีเพลินๆ เสียงตึงตังโครมครามและเสียงเอะอะโวยวายไม่ได้ศัพท์ อาตมาพรวดเข้าไปจะห้ามทัพเพราะคิดว่ามีการเมาแล้วตีกัน กลับเห็นพวกเขาล้อมวงดูอะไรบางอย่างที่กลางวงนั่นเอง พลทหารสมศักดิ์หกคะเมนตีลังกาอย่างคล่องแคล่ว บางทีก็หงายหลังเอาหัวชนส้นเท้า แต่มันกลับเดินได้ปากก็ร้องว่า “อาจารย์อย่าทำผมอย่าทำผม” ถามดูจึงรู้ว่าเขาสักลิงลมและฝืนคำครูกินเหล้าเหลือเดนคนอื่นเลยถูกครูเล่นงาน

วิธีแก้ง่ายมากแค่ตบบ้องหูผัวะเดียวก็หายแล้ว พรรคพวกมันมัวแต่กลัวกันอยู่ ส่วนอาตมานั้นอยากลองดูกับของอย่างนี้มานานแล้วเลยโดดเข้าล็อคคอแบกเจ้าตัวดีลอยขึ้นมาทั้งตัว คิดว่าขาพ้นพื้นจะใช้แรงไม่ได้ มันกลับดิ้นตูมเดียวกระเด็นไปคนละทิศละทาง ฮ่า แบบนี้ก็มันสิขอรับ ตามปล้ำตามฟัดกันแทบกองร้อยถล่ม พวกทหารเห็นดังนั้นก็เอาด้วย ช่วยกันจับช่วยกันคว้าแต่พ่อเจ้าประคุณเอาแรงบ้ามาจากไหนไม่รู้ เหวี่ยงเอาออกหัวออกก้อยไปตามๆกัน พลทหารถวิลโมโหเข้าเอาน้ำสาดโครม ลิงลมหายจ้อยเลย รุ่งขึ้นอาตมาระบมอย่างกับชกมวยไทยมาห้ายก แต่เจ้าตัวแสบไม่เป็นอะไรเลยบอกแค่ว่า “เมื่อคืนผมคงเมามากหลับไปตอนไหนไม่รู้ตัวเลย” เออฝากไว้ก่อนเถอะน่าของขึ้นอีกเมื่อไหร่เจอกัน อูยระบมทั้งตัวเลยเรา

เครื่องรางของขลังทุกชนิดเป็นที่พึ่งชั่วคราวเท่านั้น ที่พึ่งแท้จริงของเราคือ ทาน ศีล ภาวนา เร่งใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นความไม่เที่ยง ความทุกข์ความตั้งอยู่ไม่ได้ของร่างกายนี้ ถอนความพอใจในมันเสียตั้งใจไปนิพพานกันดีกว่า

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

ข้อคิดท้ายเรื่อง ครูอาจารย์ท่านช่วยสั่งสอนให้ได้พิจารณาดูสิ่งของรอบตัวว่ามีต้นกำเนิดมาจากที่ใดให้ลองย้อนดูที่มาของต้นตอสิ่งนั้นๆจนถึงที่สุด “เรื่องนี้อาจจะทำได้ยากหน่อยนะครับอะไรที่เวลาเผาหรือฝังแล้วจะมีคนร้องไห้แล้วกลายเป็นเมฆกรองเป็นน้ำ ลองมองลึกไปถึงยุคนักรบโบราณดูครับ”

ใส่ความเห็น