“สามเสือร้ายแห่งเมืองพัทลุง” ขอท้าดวล “ขุนพันธ์”

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ “สามเสือร้ายแห่งเมืองพัทลุง” ขอท้าดวล “ขุนพันธ์” นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

เมื่อปีพ.ศ.๒๔๗๕ความสงบสุขของชาวเมืองพัทลุงถูกเบียดเบียนจากเสือปล้นโจรร้ายอีกครั้งหนึ่งเมื่อ ไอ้ตั้ง ไอ้ชุ่ม ไอ้คง เปิดฉากอาละวาดปล้นฆ่ าเเล้วลักวัวควายชาวบ้านอย่างไม่ยำเกรงกฏหมายบ้านเมือง ไอ้เสือทั้งสามเป็นคนตำบลมะกอกใต้ อำเภอเมืองพัทลุง พวกมันแผ่อิทธิพลในตำบลถิ่นเกิดประหนึ่งเป็นอาณาจักรของมัน การไล่ล่าปราบปรามเป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะญาติพี่น้องพรรคพวกมีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง ยิ่งไปกว่านั้นไอ้เสือชุ่มหนึ่งในโจรร้ายยังมีเพื่อนเกลอเป็นตำรวจกองเมืองพัทลุงคนหนึ่งชื่อพลฯเนิน ด้วงเลน แต่ไม่มีหลักฐานที่ปรักปรำได้ว่าตำรวจผู้นี้คอยช่วยเหลือโจร ร้อยตำรวจตรีขุนพันธ์พยายามปราบสามเสือนี้มานานพอสมควรโดยร่วมมือกับกำนันกิมจ๋องแต่ก็เข้าถึงตัวสามโจรยากเต็มทีจากเหตุที่กล่าวมาทั้ง๓เสือต่างได้แค้นกำนันจ๋องที่จ้องคอยล้างผลาญมันซ้ำยังนำตำรวจไล่ล่าจนพวกมันต้องหนีหัวซุกหัวซุนไอ้ตั้ง ไอ้ชุ่ม ไอ้คง จึงคั่งแค้นถึงที่สุด จ้องคอยดับชีวิตกำนันให้ได้

เดือนกรกฏาคม๒๔๗๕วันนั้นตอนโพล้เพล้ใกล้ค่ำกำนันตีเกราะเรียกลูกบ้านมาประชุมชี้เเจงข้อราชการ ทั้งสามเสืออาศัยคนชุลมุนและบรรยากาศพลบค่ำปะปนมากับชาวบ้าน บุกเข้าเขตบ้านกำนันและฉากหลบเข้าที่มุมมืดเมื่อประชุมลูกบ้านเสร็จกำนันกิมจ๋องขึ้นเรืออุ้มลูกคนเล็กนั่งเล่นที่ชานเรือน โดยมีลูกอยู่ที่ตักเขาไม่ได้ระวังตัวเเม้เเต่น้อยมันเป็นเวลาที่เตรียมจะกินข้าวไม่มีใครอยู่ข้างล่าง ไอ้๓เสือออกจากมุมมืดพร้อมปื นลูกซองยาว ไม่กี่อึดใจเสียงปืนแผดกัมปนาทกำนันกิมจ๋องหงายผลึ่งและแน่นิ่งไปเลือดท่วมหน้าอก คนในบ้านวิ่งถลาออกมาประคองร่างของกำนันช่วยอะไรเขาไม่ได้อีกเเล้วเพราะกำนันไม่เหลือลมหายใจแม้เเต่น้อย

ส่วนลูกคนเล็กที่อุ้มอยู่บนตักปลอดภัยไม่มีลูกปืนเม็ดใดเเผ้วพานเลยเพียงแค่ส่งเสียงร้องไห้จ้าด้วยความตกใจเสียงปืน ผู้บังคับกองเมืองสั่งให้ ร.ต.ท.ประเสริฐ บุญมั่น รับหน้าที่ออกไปไล่ล่าเสือตั้ง เสือชุ่ม เสือคง เป็นการด่วนแต่การออกติดตามจับกุมหลายครั้งผู้หมวดคนนี้มักกลับมามือเปล่าพร้อมกับคำรายงานว่า”ไม่พบตัวไอ้เสือทั้งสามตามที่สายรายงาน” อีก๕วันต่อมาผู้บังคับกองมีคำสั่งให้ร.ต.ต.ขุนพันธ์ออกตามล่าสามเสือบ้างเขาได้ออกไปกับลูกน้องคู่ใจชุดเดิมคือ ส.ต.ท.แสน พลฯคลี่นานๆจะเรียกพลฯแปลก พลฯพริ้มสมทบไปด้วยเพียงไม่ถึงวันก็ได้รับรายงานว่า ไอ้เสือทั้งสามหลบไปจากบ้านม่วงย้อนกลับบ้านมะกอกใต้ถิ่นเดิมแล้ว

วันรุ่งขึ้นไอ้เสือทั้งสามรู้ว่ามือปราบพระกาฬออกโรงเองมันจึงท้าทายบอกผ่านมากับชาวบ้านท้าขุนพันธ์ต่อยกับมัน ท่านขุนฯทราบข่าวก็หัวเราะประกาศไปว่า”อั๊วไม่สู้ แต่จะจับพวกมันให้ได้”รุ่งขึ้นอีกวันไอ้สามเสือส่งข่าวมาท้าไปฟั นกับมัน ขุนพันธ์ก็ตอบกลับไปเหมือนเดิมมันก็ให้คนส่งข่าวกลับมาในวันเดียวกันว่า”จะมาเยี่ยมเยียนถึงบ้านระวังตัวไว้ให้ดี” คราวนี้ขุนพันธ์ไม่คิดว่าพวกไอ้เสือเป็นหมาเห่าใบตองแห้งมันอาจเอาจริงตามคำพูด จึงเตรียมพร้อมไม่ประมาท และเรียกพลฯเนินเพื่อนเกลอเสือชุ่มมาพบ พยายามเกลี้ยกล่อมให้พลฯเนินช่วยเหลืออีกคนเพราะขุนพันธ์ไม่รู้จักหน้าตาของสามเสือนี้เเม้เเต่น้อย พลฯเนินรับปากจะช่วยเหลือ

คืนนั้นขุนพันธ์ให้พลฯเนินกับส.ต.ท.แสนมาพักที่บ้านและให้แต่งตัวนอกเครื่องแบบเดินตระเวนอยู่ภายนอกเตรียมรับมืออยู่เงียบๆภายในบ้านมีพลฯยิ้มคอยระวังเเล้วเปิดประตูไว้บานเดียวพอดีคืนนั้นมีหนังฉายอยู่ใกล้ๆที่พักผู้คนจึงพลุกพล่านพอสมควร เสือตั้ง เสือชุ่ม เสือคง อาศัยความชุลมุนปะปนอำพรางโฉมตัวเองมาในกลุ่มคนโดยไม่มีใครสงสัย ร.ต.ต.ขุนพันธ์เข้าไปนอนพักในห้องข้างในมีปื นยาวเบรานิ่งกับปืนสั้นพาลาเบลลั่มวางอยู่ใกล้มือ ขณะที่เขาเคลิ้มจะหลับได้มองเห็นกำนันจ๋องมาปรากฏร่างยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องครั้งเเรกนึกว่าตาฝาดแต่ไม่ว่าจะลืมตาหรือหลับตาก็เห็นชัดเจนเหมือนเดิม กำนันจ๋องอยู่ในชุดนุ่งกางเกงขาสั้นใส่เสื้อนอกกระดุม๕เม็ด ไม่ใส่หมวกยืนนิ่งไม่พูดไม่จาขุนพันธ์ฉุกคิดขึ้นมาว่า “ขอบใจกำนันที่เป็นห่วงกำนันมาก็ดีเเล้วฉันสัญญาจะเเก้เเค้นให้ ขอให้กำนันดลจิตดลใจให้ฉันพบไอ้สามตัวนั้นจนได้และอย่าให้มันสู้ฉันได้”

มือปราบหนุ่มกล่าวจบร่างของกำนันจ๋องก็ค่อยๆหายไป ร.ต.ต.ขุนพันธ์ฯเชื่อว่าคืนนี้เป็นได้ประจันหน้าไอ้สามเสือนี้เเน่ เเต่เขามิได้วิตกกังวลอะไรคงนอนพักผ่อนเช่นเดิมกระทั่งงีบหลับไป มาตื่นอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงเอะอะหน้าบ้านลุกขึ้นคว้าปื นสองกระบอก เรียกพลฯยิ้มก็ไม่มีเสียงตอบเดินออกมาข้างนอกไม่เห็นลูกน้องแม้เเต่คนเดียว ครู่ใหญ่ ส.ต.ท.แสนวิ่งกลับมารายงานเห็นคนมานั่งอยู่ตรงกองหินในป่ากุหลาบหน้าบ้านจึงเดินเข้าไปใกล้เห็นมันคลุมไหล่ด้วยผ้าขาวม้ามือถือพร้าด้วยจึงถามว่าใคร มันไม่ตอบก้มหน้าเหมือนหลบจึงโดดเข้ารัดแย่งเอาพร้าเเล้วดึงผ้าขาวม้ามีเครื่องรางติดมาด้วยพร้อมกับไล่เตะไปจนถึงวัดคูหาสูงแล้วมันก็วิ่งหายไปในความมืด ส่วนพลฯเนินกลับมาทีหลังรายงานให้ทราบมีคนสองคนหลบอยู่ที่โคนต้นประดู่เยื้องไปทางทิศตะวันตก พอดีหมู่เเสนไล่เตะคนไอ้สองคนเลยวิ่งไปทางวิกหนังตนวิ่งตามไม่ทัน ขุนพันธ์ฯได้ฟังเรื่องก็รู้ว่าคงเป็นพวกไอ้เสือทั้งสามเเน่นอนคิดว่ามันคงไม่กลับมาอีก จึงให้ทุกคนขึ้นไปนอนบนบ้านทั้งหมด

พอเวลาประมาณตี๒ตำรวจทุกคนหลับกันหมด มีคนมาเคาะประตูบ้านทุกคนในบ้านตื่นทันที เสียงเคาะประตูดังถี่ขึ้น พร้อมกับมีเสียงเรียก”นาย นาย นายครับ” ขุนพันธ์พร้อมลูกน้องเตรียมพร้อมย่องลงมาจากชั้นบนตรงไปที่ประตูถามขึ้น”ใคร มีธุระอะไร””มาตามนายไปจับผู้ร้าย” เสียงตอบจากผู้มาเยือน ตำรวจทุกคนกระจายกันออกเต็มห้องโถง ปื นทุกกระบอกพร้อมลั่นไกส.ต.ท.แสน ถามออกไป “คนที่มาเป็นใครมาจากไหนมากันกี่คน”เสียงตอบจากคนข้างนอก “ผมชื่อยอมเพื่อนอีกคนชื่อแดงอยู่บ้านสวนมาด้วยกันสองคนเห็นผู้ร้าย๓คนไปขอนอนที่เพิงเฝ้าควายของลุงทองตำบลคูหาสวรรค์ ถือปืนลูกซองยาวสองคนถือพร้าหนึ่งคนแต่ไม่รู้จักชื่อมัน” หมู่เเสนถามต่อไปอีกว่า”รู้ได้ไงว่าพวกนั้นเป็นโจร” คนข้างนอกเล่าต่อ”พวกฉันตั้งใจจะไปลักควายลุงทองแอบได้ยินพวกมันพูดกับลุงทองว่า ที่นี่ไม่ร้อนหรือที่บ้านฉันร้อนมากมายหลายวันเเล้วมานี่ฉันไปยิ งกำนันต าย พวกมันขอนอนด้วยสักคืนพวกฉันเลยเลิกคิดลักควายแต่จะมาเอาค่านำจับดีกว่าไม่ผิดกฏหมายด้วย”

ขุนพันธ์ถามว่าถืออาวุธอะไรมาคนข้างนอกบอกถือพร้าคนละเล่ม มือปราบหนุ่มบอกพวกที่มาเยือนว่าเมื่อให้เข้ามาต้องนั่งทันทีพร้าในมือวางไว้แสดงความบริสุทธิ์ หากตุกติกเมื่อไรเป็นโดนยิ งทิ้ง นายยอมกับนายแดงก็ตกลงตามนี้ ขุนพันธ์สั่งให้พลฯเนินเปิดประตู พอบานประตูเปิดออกนายยอมกับนายแดงก็รีบเข้ามานั่งและวางพร้าไว้ นายตำรวจจึงได้ซักถามคนทั้งสองอย่างละเอียดเพื่อให้เเน่ใจว่า ไม่ใช่เป็นพวกโจรมาเล่นเล่ห์เหลี่ยมหลอกให้ติดตามด้วยความรอบคอบของมือปราบสั่งให้ลูกน้องมัดมือไพล่หลังคนทั่งคู่เอาไว้พร้อมกับสำทับพวกมันว่า”เอ็งทั้งสองต้องนำทางพวกข้าไป ถ้าเล่นตลกอะไรเอ็งสองคนเป็นถูกยิ งก่อนทันที”

นายยอมกับนายแดงยอมหมดทุกอย่างเพราะหวังได้ค่านำจับคนร้ายอย่างเดียว พวกมันเดินนำหน้าขุนพันธ์และพวกไปยังเพิงเฝ้าควายของลุงทองโดยมีหมู่เเสนถือปืนจ่อจี้ติดหลังไปตลอดทาง เวลานั้น ล่วงเข้าตี ๔ เเล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างตกอยู่ในความสงัดเงียบ อากาศเย็นเยือกทำให้นอนหลับสนิทดีนัก มีเเต่กลุ่มตำรวจเท่านั้นที่ตาสว่าง เข้าเขตบ้านลุงทอง ใกล้กันนั้นเป็นคอกควายมีเพิงปลูกอยู่ข้างๆ ขุนพันธ์พิจารณาเพิงเเล้วเห็นว่าเเคบน่าจะนอนได้ไม่เกินสองคนพยายามมองดูมีคนในเพิงกี่คน แต่มืดมากจึงพากันถอยออกมาตรงไปยังบ้านลุงทองเข้าไปใกล้ตัวเรือนจนได้ยินเสียงกรนของคนนอนหลับจึงฉายไฟไปที่ได้ยิน คนนอนอยู่ตรงชานเรือนนอนหงายเอาผ้าขาวม้าคลุมตั้งเเต่หัวจรดปลายเท้าจึงไม่รู้ว่าเป็นใคร

ตำรวจทั้งหมดถอยห่างจากบ้านขุนพันธ์ถามนายยอมกับนายแดงว่าคนที่นอนเป็นใคร คนทั้งสองก็ไม่รู้จักและเชื่อว่าคงไม่ใช่เป็นคนในบ้านลุงทองเเน่ เพราะสองเกลอนี้สืบอยู่นานเพื่อจะขโมยควายทราบมาว่า มีลุงทอง เมียเเก และหลานเพียง๓คนเท่านั้น มือปราบสั่งการทันทีให้พลฯเนินคอยสังเกตคนบนเรือนและคุมเชิงเอาไว้และให้ยิ งทันทีหากคนคนนั้นมีอาวุธ จากนั้นคุมลูกน้องที่เหลือกลับไปยังเพิงคอกควายเพิงเป็นแบบสร้างง่ายๆหลังคาสูงเพียงเเค่หน้าอกคน เปิดทางเข้าเพียงทางเดียวด้านทิศใต้ซึ่งมีกองไฟสุมอยู่แต่มันคุเป็นถ่านไม่มีเปลวไฟจึงเห็นเป็นเงาตะคุ่มว่าคนนอนอยู่ ขุนพันธ์สั่งให้หมู่เเสนซุ่มอยู่ข้างๆใกล้เพิงส่วนตนเองก็อ้อมไปทางทิศใต้ถอดหมวกครอบตอไม้ไว้ถอดเสื้อคลุมไว้กับกอหญ้าที่ต่ำกว่าหมวกเเล้วเปิดไฟฉายให้ลำแสงส่องตรงที่หมวกคล้ายตำรวจหมอบอยู่ ขณะที่กำลังย่องกลับมาที่เดิมแต่ก้าวเดินได้ไม่กี่ก้าว หมู่เเสนไม่รู้กันตัดสินใจลุยเข้าไปก่อนพร้อมกับตะโกนขึ้น”จับมันเอาให้ตาย”

คนร้ายในเพิงลุกพรวดขึ้นมาแต่ยังไม่ออกจากเพิงขุนพันธ์ฯกลัวว่าคนร้ายจะแหกหนีออกด้านข้างจึงตัดสินใจพุ่งตัวเต็มที่ข้ามกองไฟเข้าไปในเพิง ตวัดรัดคอคนหนึ่งเอาไว้ได้ไอ้คนที่ถูกรัดคอทะลึ่งลุกขึ้นยืนหัวของมันจึงทะลุหลังคาเพิงเตี้ยๆขันพันธ์ไม่ยอมปล่อยเอาเท้าเตะหลังแหกกระจุยไอ้คนร้ายที่ถูกรัดวิ่งแหกจากเพิงไปอย่างคนตกใจหลุดออกมาจากเพิงได้ คนร้ายก็ออกวิ่งทั้งๆที่มือปราบรัดเหนี่ยวอยู่ข้างหลังคนร้ายพยายามวิ่งหนีแต่เป็นการวิ่งที่ตุปัดตุเป๋เพราะต้องลากขุนพันธ์ฯไปด้วย มือของนายตำรวจที่เหนี่ยวคอไอ้โจรเริ่มลื่นแล้วค่อยๆรูดมาตามลำตัวเลยคว้าเข็มขัดกางเกงโจรเอาไว้ เลยพากันลากถูลู่ถูกังสู่กลางนาเบื้องหน้า

ส่วนหมู่แสนลุยตามหลังนายเข้าไปในเพิงโดดเข้าปล้ำคนร้ายอีกคนกลิ้งไปกลิ้งกันมาเลยทะลุฝาหลุดเข้าไปในคอกควายควายตกใจมันจึงแหกรั้วทลายราบเป็นแถบวิ่งเตลิดไปอีกทาง คนร้ายสู้สุดฤทธิ์จนดิ้นหลุดไปได้มันตะเกียกตะกายวิ่งหนีเต็มเหยียดหมู่เเสนไม่ยอมปล่อยมันไปง่ายๆลุกเผ่นตามไปติดๆด้านขุนพันธ์เห็นท่าไม่ดีหากปล่อยให้ไอ้โจรลากไปเช่นนี้เลยใช้ขาตวัดเตะขาโจรจนมันเสียหลักล้มลง มือปราบเลยโถมเข้ารัดค ออีกครั้งหนึ่ง มือขวาก็ชักปื นพาลาเบลลั่มออกจากซองเอว กดปากกระบอกปืนเข้าที่หูคนร้ายแล้วเหนี่ยวไกหมายคนร้ายให้กระจุย “แต่ยิ งไม่ออก”คนร้ายแย่งปื  นได้โดยจับที่ลำกล้องหันออกไปนอกตัวด้านข้างส่วนขุนพันธ์กำด้ามปื นแน่นไม่ปล่อย ทั้งคู่กอดรัดฟัดเหวี่ยงยื้อปืนกันไปยื้อกันจนลำกล้องหลุดจากโครงปื น เเต่ทั้งคู่ยังคงกอดรัดกันเเน่นฉับพลันเสียงปื นดังขึ้นตรงหน้าท้องคนทั้งสอง

ขุนพันธ์รีบผละร่างหนีกลิ้งตัวไปด้านข้างเพราะคิดว่าตนถูกยิ งเข้าให้เเล้วแต่เมื่อคลำดูที่ท้องกลับไม่มีเลือดไม่มีแผล ครั้นเงยหน้าขึ้นเห็นหมู่เเสนประทับเบรานิงเล็งจ่อไปที่คนร้ายซึ่งนอนแผ่หรานิ่งอยู่ มือปราบถึงกับโกรธหมู่เเสนเพราคิดว่าลูกน้องยิ งคนร้ายขณะที่ตนปล้ำอยู่”ทำไมลื้อเล่นยิ งเเบบนี้ โอกาสถูกอั๊วตายมากกว่าโจรเสียอีก ถ้าปืนอั๊วไม่พังอั๊วยิ งลื้อแน่”ขุนพันธ์ตะโกนด่าหมู่เเสนอย่างโมโหสุดขีดถ้าหากปื นไม่พังไปก่อนหัวหน้ามือปราบคงได้ยิ งหมู่เเสนเเน่”เดี๋ยวเจ้านายฟังผมก่อน” หมู่เเสนรีบยกมือไหว้ก่อนอธิบายให้ทราบ”ผมวิ่งมาถึงเห็นปล้ำกันอยู่ผมรู้ว่าเจ้านายใส่เสื้อสีขาวไอ้นั้นมันใส่สีดำผมเลยเอาปากกระบอกปื นลงไปที่พุงของมันผมเชื่อไม่พลาดเป้าจึงเหนี่ยวไก”ขุนพันธ์ได้ฟังเหตุผลจึงคลายความโกรธลง

จากนั้นหมู่เเสนได้รายงานว่าจับคนร้ายได้หนึ่งคนล่ามมัดไว้ที่หน้าเพิงเฝ้าควาย ส่วนคนร้ายที่ถูกยิ งเสี ชีวิ ตสนิทอยู่ตรงนั้นจากนั้นคนทั้งสองกลับมายังบ้านลุงทองเห็นคนกระโดดลงจากเรือนเลยวิ่งไล่จับมาเป็นลุงทองเจ้าของบ้านลุงทองเล่าว่า เมื่อตอนดึกมีคนมาอาศัยนอน๓คน พกปื นลูกซองแฝดและเดี่ยวพร้อมกับพร้า ๑ เล่มแต่เพิงเฝ้าควายแคบ อีกคนหนึ่งเลยขึ้นมานอนข้างบนจะปฏิเสธก็กลัวพวกมันทำร้ายเอา ขุนพันธ์พาลุงทองไปดูศ พคนร้ายที่ถูกยิ ง แกไม่รู้จักเลยต้องพาคนร้ายที่ถูกจับมัดไปดูโจรที่ตา ยชื่อเสือตั้งส่วนมันชื่อคงส่วนคนที่แยกขึ้นไปนอนชื่อเสือชุ่ม

ครู่ต่อมาพลฯเนินกลับมารายงานว่า คนร้ายที่นอนบนเรือนพอได้ยินเสียงปื นก็ลุกพรวดพราดคว้าปื นลูกซองแฝดขึ้นมา พลเนินจึงยิ งไปหนึ่งนัดแต่ไม่ออก คนร้ายกระโดดลงเรือนหนีไปจึงซ้ำไปอีกหลายนัดทว่าไม่ออกอีก ขุนพันธ์รับฟังเฉยๆไม่เเน่ใจว่าปืนยิงไม่ออกหรือมีเจตนาปล่อยคนร้ายที่เป็นเพื่อนไป เมื่อเอาตัวคนร้ายทั้งจับเป็นจับตายกลับเข้าเมือง พลฯเนินก็เกือบถูกจับขังไปพร้อมกับโจรด้วยเพราะผู้บังคับกองโกรธที่ปล่อยให้เสือชุ่มหนีรอด ดีว่าขุนพันธ์ช่วยพูดให้งดโทษเพราะไม่มีหลักฐาน พลฯเนินรอดตัวไปอย่างหวุดหวิดแต่ตัวขุนพันธ์กลับถูกตำหนิจากท่านข้าหลวงว่า”น่าจะจับตายเสือคงให้สิ้นเรื่องสิ้นราว ไม่น่าเอาตัวมาสอบสวนให้เสียเวลา” ขุนพันธ์ก็เงียบเสียทั้งๆที่ใจก็อยากทำเช่นนั้น แต่เมื่อคนร้ายหมดทางสู้และไม่มีปืนจะให้เขาเหนี่ยวไกปืนได้ยังไง เสือคงถูกศาลสั่งจำคุก๒๐ปี ส่วนเสือชุ่มที่หนีไปถูกตำรวจตรังจับได้แต่พยายามจะแหกหนี ได้เอาพร้าฟันตำรวจนายหนึ่งบาดเจ็บสาหัส มันจึงได้รับโทษหนักกว่าเสือคงหลายเท่าตัว สองเสือร้ายถูกคุมตัวไปขังที่เรือนจำภาคธารโต จังหวัดยะลาและเสือชุ่มก็เสี ยชีวิ ตในคุก

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

 

ใส่ความเห็น