หนังกลองเพล วัตถุอาถรรพ์ที่ขลังในตัวเอง

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ หนังกลองเพล วัตถุอาถรรพ์ที่ขลังในตัวเอง นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

กลองเพล คือ กลองขนาดใหญ่ ใช้ตีเป็นสัญญาณบอกเวลาเพื่อภิกษุสามเณรได้ฉันเพล โบราณคณาจารย์ ท่านกล่าวว่า เสียงกลองเป็นเสียงที่มีอำนาจตีแล้วสามารถดังไปในระยะไกลมากการตีกลองจึงการสื่อสารระหว่างชาวบ้านและพระภิกษุ สามเณร การตีกลองเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นานนับสิบปียี่สิบปีจึงทำให้กลองนั้นมีความขลังในตัวเอง หนังกลองที่จะนำเอามาทำเป็นเครื่องรางได้ จะต้องเป็นหนังกลองที่ตีจนแตกเท่านั้น จึงถือว่าเป็นวัตถุอาถรรพ์ที่ขลังในตัวเอง

ขั้นตอนและวิธีการจัดสร้าง หนังกลองเพล ๑.จัดตั้งเครื่องบูชาครูด้วยขันธ์ ๕ หรือ ขันธ์๘ พร้อมเงินค่ากำนัล(ก็แล้วแต่) เครื่องบูชาได้แก่ กล้วยหักมุก กล้วยนาไท มะพร้าวอ่อน ขนมนมเนย ดอกไม้เจ็ดสี ใช้ผ้าขาวรองขัน ๒.เตรียมแผ่นหนังกลองเพลแตก ที่ตัดแล้วให้มีขนาดพอควร แล้วนำมาไปแช่น้ำว่าน ๑๐๘ ที่หลวงปู่ท่านเป็นผู้ดำริให้จัดหาตามตำราโบราณโดยจะใช้เวลาแช่นานตามฤกษ์ยาม ตามกำหนดเวลา

๓.นำหนังกลองเพลที่แช่น้ำว่าน ๑๐๘ ขึ้นมาแล้วลงอักขระขอมโบราณทับอีกครั้งหนึ่ง โดยหมึกมีส่วนผสมของ น้ำมันจันทน์และสีผึ้งที่หุงขึ้นในวันเพ็ญ ในการเขียนจะต้องมีการสวดพระคาถากำกับไปด้วย ๔.เมื่อเขียนเสร็จแล้วจึงนำไปชุบน้ำว่าน ๑๐๘ ซึ่งว่านนี้เรียกว่า พญาว่านซึ่งเกิดกลางตอไม้เท่านั้นจึงจะใช้ได้ ซึ่งสรรพคุณพญาว่านนั้นมีพุทธคุณด้านเมตตามหานิยมและสามารถป้องกันคุณไสย สายสำเร็จลุนวัตถุมงคลของแปลกที่หายากและสร้างยาก

มีเพียงสององค์ที่สร้างไว้ในแผ่นดินคือของ หลวงปู่ญาท่านสวน วัดนาอุดมจ.อุบลราชธานี และ หลวงปู่คำบุ คุตฺตจิตโต วัดกุดชมภู จ.อุบลราชธานี ท่านทั้งสองพระอริยเจ้าแห่งลุ่มแม่น้ำโขง ผู้เปี่ยมไปด้วยความเมตตา

หนังกลองเพล (แตก)เป็นหนึ่งในวิชาการสร้างเครื่องรางจากหนังกลองตามโบราณศาสตร์สายของสมเด็จลุนประเทศลาว ซึ่งครูบาอาจารย์ท่านมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างไว้เป็นเครื่องรางมหาลาภ มหามงคลเรียกคนเข้าหา เป็นที่รักใคร่ มีชื่อเสียงกึกก้อง มีเสน่ห์ในวาสนาดวงชะตา ถือเป็นสุดยอดแห่งเครื่องรางด้านเมตตามหานิยม กลองเพลมีไว้เพื่อตีเรียกพระเณรฉันเพล จึงมีความเชื่อว่าไม่อดไม่อยากและเสียงกลองนี้ยังเป็นเครื่องบอกเวลา ใช้ตีบอกเวลาในสมัยโบราณก่อนที่จะใช้นาฬิกา จึงเป็นเครื่องหมายให้ทุกคนได้ทำกิจกรรมต่างๆในแต่ละวันตามเสียงกลองเพล

และอย่างยิ่งในวันโกนวันพระจะรู้จากการตีกลองเป็นสัญญาณเวลาหลายสิบปีกว่าจะแตกสักลูก
ดังนั้นความเข้มขลังในตัว ความดังกังวานนับวันผสานกับคุณศีลคุณธรรมของพระสงฆ์ไม่ต้องกล่าวถึงว่าจะสุดยอดปานใด ยิ่งกว่านั้นสมัยนี้จะหาหนังกลองที่ไหนอีกเป็นของอาถรรพ์ที่ฉมังนัก นำมาปลุกเสกตามสูตรพิธีแล้วจักเข้มขลังยิ่งนักตำราโบราณและคำกล่าวของครูอาจารย์ท่านว่า

ใครมีตะกรุดหนังกลองแตกจะบังเกิดเมตตามหานิยม เป็นที่นิยมรักใคร่แก่ผู้พบเห็นมีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้าม เรียกผู้คนเข้ามาหา ชีวิตไม่มีอับจน ทำให้มีชื่อเสียงโด่งดัง เจรจาว่าความมิแพ้ใครๆ สนทนาว่างานฝ่ายตรงข้ามถึงกับงงงวย เคลิ้มคำพูดในวาจา มากมีด้วยลาภสักการะ พบโชคพบลาภลอยมาแบบลาภจอนๆตลอดเวลา เป็นที่นิยมมาก(ถิ่นอีสานนิยมกันสุดๆ) โดยเฉพาะอาชีพนักร้อง นักแสดง นักขายเจ้าของกิจการร้านค้าต่างๆ เสาะหาบูชากันและยังมีนักการเมืองท้องถิ่น ครู- อาจารย์ ข้าราชการ เป็นต้น

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อบารมีของครูบาอาจารย์เป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

ข้อคิดท้ายเรื่อง รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นที่ลับของทุกๆคนมาตลอด

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่คนเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่เราอาบล้างของลับก็ไหลลงพื้นคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นเมฆตกมาเป็นฝนศพอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำสกปรกที่เกิดจากควันรถลมตดคนผายลมวันกี่คนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะ

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวอีกกันอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะนะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้ตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดทุกสิ่งดูล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์สักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง๑๐กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไร

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

ทองของมีค่าขอให้ท่านลองดูวิธีร่อนทองเอาเถิดว่าเขาร่อนกันยังไงเอาไข่หรือจิมิแช่กวนๆมาให้เราใส่อยู่ทุกวันไม่เชื่อลองเปิดคลิปดูต้นตอของที่มาทุกสิ่้งดูได้วิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุด)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรืออยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมด

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินศพของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะได้กินศพคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชมากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่้น **เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ที่จริงเรื่องรอดราวตากผ้าไม้ค้ำกล้วยใต้บันใดหรือที่อโคจรไม่ได้ทำให้ของเสื่อมเลยครับเพราะปกติเสื้อผ้าของเราก็ซักรวมกันอยู่กับพวกกางเกงของสตรีผู้เปื้อนประจำเดือนหรือกางเกงในอยู่แล้วหลายท่านมักจะกังวลหรือสงสัยทำให้จิตตกของดีจึงไม่อาจส่งผลบรรดาลฤทธิ์ให้เสื่อมลงได้ของดีที่จริงนั้นอยู่ที่สัจจะในข้อศีลต่างหากให้ท่านพึงตั้งจิตอธิษฐานว่าจะถือศีล๕ ในข้อใดข้อหนึ่งไปตลอดชีวิตแค่นี้เว้นแต่ที่ไม่เจตนาแค่นี้บารมีเครื่องรางของขลังก็คุ้มกายแล้วครับบางคนถือได้มากสองถึงสามข้อของดีก็คุ้มศาสตราอาวุธได้ชะงัดผู้เขียนได้เห็นอย่างประจักษ์ตามาแล้ว (ธรมมะขององค์พระต่างหากที่ทำให้เกิดอานุภาพความขลัง)

นักเลงโบราณที่มีวิชาอาคมสมัยก่อนนั้นต้องร่ำเรียนไปหาเรียนสมาธิกับพระหรือไปเป็นผ้าขาวก่อนเพื่อขอเรียนกรรมฐานจากครูบาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญหรือพระป่าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก่อนนั้นจึงจะขลังการเรียนสมัยก่อนต้องการเรียนจริงต้องบวชถือเพศพรหรมจรรย์เพื่อวิชาอาคมก่อนจึงจะขลังเป็นวาจาสิทธิ์ (สมัยนี้นักเลงบวชเรียนวิชาก่อนหายาก)

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรจัดพานครู หรือใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยว ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

ใส่ความเห็น