หนุมานอยู่ซ้าย นารายณ์อยู่ขวา “อาจารย์พัฒน์ โต๊ะทอง” อาจารย์สายฆราวาสผู้เรืองอาคม

กล่าวถึงวิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดไม่สวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญหาข้อดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีล้วนมีข้อดีและเสียแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ…

หากกล่าวถึง อาจารย์สายฆราวาสในเมืองไทยก็มีที่เชี่ยวชาญในเรื่องของคาถาอาคมอยู่หลายท่าน วันนี้ได้นำเรื่อราวของ อาจารย์พัฒน์ โต๊ะทอง ท่านเป็นอาจารย์สายฆราวาสอีกท่านหนึ่งที่มีชื่อเสียงของเมืองไทย นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษากันไปยาว ๆ ไปชมกันเลย

อาจารย์พัฒน์ โต๊ะทอง เกิดเมื่อวันอังคารที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๐ ปีกุน เป็นบุตรคุณปู่เปรื่อง คุณย่าทองอยู่ โต๊ะทอง ณ อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีพี่น้องร่วมท้องเดี่ยวกัน ๙ คน พ่อพัฒน์เป็นบุตรคนที่ ๙ เป็นคนสุดท้อง ซึ่งอยู่ในครอบครัวหมอยาแผนโบราณ เมื่ออายุได้เข้าเกณฑ์ ๗ ปี ได้เข้ารับการศึกษาจนจบชั้นประถมปีที่ ๔

หลังจากได้จบการศึกษาแล้วนั้นท่านมีความสนใจในการรักษาต่างๆของปู่เปรื่องเป็นอย่างมาก เลยได้ทำการขอปู่เปรื่องร่ำเรียนในขณะนั้นพ่อพัฒน์ได้มีอายุ ๑๑ ปี ปู่เปรื่องท่านยังไม่ได้สอนให้เนื่องจากอายุยังน้อยและจะลองดูว่าพ่อพัฒน์จะสนใจจริงๆหรือไม่ แต่ได้พาพ่อพัฒน์ไปบวชสามเณรที่จังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งอยู่ในเขตใก้ลบ้านท่าน จวบจนเวลาผ่านมาอีก๒ปีพ่อพัฒน์ได้สิกขาลาเพศจากสามเณร ก็ยังมีความสนในที่จะขอเรียนตำรายาจากปู่เปรื่องอีก ปู่เปรื่องท่านจึงตัดสินใจให้พ่อพัฒน์รับสืบทอดให้เป็นหมอยาตั้งแต่อายุ ๑๓ ปี

พ่อพัฒน์ท่านมีความขยันหมั่นเพียรที่จะจดจำตำรับตำราและวิธีการต่างๆในการรักษา ถึงจะเป็นเกล็ดเล็กน้อยท่านก็จะถามปู่เปรื่องตลอดจนชำนาญในการรักษาเป็นอย่างดี จวบจนอายุครบ ๒๑ ปีได้เข้ารับการเกณฑ์ทหารเพื่อรับใช้ชาติอยู่ในสกัดทหารม้ารักษาพระองค์ในปีที่ ๒ พ่อพัฒน์ได้รับให้เป็นครูฝึกทหารใหม่จนปลดประจำการหลังจากปลดประจำการมาแล้ว พ่อพัฒน์ได้เดินทางมาหางานทำในเขตจังหวัดสมุทรปราการเป็นระยะเวลา๘ปี ด้วยอุปนิสัยเป็นคนอารมร้อน เกกมะเหรก เกเร ส่ำมะเลเทเมา ตีลั่น ไปทั่ว ค่ำไหนนอนนั้นตามฟุตบาทข้างทางก็นอน เลยทำให้ท่านมีเพื่อนฝูงเป็นจำนวนมากใครจะมาละรานท่านและเพื่อนๆไม่ได้เพราะเป็นคนรักเพื่อนมาก

เมื่อพระภิกษุพัฒน์ได้เข้าร่มกาสาวพัสตร์ท่านเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่ายต่อพระอุปัชฌาย์ครูอาจารย์ในการศึกษาพระธรรมและการศึกษาปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนมีสมาธิสงบเยือกเย็นลำดับหนึ่ง พอถึงพรรษาที่๒พระอาจารย์พัฒน์ได้คิดถึงสมัยที่โดนฟันที่ข้อมือซ้ายเลยคิดว่าถ้าท่านมีวิชาคงจะป้องกันตัวเองได้ จึงอยากเรียนวิชาในสายคงกะพันอย่างจริงจัง พอถึงเวลาหัวค่ำปกติที่ท่านต้องสวดมนต์ทำวัตรเย็นและนั่งสมาธิเป็นประจำทุกวันนั้น

ท่านจึงตั้งจิตอธิฐานต่อองค์พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอให้เจอครูบาอาจารย์ผู้เรืองเวทย์เรืองอาคม ท่านจะไปขอร่ำเรียนวิชาหลังจากนั้นไม่กี่วันก็ได้เจอโยมน้อมเข้ามาทำบุญที่วัดไตรสามัคคี โยมน้อม จังหวัดชัยนาทวัดตลุกเทื้อม (อินทาราม)ซึ่งเป็นเป็นหลานแท้ๆ ของปู่บุญ กลักทรัพย์จังหวัดกำแพงเพชร ว่าเป็นผู้มีวิชาอาคมทางไสยศาสตร์เก่งมากจนได้รับฉายาว่าปู่บุญหนังแห้งแห่งกำแพงเพชร จนเป็นที่กล่าวขานของชาวนาบ้านย่านนั้น

พระอาจารย์พัฒน์เลยได้สอบถามโยมน้อมว่ารู้จักครูบาอาจารย์ที่เก่งๆบ้างไหมอาตมาจะไปเรียนเหมือนฟ้าลิขิตให้มาเจอกัน โยมน้อมตอบทันที่ว่ามีครับเป็นลุงของโยมน้อมเองเป็นอาจารย์สักอยู่เก่งมากครับ(คำพูดของโยมน้อม) หลังจากได้พูดคุยกับโยมน้อมแล้วนั้นพระอาจารย์พัฒน์ได้ขอให้โยมน้อมพาไปหาปู่บุญ กลักทรัพย์เพื่อขอเป็นศิษย์ โยมน้อมได้พาพระอาจารย์พัฒน์ไปหาปู่บุญที่กำแพงเพชร พอไปถึงได้เจอปู่บุญแล้วนั้นปู่บุญก็พูดคุยกับพระอาจารย์พัฒน์สักครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่ได้รับเป็นศิษย์พระอาจารย์พัฒน์ก็ยังไม่ได้เดินทางกลับวัด

ด้วยมีความตั้งใจอยากจะเรียนให้ได้ก็เลยได้อาศัยชานพักหน้าบ้านปู่บุญจำวัดเป็นเวลา๕วัน ในเวลา๕วันนั้นปู่บุญก็ทำอาหารถวายทุกวัน ส่วนพระอาจารย์พัฒน์นั้นก็สวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ เดินจงกรม ตลอดมิได้ลบเล้าให้ปู่บุญลำคานใจแต่ประการใดเลย จนปู่บุญเห็นความตั้งใจจริงของพระอาจารย์พัฒน์ว่าเป็นผู้มีความวิริยะอุตสาหะ อดทน ถ้าสอนแล้วน่าจะเป็นคุณประโยชน์สืบต่อไปเป็นแน่

ในวันที่๖ จึงได้พูดคุยกับพระอาจารย์พัฒน์และโยมน้อมและให้เรียนคู่กัน ตั้งแต่นั้นมาพระอาจารย์พัฒน์และโยมน้อมก็ได้ศึกษาสรรพวิชาต่างๆมาจากปู่บุญด้วยที่พระอาจารย์พัฒน์เป็นคนขยันมั่นเพียรว่าง่ายสอนง่าย ปู่บุญให้วิชาบทไหนท่านมา พอขึ้นกับไปหาปู่บุญอีกท่านจะท่องให้ปู่บุญฟังทุกบทที่ได้มาจนเป็นถูกใจปู่บุญเป็นอย่างมาก

เมื่อปู่บุญเห็นอย่างนั้นแล้วก็ได้สอนตำราเล็กตำราน้อย จนหมดใส้หมดพุงของปู่บุญ กลักทรัพย์ วิชาเอกคือวิชาหนุมานหัวทองแดง วิชาเสือ ๗ ป๊อด และยันต์กันคัดกันกระทำซึ่งเป็นมหาอุดใหญ่ วิชาเสื้อเหล็กและอีกมากมายหลายอย่างพอได้ร่ำเรียนกับปู่บุญมาจนชำนาญแล้วท่านก็ได้มาเป็นอาจารย์สักยันต์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และได้แวะเวียนไปหาปู่บุญอยู่ตลอดเวลา จนปู่บุญได้สอนวิชาวาจาสิทธิ์ที่สืบทอดมาจากหลวงพ่อดัดวัดท่าโบสถ์จังหวัดชัยนาท

หลังจากนั้นได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ หลวงปู่สำรวย ธมฺมธโร วัดตะกล่ำ ซึ่งเป็นศิษย์หลวงปู่เผือกวัดกิ่งแก้วและหลวงหลวงปู่สำรวย ยังได้เป็นศิษย์ของอาจารย์แก้ว คำพิบูลย์ซึ่งเป็นหลานแท้ๆของหลวงพ่อทอง วัดราชโยธา ในการฝากตัวครั้งนี้หลวงปู่สำรวยได้ครอบวิชาให้พระอาจารย์พัฒน์มีดังนี้ วิชาเสกปูนคาดคอ วิชา ๙ เฮ ยันต์ครูหลวงปู่ทอง ยันต์ครูหลวงปู่เผือก หัวใจองคุลีมาร และอีกหลายวิชาและยังได้ไปร่ำเรียนวิชาเกราะเพชรพระอิศวร หัวใจขุนแผน ของพ่อชื้น ผลโพธิ์ ถึงในขณะนี้ที่มีลูกศิษย์มาสักรับการสักยันต์มากมาย

พระอาจารย์พัฒน์ก็ยังไปหาเวลาร่ำเรียนเพิ่มเติมตลอดเวลาและได้ไปร่ำเรียนวิชาสาริการเขมรของอาจารย์ประเสริฐ พุฒซ้อนทางภาคอิสานและได้ร่ำเรียนตำราว่านยาสมุนไพรรักษาสายหลวงปู่ศุขวัดปากครองมะขามเฒ่าจังหวัดชัยนาทและยังได้ร่ำเรียนวิชาอีกหลายสายอาทิเช่น หลวงปู่ดำ หลวงปู่ขาว หลวงพ่อสนิท เขมโก หลวงพ่ออุ่น หลวงพ่อชื่น อาจารย์เชื้อ อาจารย์ศิริ พ่อละออ ดีเลิศ ปู่ยุ้ย อาจารย์เจริญ ครูสวิง จันทร์เพ็ญ อาจารย์บก อาจารย์เตื่อย อาจารย์ทา อาจารย์เตี่ย อาจารย์ประสิทธิ์ อาจารย์ทราย หลวงพ่อกลับ อาจารย์เสงี่ยม และตำราสายวัดประดู่ทรงธรรม

ยกตัวอย่างมีดังนี้ ตะกรุดกะท้อนแสง ยันต์กรงทอง ยันต์ลงผ้าประเจียดแล พิสมร ยันต์จักรพรรตราธิราช ยันต์ตะกรุด๓กษัตริย์ ยันต์ลงผ้าเช็คหน้าพร้อมผ้าโพกหัว เป็นต้น และยังได้ศึกษาวิชาสายหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ยบางส่วน และยังได้ไปร่ำเรียนวิชาสายท่านพ่อแก่จากหลวงปู่สมหวัง โอภาโสวัดมณฑล จังหวัดตราด ซึ่งเป็นกายทรงท่านพ่อแก่องค์แรกของภาคตะวันออกและวิชาสายเขมรจากพระอาจารย์โจ จังหวัดสุรินทร์

ตลอดเวลาที่อยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ได้ปฎิบัติตามพระวินัยอย่างเคร่งครัดและยังได้เป็นครูฝึกพระกรรมฐาน พร้อมทั้งยังพาพระภิกษุสามเณร ลูกศิษย์ลูกหาออกธุดงค์ไปบูรณะปฎิสังขรณ์ ณ สำนักสงฆ์บางยี่โถ จังหวัดพนมสารคาร จากที่เป็นสำนักสงฆ์จนได้กลายเป็นวัดบางยี่โถจวบจนทุกวันนี้และได้ร่วมเข้าโครงการสมุนไพร เป็นโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระเทพฯที่สำนักสงฆ์วัดบางยี่โถ จนได้ใบรับประกาศนียาบัตรให้เป็นผู้เผยแพร่สมุนไพรไทย

และยังได้ไปซ่อมแซมปฎิสังขรณ์อีก๓วัดได้แก่ วัดท่าปกจันทบุรี วัดมณฑล วัดเขาสมิงจังหวัดตราดจนแล้วเสร็จ และในปีพ.ศ.๒๕๒๙ได้สำเร็จหลักสูตรพิเศษการใช้สมุนไพรโครงการพระราชดำริสวนป่าสมุนไพร เพื่อสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ณ จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นระยะเวลาที่บวชมาทั้งหมด๘พรรษา

นั้นได้สร้างคุณงามความดีจนเป็นที่ประจักษ์แก่ชาวบ้าน จนได้ขอนิมนต์พระอาจารย์พัฒน์ขึ้นเป็นเจ้าอาวาส ณ วัดไตรสามัคคีเนื่องจากรักษาการเจ้าอาวาสในขณะนั้นได้มรณภาพลง พระอาจารย์พัฒน์ได้มาพิจารณาไตร่ตรองดูละเอียดถี่ถ้วนแล้วนั้นว่าท่านเป็นคนชอบศึกษาวิชาอาคมไสยเวทย์และชอบเดินทางไปศึกษาที่ต่างๆไม่ชอบอยู่กับที่ จนตระหนักถึงความไม่เหมาะสมในการรับตำแหน่งเจ้าอาวาส

เลยปรึกษากับคณะกรรมการวัดให้นิมนต์หลวงพ่อผาจากวัดสวนส้มเพื่อให้มารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไตรสามัคคีสืบต่อมาจนกระทั่งทุกวันนี้ หลังจากได้นั้นต่อมาถึงเวลาช่วงออกพรรษาแล้วนั้นพระอาจารย์พัฒน์ได้คิดที่จะทำการลาสิกขาลาเพศ ท่านได้มอบจัตตุปัจจัยถวายวัดไตรสามัคคีทั้งหมดแล้วได้ขอลาสิกขาในวันศุกร์ที่๑๗มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๒ซึ่งตรงกับขึ้น๑๑ค่ำเดือน๔ปีมะโรง

โดยหลวงปู่สำรวยเป็นผู้ทำการลาสิกขาให้ หลังจากลาสิกขาแล้วนั้นหลวงปู่สำรวยให้เงินขวัญถุงจำนวน ๑๐๐บาทและได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้หลวงปู่สำรวย หลังจากนั้นเป็นเวลา๒เดือนพ่อพัฒน์ได้พบรักกับแม่สุวิมลและได้ครองเรือนกันมาและได้ทำการเปิดสักยันต์ในตลาดสดวัดตะกล่ำที่ลูกศิษย์ลูกหาเรียกกันว่าบ้านนางกวักพ.ศ.๒๕๓๓ได้ถือกำเนิดทายาทคือเด็กชายปิยะบุตร โต๊ะทองหรืออาจารย์เป้งในเวลานี้ ได้เกิดที่โรงพยาบาลตำรวจเขตปทุมวัน

พ่อพัฒน์ได้เปิดสักยันต์ที่บ้านนางกวักวัดตะกล่ำได้๒ปีและได้ย้ายสำนักมาอยู่หมู่บ้านทรัพย์บุญชัยซอย ๓๓ในเป็นเวลา๒ปี จากเวลาที่เปิดสักยันต์มา๔ปีได้เก็บเงินสะสมเล็กสะสมน้อยและศิษย์ยานุศิษย์รวบรวมเงินจนได้มาซื้อเนื้อที่๔๒ต.ร.ว.เพื่อปลูกเป็นสำนักในซอย๒๐ หมู่บ้านทรัพย์บุญชัยในวันที่๒๐เมษายน พ.ศ.๒๕๓๕ กระทั่งได้เปิดสำนักสักยันต์มาเป็นเวลา๑๙ปีแล้วนั้น พ่อพัฒน์ยังไม่หยุดแสวงหาครูบาอาจารย์ที่จะศึกษาร่ำเรียนจนได้มาศึกษาวิชาเสือหางด้วนในสายหลวงพ่อทองเติม จตฺตภโย ผู้เป็นเจ้าตำรับเสือหางด้วนสำนักสงฆ์วัดถ้ำบัวขาวจังหวัดลพบุรี

ซึ่งหลวงพ่อทองเติมได้เป็นเกลอกับเสือเบี้ยวซุ้มโจรสุพรรณกับเสือมเหศวร

และยังได้ไปร่ำเรียนวิชายันต์เก้ายอด ยันต์แปดทิศ ยันต์งบน้ำอ้อย เสือตีนโต ดำดื้อ แดงเก จากอาจารย์จี๊ดเขตทุ่งครุพระประแดงซึ่งเรียนมาในสายของหลวงพ่อเปิ่นวัดบางพระจังหวัดนครปฐม พ่อพัฒน์ได้เร่งเห็นแล้วว่าอาจารย์เป้งซึ่งเป็นบุตรชายคนเดี่ยวมีความพร้อมทางด้านคาถาอาคมแล้วนั้นจึงได้สอนสักเสกเลขยันต์อักขระให้ในปี พ.ศ.๒๕๕๒

จึงได้ทำการครอบครูสักยันต์ให้กับอาจารย์เป้งและให้อาจารย์เป้งทำการสักยันต์ตั้งบัดนั้นเป็นต้นมาจวบจนกระทั่งในปีพ.ศ.๒๕๕๓อาจารย์เป้งได้เข้าอุปสมบทเป็นเวลา๑พรรษา หลังจากลาสิกขาแล้วนั้นได้มาทำการสักยันต์ต่อจนถึงในปีพ.ศ๒๕๕๔ พ่อพัฒน์ได้ลาครูสักลงและให้อาจารย์เป้งเป็นผู้สืบทอดการสักยันต์สืบต่อมา ในวันที่๑พฤษภาคมพ.ศ๒๕๕๖ไหว้ครูใหญ่ประจำปี ได้ทำการรับขันธ์กายทรงสายพ่อแก่เป็นรุ่นสุดท้ายจำนวน๙คนซึ่งมีอาจารย์เป้งรับขันธ์กายทรงสายพ่อแก่เป็นคนที่๙

ซึ่งพ่อพัฒน์ได้เปิดสำนักสักยันต์จวบจนทุกวันนี้ตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๒๖เป็นเวลา๓๑ปี ได้มีลูกศิษย์ลูกหามากมายทั่วสาระทิศและพ่อพัฒน์ โต๊ะทองได้ทำการครอบครูสักยันต์ให้ลูกศิษย์จำนวน๑๔คนพร้อมทั้งรับขันธ์ทรงสายพ่อแก่จำนวน๓๙กายทรงพอสังเขป จนกระทั่งวัน๒ธันวาคมพ.ศ.๒๕๕๗ พ่อพัฒน์ได้ถึงแก่กรรมด้วยวัย๖๗ปี หลังจากที่พ่อพัฒน์ถึงแก่กรรมแล้วนั้นอาจารย์เป้งได้เป็นผู้สืบทอดของสำนักสักยันต์พ่อพัฒน์ โต๊ะทองจวบจนทุกวันนี้ รอยสักยันต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของสำนักบารมีบ้านโต๊ะทองคือ

หนุนามอยู่ซ้ายนารายณ์อยู่ขวา หมูโทนอยู่หน้าพ่อแก่อยู่หลัง กันคัดตามข้อตะกร้อหัวเข่า จิ้งจกก็ไม่เบา เต่าเรือนเก็บเงิน หงส์คู่เมตตาสาลิกาเชยชม กวางเลี้ยวสุขสมพระฉิมสมใจ บัวแก้วบัวทองสองดอกคุ้มภัย  ขุนแผนว่าไว้ไปไหนใครก็รัก ดำดื้อแดงเกเกเรไม่เบา กันเขี้ยวซ้ายขวาเกราะเพชรอกหน้าภูตากังเก

มีเรื่องเล่ากล่าวขานถึงประสบการณ์การมาสักยันต์และวัตถุมงคลพ่อพัฒน์ โต๊ะทองในปีพ.ศ.๒๕๒๗ สมัยที่ท่านบวชจำพรรษาได้อยู่กุฎิกลางน้ำที่วัดไตรสามัคคีได้มีการจัดสร้างรูปถ่ายฉากพุทธ ได้เกิดเหตุการณ์ไฟ ไหม้ทั้งกุฎิกลางน้ำแต่เกิดสิ่งที่หน้าอัศจรรย์คือทุกอย่าในกุฎิได้โดนไฟมอดไหม้ทั้งหมดเหลือแต่รูปรุ่น๑ หลังฉากพระพุทธที่ไม่ถูกไฟมอดไหม้ซักใบเดียว

พระคาถาอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร

พระคาถาอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยวข้องเพื่อ ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานยึดข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่้น

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ที่จริงเรื่องรอดราวตากผ้าไม้ค้ำกล้วยใต้บันใดหรือที่อโคจรไม่ได้ทำให้ของเสื่อมเลยครับเพราะปกติเสื้อผ้าของเราก็ซักรวมกันอยู่กับพวกกางเกงของสตรีผู้เปื้อนประจำเดือนหรือกางเกงในอยู่แล้วหลายท่านมักจะกังวลหรือสงสัยทำให้จิตตกของดีจึงไม่อาจส่งผลบรรดาลฤทธิ์ให้เสื่อมลงได้ของดีที่จริงนั้นอยู่ที่สัจจะในข้อศีลต่างหากให้ท่านพึงตั้งจิตอธิษฐานว่าจะถือศีล๕ ในข้อใดข้อหนึ่งไปตลอดชีวิตแค่นี้เว้นแต่ที่ไม่เจตนาแค่นี้บารมีเครื่องรางของขลังก็คุ้มกายแล้วครับบางคนถือได้มากสองถึงสามข้อของดีก็คุ้มศาสตราอาวุธได้ชะงัดผู้เขียนได้เห็นอย่างประจักษ์ตามาแล้ว (ธรมมะขององค์พระต่างหากที่ทำให้เกิดอานุภาพความขลัง)

นักเลงโบราณที่มีวิชาอาคมสมัยก่อนนั้นต้องร่ำเรียนไปหาเรียนสมาธิกับพระหรือไปเป็นผ้าขาวก่อนเพื่อขอเรียนกรรมฐานจากครูบาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญหรือพระป่าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก่อนนั้นจึงจะขลังการเรียนสมัยก่อนต้องการเรียนจริงต้องบวชถือเพศพรหรมจรรย์เพื่อวิชาอาคมก่อนจึงจะขลังเป็นวาจาสิทธิ์ (สมัยนี้นักเลงบวชเรียนวิชาก่อนหายาก)

ถ้าสายพวกเล่นว่านเองจะให้ดีต้องปลูกและดูแลเสกพระคาถากับกำเองเลี้ยงด้วยความรักเมตตาจึงจะขลังเพราะต้นไม้ทุกต้นเองก็มีชีวิตเช่นเดียวกับเรา

พระคาถาทั้งหลายต้องใช้พลังจิตเป็นพลังเพื่อให้เกิดอำนาจ การจะฝึกจิตให้นิ่งติดอยู่กับคำภาวนานั้นไม่ใช่ของง่าย ต้องหมั่นฝึกฝน เพราะธรรมดาจิตของคนเราเพียงเเค่ไม่กี่วินาทีก็สามารถนึกคิดไปได้หลายต่อหลายเรื่องจนนับไม่ถ้วน

ต้องทำให้จิตนิ่งติดอยู่กับคำภาวนาไม่ให้จิตส่งออกไปที่อื่นพยายามระลึกรู้ตามร่างกายส่วนต่างๆเพื่อไม่ไห้ส่งจิตออกไปข้างนอก

เมื่อจิตเพ่งอยู่ในจุดๆเดียวไม่วอกแวกเที่ยววิ่งไปนึกคิดเรื่องใดเเล้ว ขั้นนี้สามารถเพ่งภาวนาพระคาถาให้เกิดฤทธิ์อานุภาพตามอำนาจแห่งพระคาถาได้

หากท่านจิตไม่นิ่ง คิดโน่นคิดนี้ไม่ฝึกจิตเเล้วต่อให้ท่องยังไงก็ไม่เกิดผลดังที่ใจประสงค์ เมื่อจิตเป็นหนึ่ง ภาวนาอะไรๆมันก็จะขลังไปหมด สิ่งสำคัญในการฝึกจิต คือศีลครับ หากไม่มีศีลเเล้วจะฝึกสมาธิจิตได้ยากมากเพราะจิตมัวนึกคิดถึงอบายกิเลสต่างๆ หากมีศีลเเล้วจิตก็บริสุทธิ์ไม่ต้องการสิ่งใดการทำสมาธิจิตให้เป็นหนึ่งจึงทำได้ง่าย

หากไม่สามารถภาวนาจนจิตถึงสงบขั้นฌานได้เพียงแต่สามารถยึดถือสัจจะคำพูดหรือสัจจะในข้อศีลที่ได้ตั้งจิตอธิษฐานได้อย่างแน่วแน่มั่นคงแม้ตัวจะตายก็ไม่ยอมเสียสัจจะที่พูดไว้แล้วเมื่อจวนตัวในยามคับขันการภาวนาท่องบ่นพระคาถาต่างๆก็สามารถทำให้พระคาถาบทนั้นๆบังเกิดฤทธิ์อาถรรพ์มีอานุภาพตามที่จิตระลึกรู้ได้เช่นกัน

*ศีล๕เข้าใจง่ายแต่กลับรักษาได้ยากยิ่งหากแม้ใครที่สามารถยึดมั่นในข้อศีลทั้ง๕ได้มากกว่าสามข้อขึ้นไปอย่างมั่นคงไปตลอดชีวิตแล้วอานุภาพแห่งพระคาถาอาคมหรือแม้แต่เครื่องรางต่างๆที่ยึดถือนั้นก็สามารถบังเกิดความความศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์อานุภาพอาถรรพ์ได้เช่นกัน (ยึดข้อเดียวได้ตลอดชีวิตก็ขลังนักแลผมทดลองมาแล้ว)

Leave a Reply