หนุมาน “หลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน” เด่นทางคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ หนุมาน “หลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน” เด่นทางคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

ในวงการพระเครื่องนักสะสมพระเครื่องมักจะพูดคล้องจองติดปากกันว่า “เสือหลวงพ่อปาน หนุมานหลวงพ่อสุ่น” แสดงถึงความเก่งกล้าสามารถในการปลุกเสกเครื่องรางของขลังแต่ละชนิดของแต่ละพระเกจิอาจารย์ที่เชี่ยวชาญคาถาอาคมไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นเรื่องหนุมานของพระเกจิอาจารย์รุ่นเก่าต้องยกให้หนุมานหลวงพ่อสุ่นวัดศาลากุนเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี เกาะเกร็ดเดิมทีไม่ได้เป็นเกาะเป็นแผ่นดินที่ยื่นออกไปเหมือนแหลมจากพื้นแผ่นดินของอำเภอปากเกร็ดที่แม่น้ำเจ้าพระยาไหลอ้อมผ่านไปชื่อเดิมคือ บ้านแหลม

ในสมัยแผ่นดินพระเจ้าท้ายสระแห่งกรุงศรีอยุธยาเห็นว่าหากขุดคลองลัดตรงบ้านแหลมแล้วระยะทางจะสั้นเรือจะสัญจรไปมาได้สะดวก จึงโปรดให้ขุดคลองลัดเมื่อพ.ศ.๒๒๖๕ เรียกว่าคลองลัดเกร็ดน้อยโดยมีความกว้างเพียง ๖ วาเท่านั้น ต่อมากระแสน้ำเปลี่ยนทิศเซาะตลิ่งทำให้คลองขยายแผ่นดินตรงแหลมจึงกลายเป็นเกาะ เลยเรียกชื่อแผ่นดินที่ถูกคลองขุดตัดขาดจากแผ่นดินใหญ่นี้ว่าเกาะศาลากุน ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ระบุในโฉนดชื่อว่าเกาะศาลากุนตามชื่อวัดศาลากุนที่สร้างโดยเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ (กุน)ตั้งแต่สมัยธนบุรี

ต่อมาเมื่อตั้ง อ.ปากเกร็ด จึงเรียกเป็นเกาะเกร็ดวัดศาลากุนตั้งอยู่เกือบกลางเกาะเกร็ดท้องที่หมู่ ๓ บ้านเกาะศาลากุนการเดินทางไปยังวัดนี้ ถ้าหากข้ามเรือที่ท่าวัดกลางเกร็ดเมื่อขึ้นที่ท่าเกาะเกร็ดจะมีถนนไปถึงวัดนี้ได้ระยะทางประมาณ ๑,๔๐๐ เมตร กล่าวกันว่าวัดนี้เป็นวัดเก่าเช่นกันเดิมตั้งอยู่ริมแม่น้ำเนื่องจากดินริมแม่น้ำงอกขึ้นเรื่อยๆปัจจุบันนี้จึงอยู่เกือบกลางเกาะเกร็ด โบราณสถานของวัดล้วนสร้างขึ้นใหม่คืออุโบสถลักษณะทรงโบราณ ๒ ชั้น ศาลาการเปรียญหอสวดมนต์เจดีย์และกุฏิสงฆ์และยังมีโบราณวัตถุเก่าเช่น โต๊ะหมู่บูชาขนาดใหญ่ประดับมุกเครื่องแก้วเจียระไน“ขุนกระบี่วานรฤทธิเกริกไกรหนึ่งในสยาม” เป็นสมญานามที่คนในวงการพระเครื่องตั้งให้กับหนุมาน

หลวงปู่สุ่นนับเป็นสุดยอดของขลังหนึ่งในชุดเบญจภาคีเครื่องรางของขลังของวงการ นักสะสมใฝ่หาไว้มาครอบครองบูชาไม่แพ้เขี้ยวเสือแกะหลวงพ่อปานโดยเฉพาะนักสะสมรุ่นใหม่ไฟแรงแพงไม่ว่าขอให้แท้เป็นทุ่มเข้าสู้ทันที หลวงพ่อสุ่นเรียนวิชาปลุกเสกหนุมานจากพระนาคทัศน์ คาถาหนุมานคาถากำกับหนุมานให้ว่า “นะมัง เพลิง โมมังปากกระบอก ยะมิให้ออก อุดธังโธอุด ธังอัด อะสังวิสุโรปุสะพูพะ มะอะอุ โอมยะพุทธา ทะโยสตรี สตรี นิสังโห”

มีเรื่องเล่าว่าในยุคสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.๒๔๗๕ โดยคณะราษฎรซึ่งนำโดยพ.อ.พระยาพหลพลหยุหเสนากับคณะทหารและพลเรือนที่อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า“คณะปฏิวัติ” ในครั้งนั้นท่านได้ไปหาหลวงพ่อสุ่นทั้งนี้หลวงพ่อสุ่นให้หนุมานหน้าโขนมาตัวหนึ่งโดยให้พกติดตัวพร้อมกับบอกในลักษณะที่ว่า ผ่านไปสักพักเรื่องเลวร้ายก็ผ่านไปด้วยดีในที่สุดก็เป็นอย่างที่หลวงพ่อสุ่นพูด ภายหลังพ.อ.พระยาพหลพลหยุหเสนานำเรือที่เป็นพาหนะส่วนตัวถวายหวงพ่อสุ่นปัจจุบันนี้ยังปรากฏว่ามีอยู่ จากนั้นพุทธคุณของหนุมานหลวงพ่อสุ่นก็เป็นที่ร่ำรือว่ามีพุทธคุณเด่นทางคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด

สำหรับจำนวนการสร้างหนุมานหลวงพ่อสุ่นนั้น ลุงด้วง สุขทอง (เกิด พ.ศ.๒๔๖๑) บุตรชายของนายปลิว สุขทองอดีตมัคทายกวัดศาลากุนซึ่งมีชีวิตอยู่ในสมัยเดียวกับหลวงพ่อสุ่นได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการสร้างหนุมานของหลวงพ่อสุ่นว่า หนุมานแกะจากไม้รากพุดซ้อนและงาช้างขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากันช่างแกะชื่อนายมีไม่ทราบนามสกุลแกะเป็นรูหนุมานทรงเครื่องและไม่ทรงเครื่องตัวไม่ใหญ่โตมากนักกว้างประมาณครึ่งนิ้วสูงประมาณ ๑ นิ้วเศษโดยมีการสร้างครั้งใหญ่ๆอยู่ ๒ ครั้งคือครั้งแรกสร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๘ จำนวนการสร้างไม่มากนักน่าจะไม่เกิน ๑๐๐ ตัว แกะจากไม้รากพุดซ้อนเป็นหนุมานไม่ทรงเครื่องทำแจกฟรีในงานบุญต่างๆของวัดโดยไม่มีการจำหน่าย

ครั้งที่ ๒ สร้างปลาย พ.ศ. ๒๔๗๐-พ.ศ. ๒๔๗๑ โดยนำออกจ่ายแจกในงานทอดกฐินของวัดศาลากุนใน พ.ศ.๒๔๗๒ หนุมานที่ทำในคราวนั้นมีทั้งแบบทรงเครื่องหน้าโขนและหนุมานหน้ากระบี่ไม่ทรงเครื่องแกะจากไม้รากพุดซ้อนและงานช้างจำนวนการสร้างประมาณ ๒๐๐ ตัว ญาติโยมทางกรุงเทพฯได้รับแจกไปจำนวนมากเพราะเป็นเจ้าภาพในบุญทอดกฐินปีนั้นลักษณะการแกะแกะเป็นรูปหนุมานนั่งยองๆจับเข่าอ้าปากเห็นลิ้นกับฟัน มีทั้งแบบทรงเครื่องหน้าโขนและหน้ากระบี่ไม่ทรงเครื่อง ทั้งนี้แบบทรงเครื่องดูสวยงามและอลังการมากกว่าแต่ต้องพิจารณาให้ดีเพราะหนุมานของหลวงพ่อสุ่นมีของทำเลียนแบบจำนวนมากต้องพิจารณาจากความเก่าของงาและไม้ที่นำมาแกะ

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือหนุมานหลวงพ่อสุ่นถ้าเป็นเนื้อไม้จะมีรอยร้าวและเนื้อไม้จะแห้ง ส่วนหนุมานเนื้องาแกะเนื้อจะต้องแห้งเก่าแต่แฝงด้วยความฉ่ำแบบเดียวกับงาแกะเนื้อหลวงพ่อเดิม อย่างไรก็ตามหลวงพ่อสุ่นไม่มีประวัติการเรียนอาคมจากพระเกจิอาจารย์ท่านใดไม่มีประวัติแน่ชัดแต่ก็มีการสันนิษฐานว่าอาจจะเรียนมาจากหลวงปู่เอี่ยมวัดสะพานสูง เพราะหลวงพ่อสุ่นกับหลวงพ่อกลิ่นเคยสนทนากันว่า “เมื่อร่ำเรียนวิชามาแล้วก็ต้องทำของแจกชาวบ้านบ้าง”โดยการสร้างหนุมานทั้ง ๒ ครั้งหลวงพ่อสุ่นจะปลุกเสกเดี่ยวในอุโบสถ คาถาปลุกหนุมานผู้เคยใช้หนุมานหลวงพ่อสุ่นต่างมีความเชื่อว่ามีพุทธคุณเด่นทางแคล้วคลาดคงกระพันและมหาอำนาจ

ส่วนประวัติของหลวงพ่อสุ่นไม่เป็นที่กระจ่างนัก เล่ากันว่าท่านชื่อสุ่นนามสกุลปานกล่ำเป็นชาวปากเกร็ดโดยกำเนิดเกิดเมื่อประมาณพ.ศ.๒๔๓๕ เมื่อบวชแล้วได้ฉายาว่าจันทโชติแปลว่ารุ่งเรืองดุจจันทร์เพ็ญ ไม่ปรากฏนามพระอุปัชฌาย์อาจารย์จำพรรษาอยู่ที่วัดศาลากุน ตั้งแต่หนุ่มปลูกต้นรักและต้นพุดซ้อนดูแลอย่างดีตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นสมภาร ด้วยการทำน้ำมนต์รดต้นไม้ทั้งสองเสมอมาเมื่อเป็นสมภารคลองวัดจึงให้ลูกศิษย์ขุดรากไม้รักและพุดซ้อนตากจนแห้งให้ช่างมีฝีมือแกะเป็นรูปหนุมานทรงเครื่องสวยงาม

นอกจากนี้แล้วหลวงพ่อสุ่นยังเป็นหนึ่งในพระคณาจาจารย์ผู้ลงอักขระบนแผ่นทองแดงใช้เป็นมวลสารในการจัดสร้างเหรียญที่ระลึกวัดราชบพิธฯครั้งที่ ๔ (พ.ศ.๒๔๘๑) หลวงพ่อสุ่นเป็นสหธรรมิกของหลวงพ่อกลิ่น วัดสะพานสูงโดยมีอายุมากกว่าหลวงพ่อกลิ่นประมาณ ๕ ปี เมื่อราว พ.ศ.๒๔๘๑-๒๔๘๒ หลวงพ่อสุ่นมรณภาพสิริอายุประมาณ ๗๘ ปี ในวันประชุมเพลิงหลวงพ่อสุ่นเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๙ นั้น หลวงพ่อกลิ่นมาเป็นเจ้าภาพด้วยตัวเอง

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อบารมีของครูบาอาจารย์เป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

Leave a Reply