“หมากเสก”วิชาแก้คุณไสย”หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค”

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ตำนาน”หมากเสก”วิชาแก้คุณไสย”หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค” มาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

หลวงพ่อปานวัดบางนมโคท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งพระนครศรีอยุธยา ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดบางนมโครูปที่๓ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบางนมโคระหว่างปีพ.ศ.๒๔๗๘ จนถึงปีพ.ศ.๒๔๘๑ ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ทรงอภิญญารูปหนึ่งแม้ว่าจะมรณภาพไปนานแล้วก็ตามชื่อเสียงของท่านยิ่งเป็นที่รู้จักในบรรดานักสะสมพระเครื่องทั้งหลายและการสร้างพระของท่านก็ไม่เหมือนกับวัดอื่นคือท่านมักจะสร้างเป็นรูปพระพุทธเจ้าอยู่เหนือสัตว์พาหนะอันมี ครุฑ หนุมาน เม่น ไก่ นก และปลา เป็นต้น ส่วนในเรื่องการรักษาโรคช่วยชีวิตคนของหลวงพ่อปานเป็นที่เลื่องลือมากในสมัยนั้นผู้คนต่างแห่กันมาที่วัดจนแน่นขนัดจนไม่มีที่รับรองแขกเพียงพอ​เลยก็ว่าได้

วิชาการรักษาโรคและวิชาการบางอย่างที่หลวงพ่อปานสำเร็จมาจากหลวงพ่อสุ่นวัดบางปลาหมอและนำมาช่วยเหลือผู้ได้รับทุกข์ เท่าที่เกิดปาฏิหาริย์และได้รับการบันทึกไว้มีมากมายตัวอย่างเช่น รักษาโรคด้วยน้ำมนต์โรคที่ท่านรักษาด้วยน้ำมนต์เรียกว่าโรคภายในเช่น บางคนถูกของ ถูกคุณ ถูกเขากระทำมา โรคที่เกิดจากกรรมเวร ถูกผีสิง เป็นต้น บางครั้งก็ต้องแป้งเสกควบคู่ด้วย ​ในตอนเพลขณะที่ท่านพักผ่อนท่านจะทำการเสกน้ำมนต์เตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อเวลาอาบจะได้สะดวกและท่านได้ใช้เวลาในการอาบนั้นบริกรรมเสกเป่าเฉพาะรายอีกด้วย​ น้ำมนต์ของท่านนี้ศักดิ์สิทธิ์นักและกรรมวิธีในการรักษาโรคด้วยน้ำมนต์แบ่งออกเป็น๓ช่วงระยะคือ

ช่วงแรกท่านจะเรียกคนไข้มาหาแล้วถามชื่อเสียงเรียงนามถามอาการแล้วยื่นหมากให้คำหนึ่ง คาถาที่ใช้เสกหมากนี้ท่านบอกผู้ใกล้ชิดว่าใช้ดังนี้จะขลังหรือไม่อยู่ที่จิตของผู้ทำตั้งนะโม๓จบแล้วว่า “โสทาย นะโม พุทธายะ ลัมอิทังโล นันโทเทติ ยาทาโลเทตีติ”​เมื่อคนไข้ได้รับหมากเสกแล้วให้เคี้ยวให้แหลกบ้วนน้ำหมากทิ้งเสียสามทีกลืนลงคอไป ให้คนไข้สังเกตดูว่าหมากนั้นมีรสอะไรแล้วบอกหลวงพ่อปานจากนั้นก็จะทำการรักษาตามวิธีของท่าน หลวงพ่อปานท่านบอกว่ารสหมากนั้นบอกโรคได้ดังนี้​

รสเปรี้ยวแสดงว่าต้องเสนียดที่อยู่อาศัยเข้ามาเกี่ยวข้องคือมีของต้องห้ามอยู่กับบ้านเช่น มีไม้ไผ่ผูกส่วนต้นส่วนปลายอยู่ในบ้าน มีตออยู่ใต้ถุนบ้าน ที่เรียกว่า ปลูกเรือนคร่อมตอหรืออย่างอื่นต้องจัดการเรื่องนี้เสียก่อนแล้วจึงรักษาหาย ส่วนมากแล้วหลวงพ่อปานจะใช้ญาณดูแล้วบอกว่ามีอย่างไหนบ้างให้แก้เสียก่อน

รสหวานแสดงว่าต้องแรงสินบนอย่างใดอย่างหนึ่ง คนไข้หรือคนในบ้านบนไว้ต้องนึกให้ออกว่าตนเคยบนบานศาลกล่าวอะไรบ้าง ถ้านึกได้ผู้ป่วยไข้จะต้องเอาดอกไม้ธูปเทียนไปจุดบูชากลางแจ้งขอทำการแก้บนให้ถูกต้องในภายหน้าต่อไป เมื่อกลับมาหาท่านท่านจะรดน้ำมนต์ให้รดแล้วจะต้องให้กินหมากเสกอีกว่าหมดสิ้นหรือยัง ถ้าไม่มีรสหวานก็หมดแล้วถ้ายังหวานอยู่ก็ต้องนึกดูก็ต้องแก้บนอีกแล้วจึงรักษาหาย

รสขมแสดงว่าต้องคุณคนคือถูกของที่มีผู้ใช้เดียรัจฉานวิชานำมาไว้ในตัวเช่น ในท้องมีตะปูบ้าง มีเข็มเย็บผ้าบ้าง ไม้กลัดผูกกากบาทบ้าง ด้ายตราสังข์มัดศพ เปลวหมูบ้าง หนังสัตว์บ้าง ของเหล่านี้จะทำให้คนไข้เจ็บปวดเสียดแทงในร่างกายเป็นที่ทรมานนัก คนไข้ประเภทนี้ส่วนใหญ่เป็นหญิงที่เป็นชายมีน้อยโดยมากพวกนี้มักจะรับจ้างทำร้ายผู้อื่นหรือไม่ก็ปล่อยไปตามยถากรรมถูกใครก็เจ็บไป ทำร้ายใครไม่ได้ก็กลับมาเข้าตัวเอง เคยมีแขกผู้หนึ่งถูกของของตัวเองหลวงพ่อปานท่านแก้ให้แล้วขอสัญญาให้เลิกอาชีพนี้เสีย คนไข้ประเภทนี้หลวงพ่อท่านจะเสกน้ำมนต์พิเศษใส่กระป๋องน้ำเพื่อให้คนที่แช่เท้าทั้งสองข้างไว้ เพื่อเวลารดน้ำมนต์ของที่อยู่ในตัวจะได้หลุดออกมาทางเท้าอยู่ในกระป๋องน้ำมนต์

ถ้ามีอาการยันหมากมึนงงศีรษะ เวียนศีรษะ หลวงพ่อท่านว่าถูกคุณผีคือมีอาการใช้ผีมาเข้าสิง คนไข้จะสำแดงอาการกิริยาผิดปกติ ถ้าผียังสิงอยู่จะไม่ยอมกินหมากเสกหลวงพ่อต้องใช้อำนาจจิตบังคับให้กินถ้าผีแกล้งออกไปชั่วระยะคนไข้จะยอมกินหมากแล้วมีอาการยันหมาก ผีประเภทนี้เป็นผีตายโหงที่มีผู้มีวิชานำวิญญาณมาใช้ทำอันตรายคนทำให้เสียสติเพ้อคลั่ง เสียคน เป็นต้น คนไข้ประเภทนี้หลวงพ่อปานท่านจะทำน้ำมนต์พิเศษจากพระดินเผาของท่านเอง ซึ่งท่านมักจะใส่ในกระเป๋าอังสะของท่านอยู่เสมอเพื่อทำน้ำมนต์ให้คนไข้อาบและใช้มีดหมอของท่านกดกลางศีรษะและรดน้ำมนต์ให้เรื่อยไปจนกว่าผีจะออก ถ้าดิ้นรนก็ต้องมีคนมาช่วยจับและรดน้ำมนต์ในระหว่างที่ท่านกดมีดหมอและบริกรรมอยู่

เมื่อหายแล้วจะจำอะไรไม่ได้เลยและท่านมักจะให้สายสิญจน์มงคลไว้คล้องคอเพื่อกันถูกกระทำซ้ำอีกทุกราย ถ้ามีอาการร้อนหูร้อนหน้าแสดงว่าร้ายแรงมากถึงขนาดที่ถูกน้ำมันผีพรายประเภทนี้จะอาการป้ำๆเป๋อๆ ๆคุ้มดีคุ้มร้ายชาวบ้านเรียกว่า ลมเพลมพัด ขาดสติ ปวดศีรษะบ่อยๆ คนไข้ชนิดนี้ท่านจะให้แช่เท้าในกระป๋องด้วยเหมือนกับที่ถูกคุณคน เมื่อเวลารดน้ำมนต์นั้นน้ำมันพรายจะซึมออกมาเป็นฝ้าน้ำมันลอยอยู่ในน้ำให้เห็น หลวงพ่อบอกว่าคนไข้ประเภทนี้หายยากเพราะว่าน้ำมันซึมอยู่ในร่างกายต้องมารักษาบ่อยๆเป็นเวลาติดต่อกันนานๆจนกว่าจะหมดน้ำมันพรายและท่านมักจะสั่งห้ามกินน้ำมันสัตว์เพราะจะไปเพิ่มน้ำมันให้กับน้ำมันพราย

หมากเสกของท่านนี้ถ้ากินแล้วร้อนลึกเข้าไปในทรวงอก ท่านว่าเป็นโรคฝีในท้อง วัณโรค นอกจากรดน้ำมนต์แล้วยังต้องกินยาคุณพระควบไปด้วยอีกทางหนึ่งเป็นการขับถ่ายพิษร้ายออกจากร่างกาย นอกจากน้ำมนต์แล้วท่านยังมียาคุณพระพุทธคุณให้กินอีกด้วย ยานี้มีสรรพคุณแก้โรคได้ทุกชนิดแล้วแต่ชนิดของโรคคือยานี้เป็นยาอธิษฐานของหลวงพ่อปาน นอกจากจะรักษาโรคแล้วยังเป็นยาที่หลวงพ่อปานให้กินเวลาท่านรดน้ำมนต์แก้ถูกกระทำไปแล้ว ยาของท่านท่านจะบอกกับผู้ใกล้ชิดว่าตำรับยานี้เป็นของหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ องค์อุปัชฌาย์ของท่านมอบให้ท่านเป็นทายาทแทนเมื่อหลวงพ่อสุ่นล่วงลับไปแล้ว

หลวงพ่อสุ่นวัดบางปลาหมอ

นอกจากนี้หลวงพ่อสุ่นยังได้ถ่ายทอดวิชาทางแพทย์แผนโบราณการพิจารณารากไม้สมุนไพร การต้ม การรักษาโรคด้วยสมุนไพรใบยาและด้วยอิทธิฤทธิ์การปราบภูตผีปีศาจ การแก้ผู้ถูกของกระทำย่ำยี ซึ่งหลวงพ่อปานก็ได้อาศัยใช้ช่วยชีวิตของคนผู้ได้รับความทุกข์ทรมานให้หายมามากต่อมาก หลวงพ่อสุ่นได้กล่าวแก่หลวงพ่อปานว่าการเป็นหมอบังคับไม่ให้คนตายไม่ได้เป็นแต่เพียงช่วยระงับทุกขเวทนาเท่านั้น จะต้องตรวจให้รู้ก่อนว่าเป็นโรคอะไรคือทำให้ร่างกายคนไข้เป็นอากาศเป็นช่องว่างแล้วอธิษฐานให้โรคนั้นปรากฏ ทำใจของเราให้สว่างแล้วจะมองเห็นโรคได้ชัดโรคที่เป็นจริงมันเป็นตรงไหน อาการเป็นอย่างไร เป็นเรื่อง “จักษุญาณ” จากนั้นหลวงพ่อสุ่นก็ถ่ายทอดกระสิณต่างๆให้หลวงพ่อปานจนหมดสิ้นความรู้

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อบารมีของครูบาอาจารย์เป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

ใส่ความเห็น