“หลวงปู่บัว สิริปุณโณ” บรรลุธรรมขั้นโสดาบันตั้งแต่เป็นโยม

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ “หลวงปู่บัว สิริปุณโณ” ที่ท่านได้บรรลุธรรมขั้นโสดาบันตั้งแต่เป็นโยม นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

หลวงปู่บัว สิริปุณโณ เข้าสู่เพศบรรพชิตเมื่ออายุท่านมากแล้ว ฉะนั้นอายุกาลพรรษาของท่านจึงมีเพียง ๒๘ พรรษาเท่านั้นและมรณภาพในวัย๘๐ปี ณวัดป่าหนองแซงในปีพ.ศ.๒๕๑๘ หลวงปู่บัว สิริปุณโณเป็นพระเถราจารย์ที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโตเอ่ยคำยกย่องว่าเป็นพระที่นั่งปฏิบัติสมาธิได้ยาวนานยิ่ง กล่าวกันว่าท่านสามารถนั่งกรรมฐานได้เป็นวันเป็นคืนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า บางครั้งนั่งนานถึง๗วัน๗คืนก็มี การเข้าอุปสมบทของหลวงปู่บัว สิริปุณโณก็เป็นเรื่องแปลกกว่าพระเถราจารย์รูปอื่นๆ ในสายพระป่าฯด้วยกันอย่างมากเพราะการเข้าบวชเกิดเพราะการบรรลุธรรมของท่านตั้งแต่ยังครองเพศฆราวาส ดังคำยืนยันของหลวงปู่มั่นผู้เป็นแม่ทัพธรรม เป็นปฐมาจารย์แห่งสายพระป่ากรรมฐานที่ว่า“ท่านบัวบรรลุธรรมขั้นโสดาบันตั้งแต่เป็นโยม”

เมื่อตอนที่หลวงปู่ยังครองเพศคฤหัสถ์นั้น ท่านเป็นบุรุษที่มีศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างยิ่ง แม้ต้องทำงานและครองเรือนแต่ท่านเป็นนักปฏิบัติภาวนาตัวยง ทุกครั้งที่ว่างเว้นจากงานเป็นต้องนั่งภาวนาอยู่เป็นนิตย์ แม้กระทั่งเวลางานก็จะภาวนาพุทโธกำกับใจอยู่เสมอมิได้ขาด ว่ากันว่าครั้งหนึ่งท่านนั่งภาวนาอยู่ริมคันนา (เข้าใจว่าเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆในวันทำงาน)เป็นเพราะจิตของท่านรวมตัวกันรวดเร็ว และทรงสมาธิอยู่อย่างลึกซึ้งดื่มด่ำซึ่งขณะนั้นฝนเริ่มตกหนักหลายชั่วโมงจนน้ำได้ท่วมถึงที่นั่ง ท้ายสุดน้ำท่วมถึงเอวแต่ท่านก็ยังไม่รู้สึกตัวจนกระทั่งมีผู้มาพบ เป็นเพราะการปฏิบัติภาวนาของท่านวันนั้นเรื่อยมาทำให้บรรลุโสดาบันขณะยังครองเพศฆราวาสอยู่และท่านก็ยังดำรงชีวิตอยู่อย่างปกติเหมือนเดิมจนร้อนไปถึงหลวงปู่มั่นต้องเอ่ยปากในที่ชุมนุมสงฆ์

ท้ายสุดหลวงปู่เพ็งผู้เป็นพระลูกชายของหลวงปู่บัวต้องนำตัวมาบวชในบวรพุทธศาสนา หลังจากพาบุพการีเข้าอุปสมบทพระลูกชายก็ลาสิกขาบทแล้วกลับมาบวชใหม่ ทั้งนี้ก็เพราะไม่ต้องการนั่งอยู่แถวหน้า หรือเรียกว่าแก่พรรษากว่าบิดานั่นเองคุณธรรมอันนี้น่ายกย่องที่สุด การพาตัวเข้ามาอุปสมบทก็เพราะการที่หลวงปู่บัว สิริปุณโณท่านสำเร็จธรรมขั้นโสดาปัตติมรรคนั้นก็เท่ากับท่านได้ก้าวสู่กระแสนิพพานแล้วเป็นพระอริยเจ้าโดยชอบ ดังนั้นถ้ายังครองเพศฆราวาสอยู่ก็จะเป็นการสร้างบาปเวรให้ผู้อื่นโดยไม่รู้ตัวเพราะการอยู่ในฐานะผู้ครองเรือนบางคนอาจด่าว่าหรือพูดจาหยาบคายด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หากถ้าเข้าบวชเป็นพระสงฆ์เสียผู้คนก็จะกราบไหว้ไปโดยปริยาย โอวาทคำสอนของ หลวงปู่บัว สิริปุณโณ “สติกับจิตเป็นของคู่กันทุกสมัย”

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ

ข้อคิดท้ายเรื่อง ครูอาจารย์ท่านช่วยสั่งสอนให้ได้พิจารณาดูสิ่งของรอบตัวว่ามีต้นกำเนิดมาจากที่ใดให้ลองย้อนดูที่มาของต้นตอสิ่งนั้นๆจนถึงที่สุด “เรื่องนี้อาจจะทำได้ยากหน่อยนะครับอะไรที่เวลาเผาหรือฝังแล้วจะมีคนร้องไห้แล้วกลายเป็นเมฆกรองเป็นน้ำ ลองมองลึกไปถึงยุคนักรบโบราณดูครับ”

ใส่ความเห็น