หลวงปู่วรพต “เหยียบรถเดี่ยง” ละสังขารเป็นหินสีเขียว

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ หลวงปู่วรพต “เหยียบรถเดี่ยง” ท่านละสังขารแล้วร่างกลายเป็นหินสีเขียว นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

หากกล่าวถึง หลวงปู่วรพต วัดจุมพล จ.ขอนแก่น พระเถราจารย์ชื่อดังผู้มรณภาพแล้วมีสังขารไม่เน่าเปื่อยและที่น่าอัศจรรย์คือ สังขารของท่านกลับกลายเป็นสีเขียวเข้มดุจดังหยกเขียว หลวงปู่เป็นผู้มีวิชาอาคมขลังมากไม่ว่าจะเป็นวิชาอาคมทางด้านเมตตามหานิยม, คงกระพันชาตรี, แคล้วคลาด, มหาอุตฯ ป้องกันขับไล่ คุณไสย์ คุณผี คุณคน และยังได้ศึกษาวิชาอาคมและวิปัสนากัมมัฏฐานอยู่ ๒ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙ ท่านได้กราบลาหลวงปู่ชมออกมุ่งหน้ามายัง จ.ขอนแก่น เพื่อกลับวัดจุมพลของท่าน

ปคฺคณฺเห ปคฺคหารหํ : พึงยกย่องคนที่ควรยกย่อง เรื่องราวปาฎิหาริย์หลวงปู่เหยียบรถกระดก(ลอยขึ้น) เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ๒๕๐๓ หลวงปู่จะออกเดินทางจาก อ.พล จ.ขอนแก่น ด้วยรถโดยสารเพื่อจะไป จ.ร้อยเอ็ด รถคันที่หลวงปู่จะขึ้นเป็นรถสองแถวขนาดใหญ่ ตามธรรมดาโดยทั่วไปแล้วพระเณรจะต้องนั่งด้านหน้าติดกับคนขับเพื่อจะได้ไม่ปะปนกับผู้โดยสารคนอื่น แต่รถคันนี้มีผู้หญิงนั่งเต็มอยู่ด้านหน้าแล้วด้านหลังรถยังพอมีที่นั่งได้ คนขับรถจึงบอกให้หลวงปู่ขึ้นทางท้ายรถหลวงปู่ก็ได้ปฏิบัติตามโดยดี แต่ก่อนจะขึ้นรถหลวงปู่ได้พูดกับคนขับรถว่า“รถจะไม่เดี่ยงหรือ”(เดี่ยงเป็นภาษาไทยอีสานแปลว่า“กระดก”) คนขับก็บอกว่า“ไม่เดี่ยงแน่เพราะรถรับน้ำหนักได้หลายตัน” พอคนขับพูดจบ หลวงปู่ก็ก้าวเท้าขึ้นรถปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นทันที

ด้านหน้ารถลอยขึ้นเหมือนมีมือยักษ์มาจับยกขึ้น คนขับรถเห็นเช่นนั้นถึงกับตกตะลึงจึงกราบนิมนต์หลวงปู่มานั่งด้านหน้าโดยให้พวกผู้หญิงไปนั่งด้านหลัง ตั้งแต่นั้นมาสมญานาม “หลวงปู่วรพรตเหยียบรถเดี่ยง” จึงเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นในเขตขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา ต่างก็รู้เรื่องกันดี เคยมีญาติโยมที่อยู่ไกลถึง จ.กระบี่เดินทางมากราบขอคาถาเหยียบรถกระดกจากท่าน ท่านก็มอบคาถา“นะโมพุทธายะ” ให้ไป แต่จะสามารถทำได้เหมือนหลวงปู่หรือไม่นั้น คงแล้วแต่บุญวาสนาบารมีและกำลังแห่งสมาธิภาวนาของคนนั้นๆ

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

ข้อคิดท้ายเรื่อง ครูอาจารย์ท่านช่วยสั่งสอนให้ได้พิจารณาดูสิ่งของรอบตัวว่ามีต้นกำเนิดมาจากที่ใดให้ลองย้อนดูที่มาของต้นตอสิ่งนั้นๆจนถึงที่สุด “เรื่องนี้อาจจะทำได้ยากหน่อยนะครับอะไรที่เวลาเผาหรือฝังแล้วจะมีคนร้องไห้แล้วกลายเป็นเมฆกรองเป็นน้ำ ลองมองลึกไปถึงยุคนักรบโบราณดูครับ”

ใส่ความเห็น