หลวงปู่ศุขเรียนพระเวทย์กับพระฤาษีตาไฟ

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

ระหว่างทางที่หลวงปู่ศุขรอนเเรมอยู่ในป่าในดงนั้น มีอยู่คราวหนึ่งที่่ท่านได้เดินลัดเลาะลึกเข้าไปในป่าดงดิบ ล่วงเข้าไปเขต เเดนพม่ามาหลายสิบกิโล เมื่อรู้ตัวเดินเลยเข้ามาในพม่าเเล้วท่านก็ตั้งใจว่าจะหาทางไปนมัสการพระเจดีย์ชเวดากอง จะได้ไม่เสียเที่ยว

ภาพถ่ายหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า

เเละอาจจะหาทางไปไหว้พระธาตุมุเตาด้วยเลย ในระหว่างที่พักค้างเเรมในป่านั้นก็ได้อาศัยชาวบ้านป่าคอยเกื้อหนุนนำเอาอาหารมาถวายบางทีก็เป็นพวกน้ำผึ้งเเละสมุนไพร ซึ่งท่านก็เก็บรวบรวมไว้ เเละในกาลต่อมาก็ได้ใช้สมุนไพรพวกนี้รักษาคน

ภาพถ่ายหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า

มีอยู่วันหนึ่งท่านเดินเลยเข้ามาในถ้ำ เพื่อสำรวจดูว่ามีที่เหมาะสมกับการพักอาศัยเพื่อบำเพ็ญภาวนาบ้างหรือไม่ ก็ได้พบกับคนเเก่คนหนึ่งหนวดเครารก รุงรัง ตาเเดงก่ำเเละสีเหมือนเลือด เเต่ท่าทางใจดีนุ่งห่มผ้าย้อมคล้ายหนังเสือเก่าคร่ำคร่ารูปร่างสูงพอๆ กับท่านหลวงปู่ศุขท่านจึงเเวะทักทายเพื่อจะถามหาหนหาง การสนทนาก็เป็นไปอย่างถูกคอชายชรานั้นได้ถามหลวงปู่ศุขเป็นปริศนาธรรมหลายข้อ

อาทิเช่น มีนกขุนทองอยู่ ๒ ตัว อยู่บนกิ่งไม้ ตัวหนึ่งบินไป อีกตัวเกาะอยู่ท่านจะเลือกเอาตัวไหน ซึ่งหลวงปู่ศุขตอบเเก้ว่า เอาทั้งสองตัว เพราะนกขุนทองที่ว่ามานั้น ที่เเท้ก็คือ ”ลมหายใจเข้าเเละออก ไม่สามารถทิ้งไปได้ทั้งสอง” เพราะเมื่อกำหนดภาวนาเเล้วนกขุนทองทั้งสองนั้นก็คือลมปราณ อัสสาสะ เเละปัสสาสะ หากไม่มีสติคอยกำหนดรู้เเล้วการฝึกสมาธิก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นจึงต้องเอาไว้ทั้งสอง นั้นเเหละคือคำตอบนี้เป็นที่ชอบใจของชายชรามากได้อยู่คุยกันจนดึกดื่น

ในที่สุดชายชราก็เเสดงฤทธิ์ให้ดู เเละเปิดเผยตนเองให้หลวงปู่ศุขได้รับทราบว่าที่เเท้เเล้วท่านก็คือพระฤาษีตาไฟนั้นเองมีอายุมากเป็นพันๆปี เเต่อยู่ได้ด้วยอำนาจจิตอภิญญา เเละญาณสมาบัติชั้นสูง จากนั้นพระฤาษีตาไฟก็ได้เเนะนำให้หลวงปู่ศุขท่านเข้าใจในเรื่องกสิณอย่างเเจ่มเเจ้ง

พระฤาษีอีกท่านที่โด่งดังไม่แพ้พระฤาษีตาไฟ

ตลอดจนบอกเคล็ดวิธีในการฝึกฝนสมาธิตามแบบเฉพาะของท่านให้หลวงปู่ศุข เเละในที่สุดหลวงปู่ศุขก็ได้มีพระอาจารย์เพิ่มขึ้นอีกองค์ นั้นก็คือพระฤาษีตาไฟนั้นเอง นอกจากนี้พระฤาษีตาไฟท่านยังเนรมิตกายของท่านเเละหลวงปู่ศุขให้เล็กลงเเล้วพาเหาะไปเที่ยวชมยอดเขาหิมาลัยอันหนาวเหน็บ ซึ่งเป็นที่อยู่ของบรรดาฤาษีทั้งหลายอีกด้วยเเล้วจึงได้พากลับมาส่งยังที่เดิม

ภาพถ่ายหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า

จากนั้นก็ชวนหลวงปู่ศุขอยู่ปฏิบัติธรรมด้วยกันสักระยะหนึ่งก่อน ซึ่งหลวงปู่ศุขก็รับปาก เเละอยู่บำเพ็ญที่ถ้าพระฤาษีตาไฟต่ออีกหลายเดือน จากนั้นก็ลา กลับออกมาเพื่อเดินธุดงค์ต่อไป ก่อนจากกัน พระฤาษีตาไฟยังได้มอบเเก้วมณี เเละเหล็กไหลให้หลวงปู่ศุขอีกด้วย พร้อมทั้งว่านยาบางชนิด ทั้งที่เป็นตัวยาอายุวัฒนะ เเละยาที่ใช้ในการถอนพิษ เเละรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ

หลวงปู่ศุขท่านได้รอนเเรมออกจากป่าฝั่งพม่าข้ามเข้ามายังเขตไทย ก็ได้มีโอกาสพบกับพระธุดงค์หลายคณะ มากันหลายองค์ก็มีมาองค์เดียวบ้างก็มี ได้ทักทายทำความรู้จักกัน เเละร่วมเดินทางกันมาได้ระยะหนึ่ง จนทะลุปรุโปร่งถึงจุดอิ่มตัว สิ่งที่ไม่เคยได้พบเห็นก็ได้เห็นกันมาหมดเเล้ว สิ่งที่ไม่เคยรู้ก็ได้รู้จนหมดสิ้นในระยะหลังหลวงปู่ศุขท่านเปลี่ยนความตั้งใจที่จะมุ่งตรงกับพระสหธรรมิก

เนื่องจากเกิดความรู้สึกคิดถึงบ้านเกิดขึ้นมาเเละเป็นห่วงโยมบิดามารดาขึ้นมาอย่างจับใจ จึงได้ร่ำลาพระสหธรรมิกเเละเเยกย้ายกันไป โดยหลวงปู่ศุขท่านมุ่งหน้าสู่จังหวัดอุทัยธานี เดินผ่านเทือกเขาสะเเกกรัง มุ่งตรงสู่ชัยนาทบ้านเกิด เเละหลวงปู่ศุขท่านได้เเวะพักจำพรรษาที่วัดพิกุลงาม (ท่าหาด) เป็นเวลา ๒ พรรษา ภายหลังท่านจึงได้ยินข่าวโยมบิดาเเละมารดาของท่านจากพวกชาวบ้านว่าบ้านโยมบิดามารดาอยู่ฝั่งตรงข้ามกับที่ท่านพำนักจำพรรษานี่เอง โดยจะต้องข้ามเเม่น้ำเจ้าพระยาไปอีกฝากฝั่งหนึ่ง

ซึ่งท่านจะต้องเดินไปปักกลดอยู่ที่ต้นเเม่น้ำ ตรงช่วงศาลาเก่าๆ คือศาลเจ้าพ่อจุ้ยที่ชาวบ้านนับถือกันมากกว่ามีความศักศิทธิ์ยิ่งนัก โดยหลวงปู่ได้ไปปักกลดอยู่ไม่ห่างจากศาลเจ้าพ่อจุ้ยเท่าไหร่นัก เพื่อรอถามข่าวคราวของโยมบิดามารดาให้เเน่ใจจากบรรดาผู้คนที่เดินผ่านไปมาในละเเวกนั้น จนในที่สุดท่านก็ได้บรรลุเป้าหมายโดยได้เดินทางมาถึงบ้านของโยมบิดามารดาเเละได้พบหน้ากันกับโยมมารดาของท่าน เเต่ไม่มีใครจำท่านได้เลยเพราะท่านจากครอบครัวไปตั้งเเต่อายุได้เเค่ ๑๐ ปี เท่านั้น จึงต้องมีการรื้อฟื้นความทรงจำกันอยู่นาน จนในที่สุดทุกคนก็นึกออก ญาติพี่น้องหลายคนดีใจจนทนไม่ไหวต่างพากันร้องไห้ออกมาอย่างลืมตัว จากนั้นข่าวการกลับบ้านเกิดของท่านก็เเพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วมาก

เเละบรรดาพวกญาติๆ ที่ยังไม่เคยได้พบหน้าท่านต่างก็รีบมากันมากด้วยความดีใจ เเละอ่อนวอนให้ท่านโปรดสงเคราะห์บรรดาญาติทั้งหลายโดยการพำนักจำพรรษาอยู่ที่นี่เป็นการถาวร อีกทั้งโยมมารดาของท่านก็นิมนต์ให้อยู่ใกล้ๆกัน ไม่ต้องการให้หลวงปู่ศุขจากไปไหนอีกเเล้วโดยให้เหตุผลว่าโยมมารดาอายุมากเเล้วเเละหลวงปู่ศุขก็จากพลัดพรากไปนานมากควรจะอยู่อนุเคราะห์ญาติๆ เเละชาวบ้าน เพราะวัดปากคลองมะขามเฒ่าในเวลานั้นก็รกร้างมานาน หากหลวงปู่ศุขรับนิมนต์ก็จะเป็นมิ่งขวัญกำลังใจให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก

ในที่สุดหลวงปู่ศุขก็รับนิมนต์ทำให้บรรดาชาวบ้านเเละญาติๆ ดีใจกันอย่างมาก ต่างก็ช่วยกันคนละไม้ละมือ สร้างกุฏิเเบบมุงหลังคา ด้วยเเฝก เเละในภายหลังก็ได้เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกระทั้งกลายเป็นกุฏิถาวรเเข็งเเรงมั่นคงขึ้น หลวงปู่ศุขจึงได้อยู่ครอง วัดปากคลองมะขามเฒ่าตั้งเเต่นั้นมาจนกระทั้งมรณภาพ ในปี พ.ศ.๒๔๖๖ (หลวงปู่ศุขท่านเดินธุดงค์มาถึงบ้านเกิดปี พ.ศ. ๒๔๓๔) อยู่ครองวัดปากคลองมะขามเฒ่าเป็นเวลา ๓๒ปี จนกระทั้งมรณภาพ

ก่อนเรียนพระคาถาทั้งหลายควรยกครูก่อนนะครับเพื่อให้เกิด อานุภาพเเละความศักศิทธิ์หรือเลือกวิธีใส่บาตรและทำทานคนจนคนจรเป็นประจำแล้วอุทิศกุศลให้ครูอาจารย์ท่านก่อนท่องจำจึงจะขลังครับหรือหากใครจะตั้งสัจจะยึดในข้อศีล ๑-๓ข้อไปตลอดชีวิตเอาก็ได้ครับบางคนทำได้๕ข้อยิ่งขลังประสิทธิ์ครูคุ้มดีนักแล

วิชาคงกระพัน ที่หลวงปู่ศุขถ่ายทอดให้ เสด็จในกรมฯเป็นวิชาที่หลวงปู่ศุขถ่ายทอดให้เสด็จในกรมฯเเละทรงทดลองใช้ได้ผลดีมาก ทั้งอานุภาพในการป้องกันปืน เเละคมอาวุธนานาชนิดต่อมาวิชานี้ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่บรรดาลูกศิษย์ของเสด็จในกรมฯที่ได้รับการถ่ายทอดต่อมา

ก่อนการเรียนพระคาถานี้จะต้องจัดหาของยกครูดังนี้

เงิน ๙ บาท ธูป ๙ ดอก หมาก ๙ คำ เมื่อยกครูเเล้ว ของยกครูต้องให้ถวายพระสงฆ์ เเละอุทิศให้ครูอาจารย์ เเล้วจึงเริ่มเรียนได้ พระคาถาว่าดังนี้ ”อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ ตรีเพรชคงกะยะ สัพพะธันธะนัง”เเละให้เเตกออกดังนี้

“นะ อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ ตรีเพรชคงกายะ สัพพะพันธะนัง”

“โม อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ ตรีเพรชคงกายะ สัพพะพันธะนัง”

“พุท อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ ตรีเพรชคงกายะ สัพพะพันธะนัง”

“ธา อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ ตรีเพรชคงกายะ สัพพะพันธะนัง”

“ยะ อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ ตรีเพรชคงกายะ สัพพะพันธะนัง”

ให้ตั้งจิตเป็นสมาธิภาวนาพระคาถานี้มีปืนยิงมาก็ไม่ออกยิงออกก็ไม่ถูก เป็นสุดยอดวิชาคงกระพันชาตรี

พระคาถาใช้ธาตุห้ามปืน

“นะ อาโป อุปปันนัง”

ให้กลั้นใจภาวนาพระคาถานี้ เป็นมหาอุตม์ ปืนยิงไม่ออก ออกก็ไม่ถูก ถูกก็ไม่เข้า หากเพ่งให้เกิดเป็นอุคหนิมิตเเล้ว ถ้าเขายิงมาจะกลายเป็นน้ำออกมาทางปากกระบอก เเละให้หนุนด้วยพระคาถาเเคล้วคลาด ดังนี้

“ทะ อะ ระ หัง ทะ”

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยว ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น