“หลวงปู่แก้ว เกสาโร” ช่อดวงไฟออกทางจมูกขณะเจริญธาตุ น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ “หลวงปู่แก้ว เกสาโร” ช่อดวงไฟออกทางจมูกขณะเจริญธาตุ น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

พระภิกษุชราอายุ ๑๐๔ ปี ไฟออกจมูกขณะเจริญธาตุปลุกเสกพระกริ่ง ๙ แก้ว หลวงปู่แก้ว เกสาโร พระภิกษุชราอายุ ๑๐๔ ปี ผู้ที่เป็นทั้งเพื่อนและศิษย์ของหลวงปู่ทิม ท่านใช้ธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เจริญภาวนาตั้งแต่เริ่มเล่าเรียนวิทยาการทางไสยศาสตร์จนบังเกิดอาคมเข้มขลัง ฮึกเฮิมจนกลายเป็นเสือปล้นในที่สุด จนบั้นปลายชีวิตของท่านได้หันเข้าหาบวรพุทธศาสนาบวชตั้งแต่นั้นมาและก่อนที่หลวงปู่ทิมจะมรณภาพ ท่านสั่งให้หลวงปู่แก้วเจริญธาตุทั้ง ๔ คือ นะ มะ พะ ทะ ตัวเดิมที่เคยทำให้เกิดฤทธิ์เกิดเดชอีกครั้ง

แต่ครั้งนี้ให้พิจารณาจนถึงแก่นแท้คือ แม้แต่ธาตุทั้ง ๔ อันเป็นแม่ธาตุใหญ่ของทุกสรรพสิ่งในจักรวาลก็ยังเป็นเพียงสมมุติต้องแตกดับเช่นกัน ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารเที่ยงแท้แน่นอนให้พิจารณาจนถึงขั้นธาตุทั้งหลายทั้งปวงที่ประกอบเป็นตัวเราตัวเขาแตกดับเป็นจุล แล้วก็จะหมดสุขหมดทุกข์ได้เช่นกันเรียกว่า เจริญพระกรรมฐานธาตุ

เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๒๗ เวลา ๑๒.๑๙น. ได้เกิดพระกริ่งขึ้นชนิดหนึ่งถอดแบบจากพระกริ่งจีนเล็กรุ่นหนึ่งของหลวงปู่โต๊ะวัดประดู่ฉิมพลี เมื่อหล่อหลอมเนื้อผสมด้วยดีบุกตามเคล็ดที่หลวงปู่แก้วบอกว่า ดีแล้วจึงบุกก็ต้องเอาดีบุกผสมนำไปถวายหลวงปู่แก้วเพื่อปลุกเสกบรรจุพุทธานุภาพ โดยทำพิธีบวงสรวงประกอบด้วยหัวหมู บายศรี ราชวัตร ฉัตรธง ภายในกุฏิของหลวงปู่แก้ว ในการประกอบพิธีกรรมครั้งนี้ได้มีการบันทึกภาพเหตุการณ์ทั้งหมดได้ด้วย มีการถ่ายภาพด้วยกล้องถ่ายภาพชนิดดียี่ห้อนิคคอนเอฟเอ็ม๒

ภาพที่ถ่ายทุกภาพใช้แฟลทไลท์ช่วยเพราะในห้องหลวงปู่แก้วค่อนข้างมืดและก็เป็นการมหัศจรรย์มีภาพๆหนึ่งที่ถ่ายในพิธีการครั้งนี้ เกิดความแปลกประหลาดจนยากจะหาเหตุผลธรรมดามาพิสูจน์ได้คือ มีภาพหลวงปู่แก้วอยู่ภาพหนึ่งปรากฏมีแสงไฟพุ่งออกจากจมูกของหลวงปู่แก้วเป็นช่อดวงไฟ ช่อมีความสว่างกว่าแสงเปลวเทียนที่จุดประกอบพิธีหลายเท่า เมื่อปรากฏภาพนี้เกิดขึ้นพิจารณาจากฟิล์มต้นฉบับพร้อมทบทวนเหตุการณ์ปรากฏว่าแม้แต่ในฟิล์มเองก็มีลำแสงไฟนี้ด้วยและพยายามพิสูจน์กันหลายๆสิบตาจนในที่สุดต่างก็ยอมรับว่าภาพนี้ไม่มีการตบแต่งเพิ่มเติมแต่อย่างใด

เกิดเองตามธรรมชาติชนิดนอกเหตุเหนือผลเพราะแสดงไฟที่ปรากฏขึ้นทุกคนไม่มีใครเห็นด้วยตาเปล่าหรือตาเนื้อเลยในขณะประกอบพิธีและถ่ายภาพ เมื่อปรากฏภาพนี้ขึ้นได้แล้ว เมื่อวันไปรับพระกริ่ง ๙ แก้วเกสาโรชุดนี้กลับเมื่อพฤหัสบดีที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๒๗ รวมเวลาที่หลวงปู่แก้วปลุกเสกพระกริ่ง ๙ แก้วเกสาโรทุกคืนแล้วเป็นเวลานานถึง ๕๖ คืน เท่ากับกำลัง ๕๖ ของพระพุทธคุณ การสร้างพระกริ่ง ๙ แก้วเกสาโร เป็นพระกริ่งกฤตยาคมแฝด เมื่อหลวงปู่แก้วปลุกเสกเสร็จแล้วก็จะนำไปให้หลวงพ่อเริ่ม ปรโมปรมาจารย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังอีกองค์หนึ่งในภาคตะวันออกปลุกเสกอีกองค์หนึ่ง

แต่เมื่อนำหีบใส่พระกริ่งทั้งหมดไปให้หลวงพ่อเริ่ม ท่านเห็นแล้วบอกว่าไม่ต้องปลุกเสกอีกแล้ว หลวงปู่แก้วท่านทำไว้ดีแล้วสุดยอดแล้วแต่เพื่อให้สมกับชื่อที่ตั้งไว้ว่าเป็นพระกริ่งกฤตยาคมแฝด ระหว่างหลวงเก่งแต่ไม่ดัง(คือหลวงปู่แก้ว)และหลวงพ่อทั้งดังทั้งเก่ง(คือหลวงพ่อเริ่ม) หลวงพ่อเริ่มท่านจึงอัญเชิญครูบาอาจารย์สวดสรรเสริญพุทธคุณให้ดังๆจบหนึ่ง ท่านบอกว่าหลวงปู่แก้วทำไว้ดีสุดยอดแล้ว เมื่อวันไปรับพระกริ่งชุดนี้จากหลวงปู่แก้วก็ได้นำภาพ ๔ สีซึ่งเป็นภาพที่ปรากฏไฟออกทางจมูกให้ท่านดูด้วย ปกติหลวงปู่แก้วท่านตามืดสนิทมองภาพอะไรต่อมิอะไรด้วยตาเนื้อไม่เห็นแล้ว

แต่ผมก็ยกภาพวางไว้ต่อหน้าท่าน ท่านมีอาการสงบนิ่งเงียบมากสักครู่ก็พูดออกมาว่า แปลกดีเป็นเรื่องที่เกิดเหนือเหตุเหนือผลเวลาที่นี่(นี่คือสรรพนามที่ท่านเรียกตัวท่านเอง)ปลุกเสกก็เริ่มจากธาตุทั้ง ๔ เต็มที่แล้วก็เรียกอาการ ๓๒ ให้บังเกิดเป็นภาพนิมิตเป็นกายสิทธิ์ เพื่อประกอบเป็นองค์พระขึ้นมาเพื่อให้มีชีวิตจิตใจจะเรียกว่าเป็นการปลุกให้บังเกิดเทพขึ้นมารักษาหรือประจำพระกริ่งชุดนี้ก็ได้ หลวงปู่แก้วท่านกล่าวให้ฟังอย่างนี้เมื่อถามท่านอีกว่า แล้วภาพไฟที่พุ่งออกจากจมูกท่านเกิดขึ้นได้อย่างไร ท่านบอกว่าเวลา เจริญธาตุทั้ง ๔ นะ มะ พะ ทะ หรือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เต็มที่นั้น ถ้าใครได้ตาใน(คงจะหมายถึงตาทิพย์) ก็จะเห็นแสงไฟคลุมพระเครื่องนั้นทั้งหมด

กล้องถ่ายรูปมันก็เป็นตาวิเศษเลยจับภาพนั้นได้ นับเป็นการประหลาดที่ยากจะอธิบายด้วยเหตุผลธรรมดาๆได้ นอกจากนั้นยังได้เรียนถามหลวงปู่แก้วถึงการปลุกเสกพระกริ่ง๙แก้วเกสาโรนี้ต่อไปอีกว่า นอกจากเจริญธาตุเรียกอาการ๓๒แล้ว หลวงปู่ปลุกเสกอย่างไรอีกท่านบอกว่า ใช้วิชาอาคมที่ร่ำเรียนมาทั้งหมดบรรจุเข้าไปด้วยแล้วสวดบรรจุด้วยอำนาจพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ทุกบทที่ใช้อยู่สวดอยู่ รวมทั้งชินบัญชรคาถาที่กล่าวอัญเชิญอานุภาพของพระอรหันต์มาบรรจุลงด้วย เสร็จแล้วก็สวดบรรจุด้วยยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฏกทุกคืน ยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฏกนี้สำคัญมากกล่าวถึงพุทธานุภาพทุกอย่างตั้งแต่ โสดาปฏิมรรค โสดาปฏิผล ไปจนถึง อรหันต์มรรค อรหันต์ผล

สุดท้ายหลวงปู่แก้วท่านบอกว่าท่านเข้าสทาคามีผลเสกซึ่งทำให้คิดได้ว่า หลวงปู่แก้วอย่างน้อยท่านคงบรรลุคุณธรรมขั้นสทาคามีผลแน่ ท่านจึงเอาคุณธรรมที่ท่านบรรลุบรรจุเข้าไว้ในพระกริ่งชุดนี้ด้วยเพราะท่านเคยบอกว่า ท่านพิจารณาธาตุทั้ง๔ตามที่คุณพ่อสอน(หมายถึงหลวงปู่ทิม หลวงปู่แก้วแม้จะอายุอ่อนกว่าหลวงปู่ทิมเพียง๒ปีและเป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่ท่านเรียกหลวงปู่ทิมว่าท่านพ่อหรือคุณพ่อด้วยความเคารพทุกคำ)จนดับสุขดับทุกข์หมดแล้วจิตมันเฉยๆแม้ตาท่านจะมองไม่เห็น ก็ไม่เป็นทุกข์เวลาจะเบา (ปัสสาวะ)แม้จะเจ็บปวดทรมานมาหลายปีก็ไม่เป็นทุกข์ จิตมันเฉยๆท่านบอกว่าท่านนึกถึงทางนิพพานทุกลมหายใจเข้าออกไม่เคยลืม

นอกจากนั้นท่านยังเก่งในเรื่องอาถรรพณ์วิเศษ หลวงปู่แก้วท่านได้รับการถ่ายทอดจากหลวงปู่เคียงวัดไผ่ล้อม โดยต้องทำพิธีพลีดินพร้อมกับผงอังคารกลางดวงใจของคนตายวันเสาร์เผาวันอังคาร๙ศพ เมื่อได้ผงดินและเถ้าอังคารกลางดวงใจแล้วท่านต้องนำมาผสมกับว่าน๑๐๘พร้อมกับทำพิธีปลุกเสกจนสำเร็จ อธิษฐานได้ดังใจนึก ผงชนิดนี้ทำยากมากถ้าไม่มีวิชาแกร่งกล้าพอ คนทำจะถูกกระทำแทนผงอาถรรพ์นี้เมื่อหลวงปู่แก้วทำสำเร็จแล้วท่านจะเก็บไว้อย่างดี ผงอาถรรพ์วิเศษนี้เด่นทางด้านแคล้วคลาด คงกระพันชาตรีเป็น๑ที่ไม่รองใคร

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เรื่องนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

ข้อคิดท้ายเรื่อง ครูอาจารย์ท่านช่วยสั่งสอนให้ได้พิจารณาดูสิ่งของรอบตัวว่ามีต้นกำเนิดมาจากที่ใดให้ลองย้อนดูที่มาของต้นตอสิ่งนั้นๆจนถึงที่สุด “เรื่องนี้อาจจะทำได้ยากหน่อยนะครับอะไรที่เวลาเผาหรือฝังแล้วจะมีคนร้องไห้แล้วกลายเป็นเมฆกรองเป็นน้ำ ลองมองลึกไปถึงยุคนักรบโบราณดูครับ”เลย

ใส่ความเห็น