“หลวงพ่อชม วัดบางเดื่อ” โดนทหารลองดี

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ “หลวงพ่อชม วัดบางเดื่อ” โดนทหารลองดี นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

หลวงพ่อชม วัดบางเดื่อ บางปะหัน พระนครศรีอยุธยา  คนเฒ่าคนแก่แถวๆวัดบางเดื่อเล่าปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อชมให้ฟัง ผู้เขียนจึงนำมาเล่าต่อดังนี้ มีทหารกลุ่มหนึ่งเดินทางมาหาหลวงพ่อชมที่วัดบางเดื่อ(แต่งเครื่องแบบ) แต่ไม่เคยพบหลวงพ่อมาก่อนจึงไม่รู้ว่าท่านเป็นใครอยู่กุฏิไหน ทหารพากันเดินดุ่ยๆเข้าไปในวัดแล้วก็พบเข้ากับพระภิกษุรูปหนึ่งกำลังกวาดลานวัดอยู่ ทหารบอกกับพระรูปนั้นไปว่าจะมาหา“หลวงพ่อชม” พระรูปนั้นตอบว่า“ข้านี่แหละ หลวงพ่อชม” ทหารที่มากัน๔-๕คนจึงยกมือขึ้นไหว้ ทหารคนที่ท่าทางเหมือนหัวหน้าพูดกับหลวงพ่อว่า“หลวงพ่อครับ พวกเรามีของมาถวาย” พูดเสร็จก็ส่งของให้หลวงพ่อทันที

ถึงตอนนี้หลวงพ่อชมท่านรู้แล้วว่า “โดนเจ้าพวกทหารวัยคะนองลองของเข้าให้ เพราะของที่ว่าเป็นลูกระเบิดรุ่นM-๒๖”(ทหารเอามาหยอกหลวงพ่อโดยไม่ได้ดึงสลักออกแต่อย่างใด คือแบบว่าหากเอานี้ปาลงพื้นหรือขว้างใส่กำแพงก็ไม่สามารถระเบิดได้ นี่เป็นการเล่นแบบพิเรนทร์ๆของพวกทหาร) กลับมาที่ฝ่ายทหารกันบ้าง พวกทหารอยากจะดูว่า“พระอาจารย์ที่เขาลือกันว่าเก่งนักหนา พอตกอยู่ในสถานการณ์คับขันแบบนี้ท่านจะทำอย่างไร”(ตั้งใจมาลองของหลวงพ่อ) ทหารบางนายคิดอย่างขำๆเลยเถิดไปว่า“หลวงพ่อคงตกใจจนขวัญหนีดีฟ่อแล้วโยนทิ้งไปก่อนวิ่งหนีป่าราบ” บ้างก็คิดว่า“หลวงพ่อคงเขวี้ยงไปไกลๆด้วยความหวาดกลัว” คือแบบว่าคิดกันไปต่างๆ นาๆ อย่างสนุกสนาน แต่ทหารกลุ่มนี้คิดผิด

พอ“หลวงพ่อชม”รับลูกระเบิดมาแล้วท่านก็ยิ้มให้แล้วพูดกับทหารกลุ่มนั้นว่า “รับแล้วนะ ทีนี้ข้าจะให้ของพวกเอ็งบ้าง” ว่าเสร็จท่านก็ปาลงพื้นกลางวงทหารและทั้งๆที่รู้ว่า”ยังไม่ได้ถอดสลักออกอย่างไรก็ไม่ระเบิดแน่ๆ แต่ด้วยสัญชาตญาณทำให้ทหารกลุ่มนั้นแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง ทหารบางนายรีบวิ่งแล้วนอนราบเอามือกุมหัว ส่วนบางนายกระโดดพุ่งหลาวไปกับพื้นลูกรังข้างหน้าแล้วนอนทำตัวแบนราบให้ตกเป็นเป้าสะเก็ดระเบิดน้อยที่สุด สรุปว่าทหารทุกนายทำตามยุทธวิธีที่เล่าเรียนมา”(การณ์กลับตาลปัตร ทหารว่าจะมาลองดีกับหลวงพ่อแต่กลับโดนหลวงพ่อย้อนศรเข้าให้)

“พอลูกระเบิดกระทบพื้นก็ทำงานทันที แต่แทนที่ระเบิดจะส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหวแล้วแตกออกเป็นเสี่ยงๆ(ส่งสะเก็ดออกมา)กลับมีเสียงดัง“ฟู้ด” แล้วก็มีฝุ่นขี้เถ้าแตกกระจายกลายเป็นผุยผงฟุ้งกระจายไปถ้วนทั่ว”(ระเบิดไม่ได้แตก เพียงแต่ดินระเบิดเกิดฟู่ขึ้นมาเฉยๆ) และโดยที่ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ พอทหารเห็นปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อชมกันแบบจะจะคาตาเช่นนั้น ต่างก็พากันคลานเข่าเข้ามาหาหลวงพ่อแล้วหมอบกราบแทบเท้าน้ำหูน้ำตาไหล จากนั้นได้กราบขมาลาโทษและเอ่ยปากขอน้อมกายถวายตัวเป็นลูกศิษย์ท่าน หลวงพ่อชมพูดอย่างเมตตาว่า“ไม่เป็นไร พวกเจ้าอยากเห็นก็เลยแสดงให้ดู” นับจากนั้นเป็นต้นมาทหารกลุ่มนี้ได้กลายเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญที่คอยช่วยเหลืองานหลวงพ่ออย่างเต็มกำลังความสามารถ ว่ากันว่า“ทหารเหล่านี้เป็นทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์” เรื่องก็เป็นเช่นนี้แล  ..น้าเอก..

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น