“หลวงพ่อนก วัดสังกะสี” เสกเสือกระโดดจากบาตร

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

หากกล่าวถึง “หลวงพ่อนก ธัมมโชติ” อดีตเจ้าอาวาสวัดนาคราช (วัดสังกะสี) อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ศิษย์ของหลวงพ่อปาน ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิชาการทำเสือ ถึงขนาดที่ว่าหลวงพ่อปานทึ่งในความมานะอดทนฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ วันนี้ได้นำเรื่องราวของ หลวงพ่อนก ธัมมโชติ มาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

หลวงพ่อนก วัดสังกะสี ท่านเกิดเมื่อวันที่๒๙ธันวาคมพ.ศ.๒๓๙๒ปีระกา ตรงกับวันเสาร์ขึ้น๑๕ค่ำเดือน๒ บ้านเกิดอยู่ที่ตำบลลงบางกระเจ้าอำเภอนครเขื่อนขันธ์(ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอพระประแดง)จังหวัดสมุทรปราการ พ่อของท่านชื่อนายนวลแม่ชื่อนางเคลือบ แม่ของท่านเป็นคนบางบ่อเมื่อตอนท่านยังเด็กพ่อและแม่ได้นำท่านไปฝากเรียนหนังสือที่วัดกับพระอธิการโตวัดบางบ่อ เมื่ออายุครบ๑๕ปี พ่อและแม่ของท่านได้พาท่านไปบรรพชาบวชเป็นสามเณร ณ วัดกองแก้วตำบลบางยออำเภอนครเขื่อนขันธ์จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของนายนวลโดยมีพระครูวิบูลย์ธรรมคุตเป็นพระอุปัชฌาย์

ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัยหนังสือขอมหนังสือไทยจนอายุครบบวช ในขณะนั้นนายนวลพ่อของท่านได้เสี ยชีวิตลงแล้ว แม่ของท่านจึงได้พาท่านไปบวชพระที่บ้านคลองด่าน ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดบางเหี้ย (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็นวัดมงคลโคธาวาส) ตำบลคลองด่าน อำเภอบาง เหี้ย(ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็นบางบ่อ) จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีพระครูพิพัฒน์นิโรธกิจ หรือหลวงพ่อปานวัดบางเหี้ยเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ทองเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์เรือน (วัดบาง เหี้ย) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ท่านได้รับฉายาว่า “ธมฺมโชติ”

เมื่อบวชเป็นพระแล้วท่านก็ได้ศึกษาพระธรรมวินัยสมถะวิปัสสนากรรมฐานและพระเวทวิทยาคมต่างๆ จากหลวงพ่อปานผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ ด้วยความที่ท่านเป็นคนที่มีสติปัญญาดีมีไหวพริบไวเฉลียวฉลาดและมีความจำที่แม่นยำ ท่านจึงศึกษาเล่าเรียนความรู้และวิทยาคมต่างๆ จนแตกฉาน หลวงพ่อนกมีความอดทนเป็นเยี่ยมพยายามฝึกฝนอบรมตนเองให้เกิดพลังจิตแก่กล้าและติดตามหลวงพ่อปานออกธุดงค์ไปด้วยเป็นประจำ จนเกิดความเชี่ยวชาญและได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำคณะธุดงค์ เรื่องสมาธิเรื่องจิตนั้นท่านเคยได้ได้รับคำยกย่องจากหลวงพ่อปานว่า “พระนกนี้แม้จะเป็นพระหนุ่มแน่นบวชไม่กี่พรรษา แต่กำลังจิตกำลังใจนับว่ากล้าแข็งเหลือเกิน ภายภาคหน้าจะได้เป็นผู้นำหมู่คณะที่ดีต่อไป”

หลวงพ่อปานท่านได้สอนวิธีทำเขี้ยวเสือให้กับหลวงพ่อนกจนมีความชำนาญยิ่งและได้รับคำชมเชยจากหลวงพ่อปานว่า ทำได้ขลังและเหมือนท่านมากจริงๆ หลวงพ่อนกท่านสามารถปลุกเสกเขี้ยวเสือให้กระโดดออกมาจากบาตรได้ “เขี้ยวแกะเสือหลวงพ่อนกจึงได้มีชื่อเสียงเลื่องลือมากทำให้นักสะสมเครื่องรางทุกท่านอยากได้มาไว้เป็นเจ้าของบูชาคุณแทบจะทั้งสิ้น” เขี้ยวเสือหลวงพ่อนกบางทีหลวงพ่อปานท่านก็ให้หลวงพ่อนก ท่านจารอักขระเขี้ยวเสือให้ด้วย หลวงพ่อปานท่านไว้วางใจหลวงพ่อนกเป็นอย่างมาก ยกย่องให้หลวงพ่อนกเป็นศิษย์เอกของท่านเลยทีเดียว

ในบางครั้งหลวงพ่อนกก็ได้ปลีกตัวออกรุกข์มูลองค์เดียวหรือไปกับหมู่คณะเพียง๒-๓รูปบ้าง จนมาวันหนึ่งท่านได้เดินธุดงค์มาปักกลดอยู่ที่หมู่บ้านคลองพระยานาคราชตำบลบางพลีน้อยอำเภอบางบ่อจังหวัดสมุทรปราการ ได้มีขุนสำแดงเดชา ภรรยานามว่านางนุ่มได้เห็นจริยะของท่านจึงมีจิตศรัทธาถวายที่ดินให้สร้างวัด แล้วนิมนต์หลวงพ่อนกให้อยู่ดูแลวัดสังกะสีซึ่งท่านเมื่อได้ปรึกษาหลวงพ่อปานแล้ว ก็ได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดสังกะสีให้ตามคำอ้อนวอนของญาติโยมและได้มาทะนุบำรุงวัดให้เจริญรุ่งเรือง ในปี พ.ศ.๒๔๓๐ จนถึงวันที่มรณะภาพในวันพุธที่๒๑กันยายนพ.ศ.๒๔๗๕ตรงกับแรม๗ค่ำเดือน๑๐ปีวอก สิริรวมอายุได้ ๘๓ ปี

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่อราวตำนานเล่าขานสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น นำมาเผยแพร่บารมีครูบาอาจารย์เพื่อเป็นธรรมทานแก่ทุกท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรจัดพานครู หรือใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยว ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

ข้อคิดท้ายเรื่อง

รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นที่ลับของทุกๆคนมาตลอด

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่คนเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่เราอาบล้างของลับก็ไหลลงพื้นคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นเมฆตกมาเป็นฝนศพอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำสกปรกที่เกิดจากควันรถลมตดคนผายลมวันกี่คนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะ

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวอีกกันอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะนะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้ตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดทุกสิ่งดูล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์สักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไร

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

ทองของมีค่าขอให้ท่านลองดูวิธีร่อนทองเอาเถิดว่าเขาร่อนกันยังไงเอาไข่หรือจิมิแช่กวนๆมาให้เราใส่อยู่ทุกวันไม่เชื่อลองเปิดคลิปดูต้นตอของที่มาทุกสิ่้งดูได้วิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุด)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรืออยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมด

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินศพของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะได้กินศพคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชมากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่้น **เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิรา

ใส่ความเห็น