“หลวงพ่อปาน” โดนคนทำคุณไสย หวังจะฆ่าให้ตาย

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ “หลวงพ่อปาน” โดนคนทำคุณไสย หวังจะฆ่าให้ตาย นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

เมืองไทยของเราเป็นเมืองพุทธศาสนาที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนและมีศรัทธาในอริยสงฆ์หลายๆท่านซึ่งในจังหวัดอยุธยาก็มีพระที่มีชื่อเสียงและสร้างคุณงามความดี พัฒนาพุทธศาสนาให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบต่อมาในปัจจุบันนี้ เมื่อหลายสิบปีก่อน“หลวงพ่อปาน”ท่านก็มีชื่อเสียงโด่งดังในจังหวัดอยุธยาและทั่วภาคกลางท่านจะเก่งด้านการรักษาโรคภัยไข้เจ็บวิปัสสนากรรมฐานจนถึงอภิญญาสมาบัติมีปาฏิหาริย์เหนือโลก ย้อนหลังกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อนหลวงพ่อปาน โสนันโท แห่งวัดบางนมโคอำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ศิษย์เอกหลวงพ่อสุ่นวัดบางปลาหมอท่านมีชื่อเสียงโด่งดังทั้งในทางรักษาคนเจ็บคนไข้ ผีเข้า ผีห่อาละวาด ท่านก็ปราบได้ป้องกันได้ตามวิธีของท่าน

สำหรับเรื่องของฤทธิ์อภิญญาหลวงพ่อปานนั้นเรื่องนี้เล่าโดย“หลวงพ่อฤาษีลิงดำ”ผู้เป็นศิษย์หลวงพ่อปาน ได้เล่าว่า วันหนึ่งเวลาเย็นมีลาวคนหนึ่งเดินมาทางหลังวัดเข้ามาอาศัยนอนอยู่ในป่าช้าคือ มันมีกระท่อมเล็กๆอยู่หลังหนึ่งที่คนตายชื่อว่า ตาสุด เวลาตายแล้วเขาปลูกกระท่อมหลังนั้นเป็นที่เก็บศพแต่ว่าขณะนั้นศพเผาไปแล้ว แต่ว่ากระท่อมเขาไม่ได้รื้อเป็นที่อาศัยของพระเจริญสมณธรรม พระที่เจริญกรรมฐานไปอยู่ที่นั่นเวลากลางวันกลางคืนตามแต่อัธยาศัย ลาวก็มานอนอยู่ในที่นั้น จ้างเด็กตักนํ้าไปให้ถังละ ๑ สตางค์ เมื่อลาวมาพักอยู่ในตอนเย็นเมื่อถึงเวลาตีสอง หลวงพ่อปานลุกขึ้นเรียกฉัน ฉันนอนอยู่ใกล้ๆบอกให้ไปตามพระมาให้หมดถึงตีสองแล้ว ฉันก็ไปตามพระมาไม่รู้ท่านประสงค์อะไรก็บอกว่า เมื่อพระมาครบถ้วนแล้ว

ท่านก็บอกว่า”ดูอะไรนี่”ฉันมองเห็นตะขาบตัวเท่าแขนฉันขดกลมอยู่หน้าเตียงของท่าน ก็ถามว่าอะไรครับหลวงพ่อ ท่านบอกนี่แหละ”คุณคน” ถามว่า”ตะขาบเป็นคุณคนได้หรือครับ ตะขาบทำไมตัวโต” ท่านบอกว่า”เป็นตะขาบวิชา ไอ้ลาวคนนั้นมันทำฉัน มันจะฆ่าฉัน” พอท่านบอกเท่านั้น พระหนุ่มๆก็ทำท่าฮึดฮัดจะไปเล่นงานลาว ท่านบอกว่า “ไม่ต้อง กรรมของเขาให้เขารับไป อย่าไปทำเขาถ้าทำแล้วมันบาป” ท่านบอกว่า”ตะขาบตัวนี้เขาเสกมาให้กัดฉันถ้ามันกัดฉันได้ละก็ฉันตาย แก้ไม่ทันหรอกมั้ง พวกแกนี่แก้ไม่ได้ไม่มีใครมีความรู้แก้ก็ไม่ทัน แต่ว่าบังเอิญฉันตื่นขึ้นมาก่อนเห็นตะขาบมันวิ่งมาด้วยความไว ฉันก็เลยใช้หวายขีดเส้นสะกัดมันก็หยุดอยู่แค่เส้นที่ฉันขีด แล้วฉันก็เอาหวายวนๆมันก็ขดไปตามหวายที่ฉันวง”

ท่านบอกว่า”เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะของๆใครก็ให้เขานะ เราไม่รับเราไม่ได้ทำมานี่ แต่เมื่อเขาทำมาเราก็คืนให้เขา มันจะเป็นอะไรก็เป็นเรื่องของเขา เราไม่ได้ตั้งใจให้เขาตาย” จากนั้นท่านก็เอาหวายขีดวงย้อนกลับคือคลายตัว ตะขาบก็คลายไปตามเส้นที่ท่านขีดเมื่อตะขาบตั้งตัวตรงคือคลายเป็นตัวตรงแล้ว ท่านก็เอาหวายเคาะกระดานข้างหลังตรงๆแต่ห่างๆ ตะขาบ๓ครั้ง ตะขาบก็หายปั๊บไปทันตาในพริบตาเดียว ไม่รู้ว่าตะขาบไปอย่างไรทั้งๆ กุฏิก็มีข้างฝาปิดหน้าต่างประตูหมด แต่ตะขาบหายออกไปอย่างไรไม่มีใครรู้ เมื่อตะขาบหายไปแล้ว ท่านก็สั่งว่า”รีบไป” ถามว่า”รีบไปไหนครับ” ท่านบอกว่า “พวกเธอรีบไปที่ลาวนั่นหามมันมาหาฉันประเดี๋ยวมันจะตายเสียมันจะแก้ไม่ทัน ของๆมันเล่นงานมันเสียแล้ว”

พระทั้งวัดก็เฮโลไปที่ลาวที่ไหนได้เจ้าลาวคนนั้นนอนร้องครวญครางฮือฮาบวมทั้งตัว พวกเราก็รีบหามมาหาท่าน ท่านก็ปล่อยให้ยังบวมอยู่อย่างนั้น ยังปวดอยู่อย่างนั้น แล้วท่านก็สอบสวนว่า “ตะขาบเธอทำมาใช่ไหม” ทีแรกเขาไม่รับ ท่านบอก “ถ้าไม่รับก็ตายเสียเถอะ เป็นของของเธอ ไม่ใช่ของของฉัน” ไอ้เจ้าลาวคนนั้นทนไม่ไหวก็บอกรับว่า”ทำ” ถามว่า”ทำทำไม” ลาวก็บอก”จะฆ่าท่าน” ถามว่า”จะฆ่าฉันทำไม” บอก”จะฆ่าให้ตาย เพราะว่าทำมาทีไรก็แก้ได้ทุกที” ผลที่สุดท่านก็บอกว่า”ถ้าหากเธอไม่ฆ่าฉันฉันจะไม่ตายเหรอ ฉันก็ต้องตายเหมือนกันเธอจะฆ่าฉันให้มันบาปทำไม” ในที่สุดลาวก็ขอให้ท่านแก้ให้ท่านรักษาให้หาย ท่านก็บอกรักษาให้หายได้แต่เธอต้องให้สัญญาก่อนว่า “หายแล้วเธอจะบวชและเมื่อบวชแล้วเธอจะละวิชาความรู้นี้ทั้งหมดไม่ทำต่อไป ถ้าเธอให้สัญญากับฉันฉันจะรักษาถ้าเธอไม่ให้สัญญากับฉันฉันจะไม่รักษา”

เจ้าลาวคนนั้นดื้อแพ่งอยู่พักหนึ่งแต่ในที่สุดก็ทนความเจ็บปวดไม่ไหวก็ยอมรับ เมื่อยอมรับท่านก็นำนํ้ามาขันหนึ่งมาทำเป็นนํ้ามนต์เอามาพรมๆแล้วให้ลาวคนนั้นดื่มพอดื่มเข้าไปประเดี๋ยวเขาก็หาย ชักจะหายปวดบรรเทาปวดลงไปแล้วก็บอกว่า”ชักจะปวดอุจจาระ”ท่านก็บอกว่า”ให้ไปถ่ายอุจจาระที่กลางนอกชาน ให้ถ่ายร่องให้มันค้างดินอยู่”เราก็ไม่เข้าใจถามว่า”หลวงพ่อทำไมทำอย่างนั้นละครับ มันสกปรก” ท่านบอก”ไม่เป็นไร ประเดี๋ยวเธอจะเห็นของดี” ไอ้ของที่ออกมาไม่ใช่อุจจาระเป็นไอ้ตะขาบตัวเมื่อกี้” ผลที่สุดก็เป็นความจริงเมื่อเขาถ่ายอุจจาระมาแล้ว ท่านก็บอกว่าให้เอาไฟไปส่องดูก็ปรากฏว่าเป็นโซ่เส้นเล็กๆผูกลวดหนามไว้เต็มเอาลวดหนามพันเข้าไว้ นี่ตะขาบเขาทำด้วยโซ่พันไปด้วยลวดหนาม ในเมื่อเข้าไปในตัวแล้วมันก็บาดลำไส้ พุง อวัยวะต่างๆ

ท่านบอกว่า ของอย่างนี้เมื่อเข้าไปอยู่ในตัวแล้วมันจะทำอันตรายเต็มที่เพราะเขาทำเต็มที่ ถ้ามันขยายตัวเต็มที่เมื่อไหร่อวัยวะภายในก็จะขาดเพราะมันทนต่อความถ่วงของเหล็กหรือว่าทนต่อลวดหนามไม่ไหว ก็เป็นอันว่าลาวคนนั้นก็ยอมรับก็บวช เมื่อหายดีเรียบร้อยแล้วท่านก็ไปนิมนต์พระครูรัตนาภิรมย์มาเป็นอุปัชฌาย์บวชให้และลาวคนนั้นก็เลิกจากการปฏิบัติอย่างนั้นเพราะอาศัยที่เขาฝึกอย่างนั้นมีสมาธิสูงอยู่แล้ว เมื่อเวลาเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาหลวงพ่อปานก็สอนให้เจริญพระกรรมฐาน รู้สึกว่าเขาทำได้ดีมากทำได้รวดเร็วมาก จนกระทั่งได้อภิญญาพรรษาเดียวนะเขาได้อภิญญา ๕ แต่ยังเป็นฌานโลกีย์ ทำอะไรต่ออะไรได้หมดทุกอย่าง เมื่อเขาทำได้แล้วฉันเองก็เข้าไปถามเขาว่า

“เสียดายความรู้เดิมไหม”เขาบอกไม่เสียดาย แต่ว่าเสียดายเวลาเวลาที่ไปฝึกฝนความรู้เดิมที่มันเป็นทางของบาปและอกุศล ทำตนให้ตกไปในอบายภูมิ ถ้ารู้ว่าวิชาอย่างนี้มีเขาศึกษาเสียนานแล้ว แล้วเขาก็ได้อภิญญานานแล้ว เมื่อออกพรรษาเขาก็ขอลากลับ เพราะบ้านเขาอยู่จังหวัดอุบลราชธานีเขาบอกว่าเขาจะไปสอนลูกศิษย์ลูกหาเขาปฏิบัติตามนี้บ้างและก็เพื่อนของเขาอีกหลายคนที่ยังใช้วิชาความรู้เดิมรับจ้างทำคนให้ตาย รับจ้างทำคนให้ป่วยไข้ไม่สบาย เขาจะไปโปรดพวกนั้นให้เลิกละจากกรรมประเภทนั้น ให้กลับมาประพฤติปฏิบัติในสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ก่อนที่เขาจะไปหลวงพ่อปานได้เรียกมาฝึกวิปัสสนาญาณ ๓ เดือน เมื่อท่านพอใจแล้วท่านก็ส่งไปก็ปรากฏว่าพระองค์นั้นเป็นพระอภิญญาและมีวิปัสสนาญาณพอสมควร เมื่อไปจังหวัดอุบลราชธานีก็ได้ไปสอนลูกศิษย์ลูกหาให้ได้อภิญญาสมาบัติกันมากมาย

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

เมื่อถึงเวลาที่หลวงพ่อปานไหว้ครูวันเสาร์๕เดือนไหนก็ตามถ้าข้างขึ้น๕คํ่าตรงกับวันเสาร์หรือวันเสาร์๕ หลวงพ่อปานท่านต้องไหว้ครูท่านเขาก็พาลูกศิษย์ลูกหาของเขาสมัยนั้นไอ้รถเรือมันก็ไม่ค่อยจะมีต้องเดินกันมาในระยะทางไกล จนกว่าจะถึงทางรถไฟรถยนต์ รถยนต์ก็หายากก็มีรถไฟเป็นส่วนมาก ต้องใช้เวลาตั้งเดือนถึงจะมาถึงสำนักของอาจารย์ได้ เขาก็อุตส่าห์มากันมากันในวันไหว้ครู รู้สึกมากันคราวละมากๆลูกศิษย์ของเขามีกี่คนเขาต้องพามาจนหมด เรียกว่าทุกคนต้องเก็บหอมรอมริบไว้เพื่อวันเสาร์๕เมื่อถึงวันเสาร์๕ ก็ต้องไหว้ครูตามที่ครูบาอาจารย์กำหนดไว้ นี่รู้สึกว่าเคร่งครัดมากเป็นอันว่า วิชาหมอของท่านที่ท่านเรียนมานี่เป็นประโยชน์มาก นอกจากจะรักษาคนไข้ให้หายแล้วยังได้ลูกศิษย์ลูกหาที่ดีๆสำเร็จอภิญญาสมาบัติก็มากและเป็นนายช่างเป็นอะไรต่ออะไรก็มี

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

 

Leave a Reply