“หลวงพ่อพริ้ง ถาวโร” เกจิสายคงกระพัน แม้เข็มสักปลายแหลมคมก็ไม่สามารถทะลุผ่านผิวหนังได้

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ หลวงพ่อพริ้ง ถาวโร วัดช้างเผือก เกจิสายคงกระพัน แม้เข็มสักปลายแหลมคมก็ไม่สามารถทะลุผ่านผิวหนังของท่านได้ นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

หากกล่าวถึงหลวงพ่อพริ้ง ถาวโร วัดช้างเผือกท่านเป็นเกจิอาจารย์แห่งเมืองชัยนาทอีกองค์หนึ่งที่คนชัยนาทให้ความเคารพมาก ท่านเป็นศิษย์ปรมาจารย์ใหญ่ถึงสองจังหวัด โดยท่านเป็นศิษย์เรียนอาคมกับหลวงปู่ศุขวัดมะขามเฒ่าตั้งแต่ยังเล็กๆ ต่อมาหลวงปู่ศุขมรณะภาพแล้วท่านก็ไปเรียนกับครูบาอาจารย์อีกหลายท่านจนตอนหลังเกิดร้อนวิชากระทั่งอยู่บ้านยังอยู่ไม่ได้ต้องเตลิดเปิดเปิงเข้าไปอยู่ป่า ท่านได้เดินทางไปหาคนแก้ให้ตั้งหลายคนแต่ไม่มีแก้ให้ท่านได้

ต่อมาท่านได้ยินถึงชื่อหลวงพ่อเดิมจึงเดินทางไปหาที่วัดหนองโพ หลวงพ่อเดิมได้แก้ความร้อนวิชาจนสงบระงับ ท่านจึงเกิดความเลื่อมใสเคารพในตัวหลวงพ่อเดิมมาก ท่านจึงขอบวชกับหลวงพ่อเดิมจนได้เป็นศิษย์ที่ใกล้ชิดหลวงพ่อเดิม อยู่อุปฐากหลวงพ่อเดิมจนกระทั่งท่านมรณะภาพ จากนั้นท่านจึงออกธุดงค์จนตอนหลังมาอยู่วัดช้างเผือก ตัวหลวงพ่อพริ้งนั้นนับว่าอยู่ยงคงกระพันยิ่งนัก สำนักสักที่ดังๆมักถูกท่านลอง ท่านแกล้งไปหาและขอให้สักให้ท่านหน่อย ปรากฎว่าเข็มสักอันแหลมคมแทงหนังท่านไม่เข้า จนอ.สักบางท่านถึงกับมาขอเป็นลูกศิษย์ท่าน

หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ

วัตถุมงคลของท่านที่โด่งดังนักคงเรื่องมหาอุด เรื่องนี้เกิดตอนท่านไปแจกวัตถุมงคลที่ประเทศลาวด้วยความกระเดื่องในเรื่องฤทธิ์ของท่านนี้เป็นที่เชื่อถือกันมากในแวดวงทหารตำรวจ ถึงขนาดที่ว่านายทหารยศระดับนายพลท่านหนึ่งของประเทศลาวเคยอาราธนานิมนต์ท่านไปยังประเทศของตน หลวงพ่อพระครูศักดิ์ วัดบ่อแร่ เล่าให้ฟังว่าการข้ามไปฝั่งลาวในคราวนั้นสร้างชื่อเสียงให้แก่ท่านเป็นอย่างมาก เหตุเพราะนายพลท่านนั้นทำการทดลองอานุภาพตะกรุดของหลวงพ่อโดยเอาตะกรุดทั้งเส้นพันเข้ากับลูกระเบิดแล้วถอดสลักขว้างออกไป ผลปรากฎว่าระเบิดมือที่มีอานุภาพในการทำลายล้างสูงกลายเป็นลูกน้อยหน่าไปโดยฉับพลัน เมื่อกลไกของลูกระเบิดไม่ทำงาน ลูกระเบิดไม่ดังแต่หลวงพ่อดังยิ่งกว่า พระมหาเปรียญของประเทศลาวที่อยู่ในเหตุการณ์ในขณะนั้นถึงกับขอติดตามท่านมายังเมืองไทยเพื่อศึกษาวิชาจากท่าน

ในสมัยนั้นอาจารย์สักยันต์ที่ไหนดังๆท่านมักจะไปลองเสมอ สุดท้ายอาจารย์สักเหล่านั้นก็ต้องยอมสิโรราบต่อหลวงพ่อถึงกับขอเป็นศิษย์บ้างก็มี เหตุเพราะไม่ว่าจะแทงเข็มสักอย่างไรปลายเข็มอันแหลมคมก็ไม่สามารถทะลุผ่านผิวหนังของท่านไปได้ หลวงพ่อพระครูศักดิ์วัดบ่อแร่เล่าว่าสมัยที่หลวงพ่อพริ้งท่านมาจำวัดที่บ่อแร่ท่านเคยแสดงวิชาชักสังวาลย์ให้ดู คาถาของท่านจะออกเสียงเป็นภาษาแขก เมื่อท่านบริกรรมคาถาขนตามเนื้อตามตัวของท่านจะลุกซู่ชูชันอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่หมาวัดที่ได้กินข้าวก้นบาตรของท่านก็ยังยิงไม่เข้า เรื่องหมาวัดหนังเหนียวนี้ชาวบ้านหนองไม้แก่นรู้กันดีเพราะได้เคยไล่ยิงกันมาแล้ว แต่ทั้งนั้นก็ด้วยไม่รู้ว่าเป็นหมาของหลวงพ่อนั่นเอง ส่วนทางด้านลาภลอยเล่าลือกันว่าหลวงพ่อก็ฉมังนักในการให้หวย วิธีการให้ของท่านมักจะเป็นการบอกตัวเลขแบบตรงๆเลยไม่ต้องอ้อมค้อมหรือบอกใบ้เป็นนัยๆแบบคณาจารย์ท่านอื่นๆ

หลวงพ่อพริ้ง ถาวโร

ท่ามกลางดงเสือดงจระเข้ในแถบบ้านป่าผาดอนอย่างบ้านโพธิ์ทองในสมัยก่อนนั้น ถ้าหากพระสงฆ์องค์เจ้าที่มาอยู่ไม่แน่จริงเป็นอันต้องเผ่นแนบเป็นแน่แท้ แม้แต่หลวงพ่อตอนที่ท่านมาอยู่วัดช้างเผือกใหม่ๆก็ยังไม่วายที่จะถูกลองดี คงจะเป็นพวกเสือในแถบนั้นมันคงคิดจะลองวิชาท่าน ท่านเล่าให้ผู้ใหญ่วนฟังว่า“เมื่อคืนสงสัยมีคนมาแอบยิงข้าว่ะเสียงดังเปรี๊ยะๆข้าก็เอาไฟฉายส่องมันก็วิ่งแน่บไป” ถือว่าหลวงพ่อท่านผ่านด่านแรกไปได้อย่างสบายๆ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องปืนผาหน้าไม้เท่านั้น ในด้านความอยู่ยงคงกระพันก็เช่นกันเชื่อกันว่าหลวงพ่อสำเร็จวิชาคงกระพันขั้นสูงเลยทีเดียว เพราะทุกครั้งที่ท่านป่วยไม่ว่าใครก็ไม่สามารถทิ่มเข็มให้ทะลุผิวหนังของท่านได้นอกจากท่านจะฉีดของท่านเอง แม้แต่เส้นผมหนวดเคราท่านก็อยู่คงต่อคมมีดโกนด้วยเช่นกันทุกวันปลงท่านจะต้องทำการปลงผมของท่านเองทุกครั้ง หลวงพ่อพริ้ง ถาวโรวัดช้างเผือก ท่านมรณภาพอย่างสงบเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๒๒ รวมศิริอายุได้ ๗๗ ปี

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

One comment

Leave a Reply