“หลวงพ่อสด” สอนวิชาพระธรรมกายให้ “ตาอิน เทวดา”

หากกล่าวถึงพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของไทยก็มีอยู่หลายท่านไม่ว่าจะเป็นสมัยก่อนและปัจจุบัน ความศรัทธาความเชื่อของแต่ละบุคคลนั้นๆที่นับถือ วันนี้ได้นำเรื่องราวของ “หลวงพ่อสด” หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ สอนวิชาพระธรรมกายให้ชายชราขอทาน”ตาอิน เทวดา” มาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

ในสมัยก่อนก่อนปีสองพันห้าร้อยจะมีพวกนักสิทธิ์ที่เก่งกล้าในวิทยาคมมากและจะทำตัวเหมือนคนสติไม่ดี ตระเวณไปทั่ว แต่เมื่อจำเป็นจะแสดงฤทธิ์อันอัศจรรย์ขึ้นมาเหมือนหลวงพ่ออิน เทวดา เมื่อตอนเป็นฆราวาสก็แต่งตัวกระเร้อกระรัง แต่ทั้งด้านพลังจิตการแสดงฤทธิ์ของท่านเป็นที่เลื่องลือของคนพระประแดง ในสมัยที่หลวงพ่อสด จนทฺสโรหรือพระมงคลเทพมุนีหลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ มีชื่อเสียงและกิตติคุณไพศาลยิ่ง ด้วยเป็นผู้ค้นพบวิชาพระธรรมกายและได้เผยแผ่วิชานี้ จนมีพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา พากันมาขอเรียนวิชาธรรมกายปราบมารนี้จนแน่นขนัดบริเวณวัดทุกเมื่อเชื่อวัน

อีกทั้งมีศิษย์ที่เป็นโยมอุปฐากวัด ทั้งที่เป็นข้าราชการระดับสูง ทั้งขุนทหาร ตำรวจ และข้าราชการศาลยุติธรรม เจ้าสัว มหาเศรษฐี ตลอดจนผู้มีหน้ามีตาในวงสังคมชั้นสูงอีกจำนวนมากมากราบฝากตัวเป็นศิษย์วัดปากน้ำ ณ เวลานั้นจึงคราคร่ำแน่นเนืองไปด้วยผู้คนราวกับวัดมีงานรื่นเริงอยู่ตลอดเวลา วันหนึ่งเมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำฉันเพลเสร็จและบอกกรรมฐานให้กับผู้ต้องการขึ้นวิชาธรรมกายปราบมารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่ท่านรับแขกคือ สงเคราะห์ญาติโยม เมื่อหลวงพ่อท่านนั่งอยู่ ณ ที่ใดที่นั้นย่อมเต็มไปด้วยผู้คน ทั้งที่เป็นโยมวัด โยมอุปฐาก แขกผู้มาเยือน ตลอดจนชาวบ้าน พากันเบียดเสียดเพื่อรอชมบารมีท่านไม่ห่างตา

ที่เชิงบันไดขึ้นศาลาใหญ่ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำนั่งรับแขกอยู่นั้น มีชายชราผู้หนึ่งเนื้อตัวสกปรกมอมแมมผมเผ้ารุงรังใส่หมวกผ้าใบเก่า เสื้อผ้าล้วนแล้วแต่นุ่งห่มด้วยเสื้อผ้าขาดๆปะปุรอบตัวปากแดงด้วยเลอะคราบหมาก ลักษณะท่าทางเสื้อผ้าเหมือนขอทานไม่มีผิดเพี้ยน กำลังแหวกคนขอทางเพื่อขึ้นไปกราบหลวงพ่อวัดปากน้ำ เมื่อชายขอทานเดินผ่านหน้าใคร หญิงชาย คนชรา รวมทั้งเด็กเล็ก เด็กโต ต่างพากันรีบหลีกเป็นช่องให้ เพราะรังเกียจและกลัวความสกปรกจะมาพาลติดตัว

แต่แปลกที่ชายชราขอทานผู้นี้กลับไม่มีกลิ่นตัวเหม็นสาบเหม็นสางเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าชายชราอิ่มเอิบ ยิ้มย่องผ่องใสแววตาฉายแววประหลาดลึกซึ้ง ชายหนุ่มหลายคนที่ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยรีบกางมือห้ามไม่ให้ขึ้นไปบนศาลา “คนบ้า ไปเสียให้พ้น ๆ” บ้างก็ว่า “ถ้าปล่อยให้เข้าพบหลวงพ่อ แล้วเกิดคุ้มคลั่ง จะว่าอย่างไร ไม่น่าไว้ใจ” แต่ชายชรากลับแสดงอาการนอบน้อมยกมือไหว้ ขอเข้าพบหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลายคนชี้ชวนกันดูพลางพูดว่า ดูซิ บารมีของหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ท่านดีจริง แม้แต่คนบ้าก็ยังดั้นด้นมากราบท่านเลย คนแก่หลายคนสงสารขอให้เจ้าหน้าที่วัดช่วยหลีกทางให้ชายขอทานนี้ได้พบหลวงพ่อวัดปากน้ำสมดังความตั้งใจด้วย

สายตาของทุกคู่บนศาลาการเปรียญวัดปากน้ำภาษีเจริญวันนั้น พากันจ้องมองชายขอทานคนนี้เป็นตาเดียว มีแต่หลวงพ่อสดวัดปากน้ำเท่านั้นที่ยิ้มที่มุมปาก เมื่อชายขอทานชรามาอยู่ตรงหน้าหลวงพ่อสดวัดปากน้ำแล้วก็ก้มลงกราบงามๆ ๓ ที พอเงยหน้าขึ้นก็บอกกับหลวงพ่อว่า “ผมชื่ออินจะมาขอเรียนวิชาธรรมกายด้วยคน” หลวงพ่อวัดปากน้ำรินน้ำชาส่งให้ พร้อมกับบอกว่า “อินเอ๊ยจะมัวซ่อนร่างอยู่ทำไม จงทำร่างให้ปรากฏตามความจริงให้ถูกต้องเสียเถิด คนเขาจะได้รู้ตามความเป็นจริงเสียที” ตาอินอมยิ้มสอบถามหลวงพ่อสด ถึงวิชาธรรมกายซึ่งท่านก็ตอบข้อสงสัยให้จนเสร็จสิ้น

ถ้าใครเคยฝึกวิชาธรรมกายชั้นสูงก็จะรู้ว่า คำถามของขอทานอินกับคำตอบของหลวงพ่อสดนั้นล้วนแล้วแต่เป็นข้ออรรถข้อธรรมในวิปัสสนาชั้นสูงทั้งสิ้น แสดงให้เห็นถึงภูมิรู้ของผู้ถามและแสดงให้เห็นภูมิธรรมของผู้ตอบ อย่างชัดเจนที่สุดว่าต่างก็เป็นนักวิปัสสนาชั้นยอดด้วยกันทั้งคู่ บ่ายคล้อยตาอินเสร็จสิ้นคำถาม ได้กราบลาหลวงพ่อสดกลับบ้านที่พระประแดง ตอนนั้นศิษย์รุ่นเก่าที่เข้าถึงธรรมกายของหลวงพ่อสดพากันยกมือไหว้คุณตาอินกันทุกคน

และถ้าจะมีใครเดินตามขอทานอินหรือตาอินหรือคุณตาอินไปเพื่อซักถามประวัติ ความสนใจในวิปัสสนาและอภิญญาจิตของตาอินแล้วละก็เขาก็จะได้รู้ว่า ตาอินผู้นี้อีกไม่ช้าไม่นานก็จะมีคนรู้จักในนาม หลวงพ่ออิน เทวดา หรือหลวงพ่ออิน ตาทิพย์แห่งวัดใหม่ตาอินทร์หรือวัดราษฎร์รังสรรค์ ต.บางกระเจ้า อ.พระปะแดง จังหวัดสมุทรปราการ ผู้ที่มรณภาพแล้วร่างกายไม่เน่าไม่เปื่อยและเป็นพระอภิญญาจารย์ ผู้มีฤทธิ์ ดุจพระอรหันต์จี้กงนั่นเอง

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply