“หลวงพ่อเคลือบ” กำราบ “สมิงสาว”พร้อมพระคาถาสยบหญิง

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ…

เรื่องราวของหลวงพ่อเคลือบ วัดหนองกระดี่ผจญกับเสือสมิงในป่าลึกระหว่างรุกขมูลอยู่นั้น เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ท่านได้เล่าให้นายวิเชียร จีนนาฎ ผู้เป็นหลานชายและศิษย์ใกล้ชิดอีกหลายๆท่านฟัง มีปรากฏอยู่ในหนังสือชีวประวัติหน้าที่ ๔ บันทึกโดยพระอาจารย์สมปอง นันทฺสาโร อดีตเจ้าอาวาสรูปที่ ๔ ของวัดหนองกระดี่เก่าความว่า

คืนหนึ่งเป็นเวลาดึกสงัด ขณะตัวท่านนั่งทำภาวนาอยู่นั้นเองปรากฏว่ามีหญิงสาวหน้าตาดีผิวพรรณสะอาดสะอ้านเรียบร้อยดูไม่เหมือนสาวชาวป่าทั่วไปเข้ามาหาบอกท่านว่า แม่กำลังป่วยหนักขอให้หลวงพ่อช่วยไปรักษาให้ที ตัวท่านนั่งเพ่งพิจารณาดูอยู่ครู่หนึ่งก็ทราบว่าเป็นเสือสมิงแปลงมา ท่านจึงล้วงลงไปในย่ามหยิบได้ว่านยาหัวหนึ่ง แล้วบอกกับโยมผู้นั้นไปว่า “โยมเอายานี้ไปต้มกินก็แล้วกัน”

ทันทีที่ท่านโยนว่านยาหัวนั้นตกถึงพื้น ร่างของหญิงสาวผู้นั้นได้กลายเป็นเสือทันทีและหมายกระโจนเข้าใส่หลวงพ่อ หลวงพ่อจึงหยิบเอาก้อนดินตรงหน้าเสกแล้วโยนใส่ไปทันที เสือตัวนั้นหายเข้าไปในความมืดแล้วไม่ปรากฏออกมาให้เห็นอีกเลย ท่านเกิดความสังเวชใจจึงได้แผ่เมตตาไปให้

หลวงพ่อท่านเคยกล่าวกับนายวิเชียร (ปัจจุบันถึงแก่กรรมแล้วในวัย ๘๘ ปี) เอาไว้อย่างน่าคิดว่า “ดิรัจฉานวิชา เป็นของมีอยู่จริง เป็นของขวางของเสื่อมหาประโยชน์ไม่ได้” เมื่อนายวิเชียรพูดขอคาถาจากท่าน ท่านก็ถามว่า “จะเอาอะไร” นายวิเชียรตอบท่านว่า “ขอคงกระพัน” ท่านบอกว่า “เอารื้อเรื่องเจ็บตัวทั้งนั้นเอาเมตตาดีกว่า” ก็รับว่าเอา ท่านจึงเรียกให้เข้ามาใกล้ๆแล้วใช้มือลูบศีรษะสอนว่า “ภาวนาสิลูก ภาวนานั่นล่ะต้นทางมรรคทางผลทางนิพพาน”

แล้วท่านก็ท่องนำว่า “เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง(กรณียเมตตสูตร)” เรื่อยไปกระทั่งจบ (ปู่พยอม ไทยขำ บ้านเขาผาลาด อดีตเจ้าอาวาสวัดดงแขวน เล่าว่า ท่านบอกให้หมั่นเจริญกรณียเมตตสูตรบทนี้เหมือนกัน อย่าทิ้ง : สัมภาษณ์เมื่อ ๒๘ พ.ย. ๒๕๕๘) เมื่อนายวิเชียรอ้าปากจะขอคาถาคงกระพันอีก ท่านได้เอนตัวลงนอนทันทีและไม่ได้พูดอะไรต่อไป จึงไม่ได้เซ้าซี้ท่าน มาได้เอาวันถัดมาระหว่างบีบนวดให้ด้วยคำภาวนาสั้นๆว่า “นะ อุด โม อุด อุดทั้งรูขี้และรูขน

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เผยแพร่บารมีครูบาอาจารย์เพื่อเป็นธรรมทาน เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ศิษย์มีครู

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผา

กลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก
ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด
คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้
บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น
ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอียน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน
ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝน

ศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)
#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply