“หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ” กับเส้นทางการเรียนไสยศาสตร์

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ “หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ” กับเส้นทางการเรียนไสยศาสตร์ นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

หลวงพ่อเปิ่นพื้นเพท่านเป็นคนวัดบางพระ สมัยเป็นเด็กก็วิ่งเล่นเข้าออกวัดบางพระ สมัยก่อนพอมีญาติมาบวชพวกเด็กๆก็จะมาเป็นลูกศิษย์พระ เพราะสมัยก่อนพวกขนมนมเนยใครจะได้กินต้องมาเป็นลูกศิษย์วัด หลวงพ่อเปิ่นจึงมีความสนิทสนมผูกพันธ์กับวัดบางพระตั้งแต่เล็กๆ

หลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก

แต่พอเป็นวัยรุ่นพ่อแม่ของท่านได้มาทำนาที่สุพรรณ ด้วยความที่ชอบไสยศาสตร์จึงได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก ซึ่งหลวงพ่อแดงจะขึ้นชื่อลือชานักเรื่องเหนียวเรื่องคง ตัวหลวงพ่อแดงท่านจะเชื่อมั่นในของท่านมาก ตอนที่สุรพล สมบัติเจริญโดนยิงเสียชีวิต คนไปร่ำลือว่าของท่านคงจะไม่ดีจริง เพราะสุรพลเป็นศิษย์ของท่าน เมื่อคนเล่าลือไปถึงหูท่านท่านถึงกลับประกาศออกมาว่า ถ้าวันที่สุรพลโดนยิงแล้วแขวนพระของท่านท่านจะสึกทันที ก็มีคนไปสืบเสาะจริงว่าวันที่โดนยิงแขวนพระอะไรบ้าง เลยทราบมาว่าแขวนเป็นพวงเลยแต่ไม่มีพระหลวงพ่อแดงสักองค์ ตัวหลวงพ่อเปิ่นเมื่อเป็นวัยรุ่นท่านเป็นคนจริงเป็นคนสู้คนจึงหลีกไม่พ้นที่จะต้องเรื่องตีรันฟันแทง แต่ขอโทษทีมีดไม้ศาสตราวุธต่างๆไม่เคยระคายผิวหนังท่านได้เรียกว่าท่านเหนียวตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น

หลวงปู่หิ่ม วัดบางพระ

เมื่ออายุครบบวชบ้านท่านได้ย้ายกลับมาที่วัดบางพระท่านจึงได้อุปสมบทที่วัดบางพระ ได้ร่ำเรียนวิชาสักยันต์อันลือลั่นของวัดบางพระ ท่านอยู่ปฏิบัติหลวงปู่หิ่มอยู่สี่ปีหลวงปู่หิ่มก็ถึงกาลมรณะภาพ หลวงพ่อเปิ่น จึงขออนุญาตหลวงพ่อทองอยู่ออกธุดงค์วัตรซึ่งหลวงพ่อทองอยู่ก็อนุโมทนา อนุญาตให้ไป

หลวงพ่อโอภาสี อาศรมบางมด

หลวงพ่อเปิ่นจึงเดินทางไปหาหลวงพ่อโอภาสีที่อาศรมบางมดและที่นี่หลวงพ่อเปิ่นท่านจึงสำเร็จกษิณไฟ และข้อปฏิบัติอื่นๆอีกมาก เคยมีคนไปถามหลวงพ่อเปิ่นว่ากษิณไฟเป็นอย่างไรท่านบอกให้แบมือมา พอเจ้าคนนั้นแบมือมาท่านหย่อนเหรียญของท่านลงไปที่มือ เจ้าคนนั้นสะบัดมือเหรียญกระเด็นออกไปท่วงท่าที่สะบัดเหมือนโดนหย่อนด้วยของร้อน ขนาดสะบัดมือเร็วมือยังแดงเกือบพอง

หลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย

หลังจากนั้นได้ธุดงค์ไปทางเหนือหลวงพ่อว่าได้วิชามาเยอะแต่ไม่ได้บอกว่าเรียนกับใครมาบ้าง หลังจากนั้นจึงเดินทางลงใต้ได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ พ่อหลวงสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ท่านไม่ได้บอกว่าเรียนอะไรมาบ้าง แต่จากความเก่งกาจด้านพลังจิตพ่อหลวงสงฆ์ท่านคงได้แนะแนวปฏิบัติให้กับหลวงพ่อเปิ่น เพราะหลังจากนั้นก้ไม่เคยได้ยินว่าหลวงพ่อเปินไปเรียนวิชากับใครอีก

ความจริงที่ได้ยินมายังมีอีกหลายอาจารย์ที่ท่านได้ไปเรียนวิชา แต่หลักฐานชัดๆยังไม่มี ถ้าแฟนเพจท่านใดมีข้อมูลก็ช่วยโพสต์ลงมาเพื่อเป็นวิทยาทานแก่คนทั่วไป

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply