หลวงพ่อเรื่องได้รับการประสิทธิ์วิชาจากพระภิกษุลึกลับ

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

ภาพถ่ายหลวงปู่บุญวัดกลางบางแก้ว

หลวงพ่อเรื่องได้ไปร่ำเรียนเป็นศิษย์ในสำนักวัดเจ้าเจ็ดใน จ.อยุธยา ทำให้เรียนรู้ข้อวัตรและการปฏิบัติที่ถูกต้องในสมณเพศ โดยเฉพาะการประพฤติตนให้ได้ครบไตรสิกขา หลวงพ่อเรื่องจึงได้รับการฝึกฝนให้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานและออกธุดงค์เป็นประจำตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การออกธุดงค์ต้องสมาทานธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด เช่น อยู่ในป่า, ฉันอาหารเพียงมื้อเดียว, ถือผ้า ๓ ผืน ฯลฯ เป็นต้น

ช่วงประมาณปี พ.ศ.๒๔๕๕-๒๔๖๐ หลังจากที่ได้ฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว และหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้องแล้ว หลวงพ่อเรื่องได้ออกเดินธุดงค์เพื่อแสวงหาความสงบมายังในป่าแถบจังหวัดกาญจนบุรี ในยุคนั้นสภาพเป็นป่ารกชัฏมีต้นไม้ปกคลุมหนาแน่น มีสัตว์ป่าหลายหลากสายพันธุ์อาศัยอยู่อย่างชุกชุมและไม่ค่อยมีผู้คนอาศัยอยู่นอกจากคนป่า หลวงพ่อเรื่องได้พบพระภิกษุชราลึกลับรูปร่างสูงใหญ่ในป่าและได้มีวาสนาฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อร่ำเรียนวิชามากมาย หนึ่งในวิชาที่ได้รับการถ่ายทอดจากพระอาจารย์ลึกลับในป่าคือ…

ภาพถ่ายหลวงพ่อแช่มวัดตาก้อง

การรักษาคนวิกลจริตซึ่งต้องฝึกกรรมฐานอย่างหนัก ต้องฝึกพรหมวิหารธรรมอย่างมากโดยเฉพาะการแผ่เมตตาเพราะการรักษาคนที่สติไม่สมประกอบย่อมเป็นอันตรายต่อผู้รักษามาก หากไม่มีเมตตาย่อมรักษาไม่ได้ผล การฝึกต้องเริ่มจากการเข้าไปธุดงค์ในป่าเพียงลำพังตามคำสั่งของพระอาจารย์ครั้งหนึ่งหลวงพ่อเรื่องเดินธุดงค์เข้าไปในป่าลึกและปักกลดภายใต้ร่มไม้ในจุดหมายตามคำสั่งของพระอาจารย์ บริเวณดังกล่าวเป็นป่าสูงมีต้นไม้ปกคลุมหนาทึบไม่มีผู้คนอยู่อาศัย

ต้องฝึกพรหมวิหารโดยการสวดมนต์, ยืน,เดินจงกรม,นั่งกรรมฐานและแผ่เมตตาเป็นอาจิณ หากไม่ตั้งใจปฏิบัติจะต้องอดอาหารและจะมีภัยจากสัตว์ป่านานาชนิด ตอนเช้าจะออกไปบิณฑบาตหาอาหารที่ไหนก็ไม่ได้เพราะไม่มีผู้คนอยู่อาศัย หลวงพ่อเรื่องจึงกำหนดจิตเป็นสมาธิและนำบาตรตั้งไว้เบื้องหน้าของท่าน หลังจากนั้นก็นั่งภาวนาพร้อมแผ่เมตตาตามที่ได้รับการสั่งสอนมา เมื่อเปิดฝาบาตรออกดูก็พบข้าวสุกหอมกรุ่นสีออกเหลือง เมื่อฉันข้าวดังกล่าวจะอิ่มไปได้หลายวันและมีร่างกายเบาสดชื่นกระปี้กระเป่าเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจมาก

ตกกลางคืนบรรยากาศเงียบสงัด ช่วงดึกมีสัตว์ป่านานาชนิด เช่น ช้าง เสือ และควายป่าสลับกันมาเดินป้วนเปี้ยนใกล้กลดที่ปักอยู่ ท่านต้องนั่งภาวนาและแผ่เมตตาตลอดคืน ปรากฏว่าบรรดาช้าง สัตว์ต่าง ๆ รวมทั้งเสือก็ล่าถอยหายไป แต่ควายป่าไม่ยอมถอยหายไปไหน แม้ท่านจะพยายามสวดมนต์ นั่งภาวนาและแผ่เมตตาเพียงไรมันก็ยังคงยืนปักหลักอยู่ หนักเข้าควายป่าก็เดินเอาหัวของมันมุดเข้ามาในกลดและเอาลิ้นอันสากของมันเลียศีรษะของหลวงพ่อเรื่อง ท่านก็นั่งนิ่งเฉยพร้อมแผ่เมตตาให้มันตลอดเวลา เสมือนมันมาเป็นอาจารย์ทดสอบให้กับท่าน ไม่นานนักควายป่าก็ล่าถอยออกไปโดยไม่ทำอันตรายใด ๆ

ภาพถ่ายพระอาจารย์เรื่อง

เมื่อหลวงพ่อเรื่องกลับถึงวัดใหม่พิณสุวรรณได้เล่าเหตุการณ์ที่ประสบมาให้ญาติโยมและลูกศิษย์ใกล้ชิดฟังพร้อมบอกว่า “ควายป่านี้นิสัยมันดื้อจริง ๆ” ทุกคนที่รับฟังต่างเป็นห่วงและบอกท่านว่าอันตรายมาก จากการที่ได้เล่าเรียนวิชาต่าง ๆ จากพระภิกษุลึกลับในป่า มีการเน้นหนักในการฝึกกรรมฐานโดยเฉพาะการฝึกพรหมวิหารธรรมเพื่อแผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ เป็นหัวใจสำคัญที่หลวงพ่อเรื่องนำมารักษาคนวิกลจริตได้ผลเป็นที่ประจักษ์ในกาลต่อมา และเป็นการรักษาโรคที่หาผู้ใดในยุคนั้นจะทำได้เช่นท่าน

จากบันทึกของท่านอาจารย์มนัส โอภากุล ในหนังสือลานโพธิ์ฉบับที่ ๒๓๑ วันที่ ๓๐ มี.๒๕๒๔ และคำบอกเล่าผู้สูงอายุบ้านตะค่าใกล้วัดใหม่พิณสุวรรณ

ที่มาจากหลวงพ่อเรื่อง วัดใหม่พิณสุวรรณ จ.สุพรรณบุรี

สำหรับตอนนี้ขอมอบพระคาถามนต์หนุมานแผลงฤทธิ์

“โอมเอิกเกริกพระหนุมาน แสนขวานฟันกู ขวานก็หัก แสนหอกปักหอกก็เยิน แสนพะเนินจะตีกูก็บ่มีไหว แสนปืนไฟยิงกูก็บ่มิต้อง แสนดาบสองฟันกูดาบ ก็หัก โอมตึกตึกตักตัก อิฐหินเผาหักในหัวกู หัวกูมั่นดังกำแพงเพรชเจ็ดชั้น เดชะคุณพระหนุมาน ให้ประสิทธิ แก่กูสวาหะ”

พระมนต์นี้ ใช้เสกเหล้ากิน หรือจะเสกสิ่งอื่นกินก็ได้อยู่ยงคงกระพันนักแลฯ

ก่อนเรียนท่องจำลงในสัญญา(ความจำ)ให้ใส่บาตรหรือทำทานคนจนอุทิศส่วนกุศลให้ครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาและที่เกี่ยวข้องเพื่อขอประสิทธิ์ประสามก่อนจึงจะได้ใครทำได้เป็นประจำพระคาถาทุกบทจะขลังยิ่งนักแล…

ที่จริงเรื่องรอดราวตากผ้าไม้ค้ำกล้วยหรือที่อโคจรไม่ได้ทำให้ของเสื่อมเลยครับเพราะปกติเสื้อผ้าของเราก็ซักรวมกันอยู่กับพวกกางเกงของสตรีผู้เปื้อนประจำเดือนอยู่หลายท่านมักจะกังวลหรือสงสัยทำให้จิตตกของดีจึงไม่อาจส่งผลบรรดาลฤทธิ์ให้ได้ของดีที่จริงนั้นอยู่ที่สัจจะในข้อศีลต่างหากให้ท่านพึงตั้งจิตอธิษฐานว่าจะถือศีล๕ ในข้อในข้อมหนึ่งไปตลอดชีวิตแค่นี้เว้นแต่ที่ไม่เจตนาแค่นี้บารมีเครื่องรางของขลังก็คุ้มกายแล้วครับบางคนถือได้มากสองถึงสามข้อของดีก็คุ้มศาสตราอาวุธได้ชะงัดผู้เขียนได้เห็นอย่างประจักษ์ตามาแล้ว (ธรมมะขององค์พระต่างหากที่ทำให้เกิดอานุภาพความขลัง)

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply