“หลวงพ่อโบ้ย วัดมะนาว” พระมหาเถราจารย์ผู้เรืองเวทย์ ทรงวิทยาคุณเข้มขลัง

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ “หลวงพ่อโบ้ย วัดมะนาว” พระมหาเถราจารย์ผู้เรืองเวทย์ ทรงวิทยาคุณเข้มขลัง   นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

พระมหาเถราจารย์ชื่อดังในอดีตแห่งเมืองสุพรรณผู้เรืองเวทย์ทรงวิทยาคุณเข้มขลังหลวงพ่อโบ้ยเกิดปีมะโรงพ.ศ.๑๔๓๕ ท่านเป็นชาวบ้านบ้านสามหมื่นต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี โยมบิดาชื่อ โฉมศรี เมื่ออายุได้๒๑ปีท่านอุปสมบทที่วัดมะนาวต.ทับตีเหล็ก อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เมื่อพ.ศ.๒๔๕๖บวชแล้วก็จำพรรษอยู่ที่วัดมะนาวท่านเริ่มศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเข้งขันทั้งภาษาบาลีและภาษาขอมและปฏิบัติธรรมตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด

หลวงพ่อโบ้ยจำพรรษาที่วัดมะนาวได้๓พรรษาท่านจึงเดินทางไปศึกษาหาคามรู้เพิ่มเติมเช่นพระธรรมวินัย มงคลทีปนี มูลกัจจายนะ ภาษาบาลี และอักษรใหญ่ ที่วัดชีปะขาวหรือวัดศรีสุดารามธนบุรีไม่เพียงแต่หลวงพ่อจะสนใจในทางคันถธุระเท่านั้นท่านยังสนใจศึกษาในด้านวิปัสสนากรรมฐานและสมถกรรมฐานอีกด้วย ท่านจึงเดินทางไปเรียนและศึกษาสมถะวิปัสสนากรรมฐานที่วัดอัมรินทร์โฆสิตารามท่านศึกษาได้๘-๙ปี ท่านจึงเดินทางกลับมาอยู่ที่วัดมะนาวราวปีพ.ศ.๒๔๖๖ อยู่ได้ไม่นานท่านทราบว่า หลวงพ่อปานวัดบางนมโคอยุธยามีความรู้ความสามารถในทางวิปัสสนากรรมฐาน ท่านจึงเดินทางไปหาหลวงพ่อปานที่วัดบางนมโคศึกษาอยู่ถึง๑ปีท่านจึงเดินทางกลับมาวัดมะนาวในปี๒๔๖๗

เมื่อหลวงพ่อโบ้ยกลับมาจำพรรษาที่วัดมะนาวการปฏิบัติของหลวงพ่อท่านมุ่งบริการสังคมเป็นส่วนใหญ่ โดยมิหวังผลตอบแทนใดๆทั้งสิ้นไม่รับปัจจัยทรัพย์สินเงินทองปฏิบัติให้ผู้ที่มาหาท่านโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชังมีเมตตาธรรมแก่ชนทุกชั้นวรรณะท่านไม่ยึดติดในสมณะศักดิ์ใดๆ แม้ตำแหน่งเจ้าอาวาสกิจวัตรประจำวันของหลวงพ่อท่าจะตื่นแต่เช้ามืดประมาณตื่นตี๔ทุกวัน ครองจีวรแล้วสวดมนต์ไหว้พระจนกระทั่งฟ้าสาง จึงออกบิณฑบาตรเมื่อกลับมาถึงวัดท่านจะขอให้พระภิกษุทั้งวัดทุกรูปยืนเข้าแถวแล้วท่านก็ตักข้าวในบาตร ของท่านใส่บาตรพระทุกๆรูปเป็นเช่นนี้เสมอมา หลังจากฉันจังหันเช้าเสร็จท่านก็จะออกไปกวาดลานวัดหน้าโบสถ์เป็นกิจวัตรที่ท่านถือปฏิบัติท่านจะจำวัดพักผ่อนเพียง๒-๓ชั่วโมงเท่านั้น เพราะตอนเย็นท่านต้องไปสร้างพระเครื่องของท่านต่อตลอดคืน

หลวงพ่อโบ้ยท่านเริ่มสร้างพระเมื่อปี๒๔๗๓ โดยให้ลูกศิษย์ท่านไปบอกบุญเรี่ยไรวัสดุต่างๆเช่นทองเหลือง ทองแดง ขันลงหิน เชี่ยนหมาก โตก ขัน พาน ที่เป็นโลหะแล้วนำมาหลอมสร้างเป็นพระเครื่องของท่าน พระของท่านบางครั้งจึงมีสีไม่ค่อยเหมือนกันพระของท่านนั้นจะเทหล่อกันเองภายในวัด ตอนที่ท่านสร้างวัตถุมงคลนั้นหลวงพ่อโบ้ยท่านไม่ได้จำวัดตลอดทั้งคืนเทหล่อจนใกล้รุ่งสางใช้ตะไบแต่งริมขอบทุกองค์รอยตะไบนี้ถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งหลังจากฉันเพลแล้วท่านก็จะเอาพระเข้ากุฏิทำการปลุกเสก

พอตอนบ่ายหลวงพ่อโบ้ยท่านก็จะเริ่มแจกปรากฏว่ามีคนมาคอยรับแจกกันคับคั่งแม้แต่ชาวต่างจังหวัดก็เดินทางมารับแจกท่านแจกให้ผู้ที่ศรัทธากันฟรีๆโดยไม่คิดเป็นปัจจัยเงินทองใดๆทั้งสิ้น ด้วยวัตถุมงคลอันเกิดจากความบริสุทธิ์ในการสร้าง ด้วยอิทธิบารมีของหลวงพ่อที่ทรงศีลธรรมและเวทย์วิทยาคมอันบริสุทธิ์ จึงทำให้ผู้ที่มีวัตถุมงคลของหลวงพ่อโบ้ยไว้บูชาเกิดประสบการณ์ต่างๆมากมายช่วยคุ้มครองป้องกันให้รอดพ้นจากภยันตรายต่างๆได้ซึ่งคงไว้ซึ่งความแคล้วคลาดและคงกระพันเป็นหลัก

ในปี พ.ศ.๒๔๗๙หลวงพ่อโบ้ยวัดมะนาวท่านเริ่มสร้างพระเนื้อดินเผาในปีพ.ศ.๒๕๐๐ ท่านสร้างพระเนื้อชานหมากเป็นรูปท่าน เหรียญของหลวงพ่อโบ้ยสร้างในปีพ.ศ.๒๕๐๘ คือเหรียญสี่ เหลี่ยมตัดมุมและเหรียญกลมนั่งเต็มองค์สร้างเมื่อคราวผูกพัทธสีมา ส่วนเหรียญกลมครึ่งองค์นั้นสร้างในคราวฌาปนกิจหลวงพ่อ หลวงพ่อโบ้ยวัดมะนาวท่านทำพระแจกอย่างเดียวไม่ยอมรับปัจจัยจากผู้บริจาคอย่างเด็ดขาดพระของหลวงพ่อโบ้ยวัดมะนาวนั้นมีประสบการณ์มากมาย ขนาดโดนยิ่งตกน้ำยังไม่เข้ามีแต่รอยไหม้เท่านั้นและอีกรายยิงต่อสู้กับพวกปล้นถูกยิงหงายหลังก็ยังไม่เข้า ชาวสุพรรณฯรู้เรื่องดี หลวงพ่อโบ้ยท่านมรณะภาพเมื่อวันที่๑๒มกราคม๒๕๐๘สิริอายุ ๗๓ปี๕๒พรรษา

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อบารมีของครูบาอาจารย์เป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

ข้อคิดท้ายเรื่อง รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นที่ลับของทุกๆคนมาตลอด

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่คนเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่เราอาบล้างของลับก็ไหลลงพื้นคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นเมฆตกมาเป็นฝนศพอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำสกปรกที่เกิดจากควันรถลมตดคนผายลมวันกี่คนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะ

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวอีกกันอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะนะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้ตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดทุกสิ่งดูล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์สักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง๑๐กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไร

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

ทองของมีค่าขอให้ท่านลองดูวิธีร่อนทองเอาเถิดว่าเขาร่อนกันยังไงเอาไข่หรือจิมิแช่กวนๆมาให้เราใส่อยู่ทุกวันไม่เชื่อลองเปิดคลิปดูต้นตอของที่มาทุกสิ่้งดูได้วิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุด)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรืออยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมด

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินศพของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะได้กินศพคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชมากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่้น **เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ที่จริงเรื่องรอดราวตากผ้าไม้ค้ำกล้วยใต้บันใดหรือที่อโคจรไม่ได้ทำให้ของเสื่อมเลยครับเพราะปกติเสื้อผ้าของเราก็ซักรวมกันอยู่กับพวกกางเกงของสตรีผู้เปื้อนประจำเดือนหรือกางเกงในอยู่แล้วหลายท่านมักจะกังวลหรือสงสัยทำให้จิตตกของดีจึงไม่อาจส่งผลบรรดาลฤทธิ์ให้เสื่อมลงได้ของดีที่จริงนั้นอยู่ที่สัจจะในข้อศีลต่างหากให้ท่านพึงตั้งจิตอธิษฐานว่าจะถือศีล๕ ในข้อใดข้อหนึ่งไปตลอดชีวิตแค่นี้เว้นแต่ที่ไม่เจตนาแค่นี้บารมีเครื่องรางของขลังก็คุ้มกายแล้วครับบางคนถือได้มากสองถึงสามข้อของดีก็คุ้มศาสตราอาวุธได้ชะงัดผู้เขียนได้เห็นอย่างประจักษ์ตามาแล้ว (ธรมมะขององค์พระต่างหากที่ทำให้เกิดอานุภาพความขลัง)

นักเลงโบราณที่มีวิชาอาคมสมัยก่อนนั้นต้องร่ำเรียนไปหาเรียนสมาธิกับพระหรือไปเป็นผ้าขาวก่อนเพื่อขอเรียนกรรมฐานจากครูบาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญหรือพระป่าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก่อนนั้นจึงจะขลังการเรียนสมัยก่อนต้องการเรียนจริงต้องบวชถือเพศพรหรมจรรย์เพื่อวิชาอาคมก่อนจึงจะขลังเป็นวาจาสิทธิ์ (สมัยนี้นักเลงบวชเรียนวิชาก่อนหายาก)

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรจัดพานครู หรือใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยว ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

ใส่ความเห็น