หายตัวยืนบนน้ำ หลวงพ่อจำเนียรพระห้อยพระ

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ หายตัวยืนบนน้ำ เรื่องเล่า หลวงพ่อจำเนียรพระห้อยพระ มาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

ครั้งหนึ่งอาตมาได้เจอพระธุดงค์องค์หนึ่งเป็นโรคมะเร็งที่ตา(แต่ท่านเข้าใจว่าเป็นโรคริดสีดวงที่ตา)ท่านมาที่วัดนารีประดิษฐ์เพราะคิดว่า พระอาจารย์เบี้ยวหรือท่านพระครูประดิษฐ์สุวรรณวัตร เจ้าอาวาสวัดนารีประดิษฐ์รักษาโรคริดสีดวงที่ตาได้ พระธุดงค์องค์นั้นชื่อ หลวงพ่อแดงท่านเป็นอาจารย์ดีองค์หนึ่งมีวิชาแก่กล้าแต่ว่าท่านรักษาโรคไม่เป็น ไม่รู้ว่าท่านเป็นพระวัดไหนที่ไหนท่านมาถึงก็ไม่ทราบว่ามาจากไหน ไปถึงก็เห็นท่านนั่งอยู่แล้วถามว่า “หลวงพ่อมาจากไหน” ท่านว่า “มาเรือจะมารักษาตา” ก็จัดกุฎิให้ท่านพัก

ท่านพักแล้วอาจารย์ครูมาตรวจดูบอกว่าเป็นมะเร็งไม่ใช่ริดสีดวงเป็นมะเร็งที่ตารักษาไม่ได้ ไม่มียาโดยเฉพาะก็เคยคุยกับท่านเพราะเคยได้ยินว่าหลวงพ่อแดงไปที่เกาะแก้วพิสดารจะนั่งเรือของคนแขกไป คนแขกไม่ให้ไปท่าเดียวเพราะเขาหาว่าจะหากินไม่สะดวก พระลงเรือแล้วหาปลาไม่ได้ไม่ยอมให้ท่านไป พอเรือไปถึงปรากฏว่า หลวงพ่อแดงท่านไปถึงก่อนแล้ว ท่านไปเองท่านอธิบายว่าใช้วิชาที่ดิน โดยการเพ่งกสิณใช้ทั้งปฐวีกสิณและวาโยกสิณไม่ได้เหาะไป ไม่ต้องใช้เรือไปถึงเกาะแก้ว

ถามท่านว่า“แล้วดินนั้นท่านปลุกเสกหรือทำด้วยอะไรอย่างไร” ท่านบอกว่า “กสิณดิน เอาดินมาทำเป็นกสิณให้เป็นสะพานแล้วข้ามเดินไปได้ ขี่ดินให้ลอยไปก็ได้” แต่ที่ท่านทำนั้นเอาดินมาทำเป็นปฐวีกสิณแล้วใช้ลดพัดคือ วาโยกสิณพาไปทีเดียวก็ถึง ถามท่านอีกว่า“แล้วทำไมท่านต้องไปเรือ” ท่านว่า “ต้องเตรียมของไปด้วยเอาอาหารไปกิน ถ้าตัวเปล่าๆนี่ไม่ต้องไปเองไม่ต้องใช้เรือ” อยากได้ความรู้วิชานี้ก็ถามท่านเรื่องกสิณขอให้ท่านถ่ายทอดวิชาเพ่งกสิณ ท่านก็อธิบายสอนการเพ่งกสิณ การใช้กสิณดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้หลายทาง

อาตมาเห็นหลวงพ่อแดงก็ดีใจได้ศึกษาหาความรู้เรื่องกสิณ หลวงพ่อแดงท่านบอกว่า ท่านอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้แล้ว เพราะว่ายารักษามะเร็งตาไม่มี ท่านต้องไปใช้กรรม ท่านบอกว่าท่านต้องออกเดินทางแล้วเพราะว่ามาอยู่หลายวัน ตอนนั้นอาตมาก็เฝ้าไว้สั่งเณรว่าหลวงพ่อแดงไปให้บอกด้วยจะไปทางไหนอย่างไรอยากดูว่าท่านจะไปด้วยกสิณหรือว่าจะไปโดยธรรมชาติของยวดยานพาหนะ

คุยที่กุฏิแล้วท่านขอลาแล้วหายไปเลยหาไม่เจออยู่มาปีที่ ๒ ขึ้นปีที่ ๓ ก็ได้ข่าวว่าหลวงพ่อแดงท่านสิ้นบุญแล้วอยู่ที่ถ้ำในป่า ก็ไม่ได้ไปดูท่านนี้ก็แปลกดี มาก็ไม่รู้ว่าท่านมาจากไหน เวลาไปทั้งๆที่เฝ้าดูแวบเดียวท่านหายไปแล้ว
ท่านบอกว่า ท่านขี่ดินแล้วให้ลมพัดไปนี่ไปถึงไหนก็ได้ไปเที่ยวไหนก็ได้อึดใจเดียวเท่านั้นพอว่า วาโยก็ถึงวาโยก็ถึง ไม่ว่าไกลใกล้แค่ไหน อาตมาก็ซึ้งจำไว้หมดวิธีทำกสิณจำได้หมดในใจเพราะท่านบอกให้หมดสามวันสามคืน ฉันข้าวแล้วก็ถามท่าน ท่านก็ยินดีที่จะอธิบายให้ฟัง

หลวงพ่ออีกองค์หนึ่งที่เรือจมน่ะอยู่ที่วัดแหลมสอคนละองค์กันที่วัดแหลมสมหลวงพ่อแดงคนได้ ส่วนหลวงพ่อแดงองค์ที่เป็นมะเร็งตานั้นท่านเป็นคนอีสานหรือคนเหนือ ตอนเด็กๆท่านอยู่กับพระพระเที่ยวพาเดินธุดงค์ จนกระทั่งท่านบวชเณรแล้วก็บวชพระ ตอนที่เจอท่านก็อายุ๖๐ กว่าปี เกือบ ๗๐ ปีแล้ว คนละองค์กันหลวงพ่อแดงที่วัดแหลมสอ ท่านก็ได้กสิณดินเหมือนกัน เรือจมครั้งหนึ่งท่านยืนบนน้ำได้คนลือกันมาก

กสิณดินนี่ยืนบนน้ำได้ พอเรือจมปุ๊บนึกกสิณดินยืนบนดินไปเลยแล้วก็เหมือนกับเรือไม่จม จีวรหลวงพ่อแดงไม่เปียกน้ำเลยคนร่ำลือกันมากแต่ว่าตอนที่เรือจมครั้งหลังที่ตายนี้ ท่านรู้ก่อนว่าเรือจะต้องจมและท่านก็ต้องตายเพราะกสิณดินนี่ออกจากเรือไม่ได้ต้องกสิณอากาศ ถ้าทำกสิณอากาศได้ก็พอเรือจมปุ๊บก็ทำกสิณเป็นอากาศลงในน้ำเลยไปในน้ำได้ พอเรือจมแล้วตายครั้งหลังคนก็สงสัยว่า เอหลวงพ่อแดงมีอภินิหารสามารถยืนบนน้ำได้ ทำไมจมน้ำตาย อาตมาต้องอธิบายให้โยมฟังว่า หลวงพ่อแดงนี่กสิณดินอย่างเดียวซึ่งยืนบนดินได้แต่ว่าประตูปิดแข็ง มองเป็นดินก็ยิ่งหนาขึ้นไปอีกช่วยอะไรไม่ได้

แต่ถ้าทำกสิณอากาศมองทะลุปรุโปร่งเจอต้นไม้ก็เดินผ่านไปเลยเจอภูเขาก็เดินผ่านทะลุไปทางนั้นเลยไม่ต้องขึ้นบนเขาในดินก็ไปได้ ในน้ำก็ไปได้แต่ต้องเป็นกสิณอากาศ ให้ว่า อาโก อาโก แปลว่า ช่องว่าง ๆ แล้วก็ลอดไปในช่องว่างนั้นได้ อาบน้ำในกาก็ได้ลอดท้ายเข็มก็ได้เข้าในรูเล็กๆก็ได้เพราเป็นกสิณอากาศ หลวงพ่อแดงที่วัดแหลมสอที่เกาะพงันนี่ท่านไม่มีกสิณอากาศท่านมีกสิณดินอย่างเดียว เท่าที่ได้รู้มาแต่ไม่เคยสนทนากับท่าน แต่หลวงพ่อแดงองค์ที่เป็นโรคตานี้ท่านได้วิชากสิณถึงห้าอย่าง ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ ท่านสามารถไปได้ทุกแห่งไปได้เร็ว เดี๋ยวนี้อาตมายังชอบที่จะทำอยู่แต่ไม่มีเวลาที่จะทำแต่ใจยังชอบมากไปไหนก็ไม่ต้องลำบากกับรถกับเรือกับเครื่องบิน ให้นึกว่าวาโยทีเดียวก็ถึงแล้ว ขี่ดินไปใช้กสิณดินกับกสิณลม

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

 

ใส่ความเห็น