อภิญญา “หลวงพ่อกวย” ห้ามลมที่แรงกลับสงบนิ่ง

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ อภิญญา “หลวงพ่อกวย” ห้ามลมที่แรงกลับสงบนิ่งในพิธีพุทธภิเษกกับ“หลวงพ่อมุ่ยวัดดอนไร่” นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

หากกล่าวถึง หลวงพ่อกวยวัดบ้านแคกับหลวงพ่อมุ่ยวัดดอนไร่ ท่านทั้งสองเป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน กับครูบาอาจารย์สองท่านคือ หลวงพ่ออิ่มวัดหัวเขากับหลวงพ่อแบนวัดเดิมบาง แต่หลวงพ่อมุ่ยจะอายุมากกว่าหลวงพ่อกวย โดยหลวงพ่อมุ่ยท่านเกิดพ.ศ.๒๔๓๑ ส่วนหลวงพ่อกวยท่านเกิดพ.ศ.๒๔๔๘ จะเห็นว่าหลวงพ่อมุ่ยท่านแก่กว่าถึงสิบเจ็ดปี เวลาไปเรียนพุทธาคมจึงเป็นคนละสมัยท่านจึงไม่เคยพบกัน

หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่

หลวงพ่อมุ่ยกับหลวงพ่อกวยพบกันในงานพุทธาภิเษกในบางครั้งแต่ไม่เคยคุยกันเพราะนั่งอยู่ไกลกัน แต่เมื่อช่วงปลายอายุหลวงพ่อมุ่ยท่านได้พบกันความเอื้ออาทรที่ท่านทั้งสองมีให้แก่กัน เป็นเรื่องน่าประทับใจมาก ครั้นถึงเมื่อคราวปลุกเสกที่วัดท่าเตียนมีการนิมนต์เกจิมาปลุกเสกหลายองค์ ตอนแรกเกจิทั้งหลายรออยู่ที่ศาลาการเปรียญ เมื่อใกล้เวลาปลุกเสกเกจิทั้งหลายเริ่มทยอยไปที่ปะรำพิธี มีแต่หลวงพ่อมุ่ยท่านยังไม่ยอมลงเหมือนท่านจะรอคอยบางอย่าง เมื่อมีรถกระบะคันเก่ วิ่งเข้ามาและหลวงพ่อกวยเดินลงจากรถ หลวงพ่อมุ่ยจึงให้คนไปนิมนต์หลวงพ่อกวยขึ้นมาหาที่ศาลาก่อน

เมื่อหลวงพ่อกวยขึ้นมาบนศาลา หลวงพ่อมุ่ยท่านได้เอ่ยปากนิมนต์ว่า“ท่านกวยเชิญทางนี้” หลวงพ่อกวยจึงเดินมาหาหลวงพ่อมุ่ยพร้อมกับก้มลงกราบ หลวงพ่อมุ่ยท่านเอามือทั้งสองรับที่มือหลวงพ่อกวยพร้อมกับเอ่ยว่า”ท่านนี่หรอชื่อหลวงพ่อกวย” หลวงพ่อกวยจึงตอบว่า“กระผมชื่อพระกวยครับ” หลวงพ่อมุ่ยได้พูดว่า”เคยได้ยินชื่อเสียงมานานว่าเก่งหนักหนาเพิ่งเห็นตัวจริงใกล้ๆวันนี้” ขณะที่สนทนากันอยู่เกิดพายุพัดอื้ออึงพัดจนสังกะสีไหวเยิบๆ หลวงพ่อมุ่ยจึงกล่าวว่า”ทำอย่างไรดีละท่านกวย ถึงจะจุดเทียนชัยได้” หลวงพ่อกวยได้ตอบว่า”กระผมจะปล่อยให้หลวงพี่จุดเทียนชัยไม่ได้ได้อย่างไร นิมนต์เถิดครับใกล้เวลาแล้ว”

แล้วหลวงพ่อกวยเดินนำหน้า ส่วนหลวงพ่อมุ่ยชรามากแล้วต้องให้ลูกศิษย์ประคองขึ้นบนศาลา เมื่อหลวงพ่อกวยกราบพระประธานเสร็จนั่งกำหนดจิตนิ่งลมที่พัดอื้ออึงหยุดนิ่งทันที หลวงพ่อมุ่ยจึงจุดเทียนได้ในฤกษ์ที่กำหนดทันที โฆษกในพิธีรีบประกาศว่า พอหลวงพ่อมุ่ยจุดเทียนชัยลมหยุดทันที พิธีในวันนี้ต้องศักดิ์สิทธิ์อย่างแน่นอน เมื่อการปลุกเสกจบสิ้นลงดับเทียนชัยแล้ว หลวงพ่อมุ่ยได้ให้ลูกศิษย์อุ้มท่านไปหาหลวงพ่อกวย ท่านได้ยื่นมือมาจับมือหลวงพ่อกวยพร้อมพูดว่า“เก่งจริง ท่านกวยเก่งสมคำร่ำลือ” แล้วท่านก็ล้วงหยิบรูปหล่อท่านให้เป็นที่ระลึกให้หลวงพ่อกวยหนึ่งองค์พร้อมกับบอกว่า”ท่านกวย เราคงไม่ได้พบกันอีกแล้วนะ”

คาถาบูชาพระสีวลี ฉบับหลวงพ่อกวย(คัดจากลายมือหลวงพ่อกวย)

“สีวลีจะมหาเถโร ปัจจะยะลาภะปูชิโตมะนุสโสเทวะตาอินโท พรมมายะโม ยักขาวา ปิตัสสะ นิรันตะรัง ปะนะลาภะ สักกาเรอาเนนติ นิจจัง สิวลิดเถรัสสะลาโภจะสักกาโรโห ติ สิวลีมหาเถรันจะปูชะกัสสะ สะทาวาปิ คาถันจะ สังวัดตะนัสสะ ลาโภจะ สักกาโรโหติ เถรัสสะ อานุภาเวนะ ลาโภเมโหตุ สัพพะทา เอเตนะ สัจจะวัดเชนะ ลาโภเมโหตุสัพพะทาฯ”

เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ : หลังจากการสร้างบุญทุกครั้งต้องอุทิศบุญไปให้พระสิวลีหลวงพ่อกวย เมื่อกล่าวคำอาราธนาขอลาภสักการะตามความปรารถนาจบแล้ว จึงสวดคาถาพระสิวลีต่อไป ให้ได้วันละ ๓ ครั้ง ๗ ครั้งจะเกิดโชคลาภตามความปรารถนาทุกประการว่าดังนี้

“สีวะลีจะมหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ สีวะลีจะมหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหังวันทามิ ตังสะทา สีวลีเถรัสสะ เอตังคุณัง สวัสดิภาลัง ภะวันตุเม”

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply