อภินิหารตำนานอภินิหารญาณ ๑๖

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

ผู้สำเร็จวิชาไสยศาสตร์ ผู้สำเร็จจากวิชาจะเป็นทางคุณพระโดยใช้ภาษามคธนำเป็นคำธรรมของพระบรมศาสดา ใช้ภาษามคธทางอาคมฤาษี ดาบส ใช้อาคมขลัง ใช้มนต์ตรามาทางพราหมณ์ แต่การถือศีลพราหมณ์ก็ใช้แบบพระบรมศาสดา

จะเข้าอย่านั่งญาณบุคคลผู้นั้นอย่างถือต่ำต้องถือศีล ๕ บางคนก็ถือศีล ๘ บางคนก็ถือศีล ๑๐ ที่นี้วิชาที่พร่ำศึกษาไม่ว่าใครทุกคนที่มีความเกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์ ฤาษีบางรูปก็เรียนทางต่ำ บางรูปเรียนชั้นสูง แต่ถ้าทางคุณพระศรีรัตนตรัยเป็นวิชาที่มีศิริมงคล

ศึกษาสำเร็จแล้วสามารถคุ้มครองรักษาให้มีความสุขเจริญและซ้ำ ยังรักษาเนื้อหนังให้คงกระพันชาตรีกันลูกกระสุนเหล็กราวกันเครื่องศาสตราวุธคมแหลมได้อย่างอัศจรรย์ซึ่งปรากฏผลแสดงอิทธิฤทธิ์มาแล้วตั้งแต่ครั้งสงครามอินโดจีนและสงครามโลกครั้งที่สอง

ขึ้นชื่อว่าชาติฝรั่งแล้วทุกชาติทุกภาษาเมื่อเข้ามาสู่ประเทศไทยมาเห็นสิ่งแปลกๆอัศจรรย์ ตามบันทึกของนายฝรั่งเศสเห็นว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะได้มารู้มาเห็นเอง จึงได้มาดูข้อเท็จจริงมาเห็นวัดโบสถ์ ประเทศไทยสร้างเดี๋ยวนี้แต่ละวัดใหญ่ๆเป็นร้อยล้านภายในรอบบริเวณโบสถ์และวิหารสลักด้วยลวดลายวิจิตรพิสดารอันเป็นสิ่งที่เราชาวไทยเคารพบูชา

ฝรั่งเศสเที่ยวประเทศไทยจังหวัดไหนก็พบแต่วัดพี่แกก็ถ่ายรูปลงในแมกกาซีนยังประเทศของเขาจนระบือไปทั่วทั้ง ๔ ทวีป เวลานี้มีวัดสร้างขึ้นโดยพวกฝรั่งมาบวชในประเทศไทยศึกษาทางธรรมจบชั้นเปรียญประโยค ๓ และได้พิจารณาพระธรรมซึ่งเป็นคำสั่งสอนของพระบรมศาสดารู้ซึ้งถึงรสพระธรรม กลับประเทศของตัวเองแล้ว เลือกเชิญบุคคลที่มีความรู้สูงเข้าอุปสมบทแล้วก็พ้นจากกิเลสตัณหาราคะซึ่งเป็นกิเลสที่มนุษย์เราที่เกิดมาให้แผ่นดินแผ่นฟ้านิยมชมชอบไปจนกว่าอายุจะถึง ๗๐ ก็ยังมีตัณหา ๘๐ ก็ยังมีปัญหา ๙๐ ปี ก็ยังมีตัณหา ไปจนกว่าหนังจะเหี่ยวย่นจวบจนร้อยปีก็ไม่สิ้นตัณหาราคะ

มียักษ์อยู่ ๒ ตัวที่ทำให้โลกวุ่นวายอลเวง ๑.เรื่องกิน ๒. เรื่องกามารมณ์ เป็นสิ่งที่จุดสงครามให้โลกลูกเป็นไฟท่านจะเห็นได้จากเรื่องสงครามกรุงทรอย รบกับประเทศกรีก กรุงทรอย มีลูกชายเป็นกษัตริย์ไปเที่ยวประเทศกรีกเพื่อเจริญพระราชไมตรี ดันผ่าไปลักลอบเป็นชายชู้กับพระราชินีสุดที่รักของประเทศกรีกได้พากันหนีมายังกรุงทรอยทางฝ่ายกษัตริย์กรีกถือว่าเป็นการลบเหลี่ยมเหยียดยามจึงได้ยกทัพมารบสิ้นพลรบหลายแสนจึงได้รับคืนทั้งนี้เพราะมีกิเลสตัณหาราคะสามารถทำให้คนล้มตายดังเรื่องได้ผ่านมาท่านผู้อ่านมาแล้ว

ไสยศาสตร์คุณพระซึ่งก่อนที่จะเป็นหลวงปู่ หลวงตา หลวงพ่อหลวงน้า หลวงพี่ หลวงเณร ที่คิดจะสร้างสิ่งสามารถบันดาลให้ความสำเร็จตั้งใจคือสร้างพระบูชา สร้างพระเครื่องรางของขลังสร้างตัวท่านเองแล้วมาตั้งพิธีโดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้ามาเป็นประธาน เพราะตั้งใจสร้างด้วยอำนาจจิต เฝ้าสวดมนต์ภาวนาเข้าญาณนั่งกสิณตลอดวันตลอดคืน เพื่อต้องการแลเห็นธรรมหวังสร้างมโนให้มั่นคง ทำใจให้บริสุทธิ์ไม่วอกแวกหวั่นไหวจะเปรียบความให้ฟังว่า

หัวใจของมนุษย์นั้นถ้ายังมีสติครองเรือนร่างอยู่ก็จะต้องคิดเรื่องร้อยแปดพันประการที่ตัวจะทำ เปรียบเสมือนหนึ่งจับปูเเสมเอาไว้ในกระด้งปูมันก็ไต่ไปรอบกระด้ง ใจของเราก็เหมือนเช่นนั้น ก่อนอื่นเราจะตั้งสมาธิไม่ให้ใจวอกแวกทำให้ใจเราสงบนิ่งเหมือนปูนิ่มที่กำลังลอกคาบโดยสงบก็จะทำให้จิตใจของเรา เพ็งอยู่เฉพาะสิ่งนั้นนั่งสมาธิบำเพ็ญพรตไปด้วยญาณกล้า ญาณนั้นก็จะเกิดขึ้น

ข้าพเจ้าขอเล่าถึงที่มาของไสยศาสตร์เบื้องต้นจนกว่าจะไปพบญานชั้นสูง ผ่านที่ละขั้น ในพ.ศ. ๒๔๘๙ ทางกรมศาสนามีความประสงค์จะนำภิกษุชั้นอาจารย์ชั้นสูงมาเป็นอาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐานในคุกใหญ่เรือนจำกลางบางขวาง ได้เรียนเรื่องราวบอกความประสงค์ไปยังรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยสั่งอนุญาต

ดังนั้นจึงมีพระภิกษุสงฆ์จำนวน ๒๐๐ กว่ารูปไปหาท่านอธิบดีสุวรรณ เลื่อนยศซึ่งเป็นของกรมราชทัณฑ์ ท่านอธิบดีสั่งให้ทางเรือนจำบางขวางจัดแดน ๒ เป็นแดนพิเศษและรับสมัครนักโทษชั้นหัวกะทิ ดังนั้นในคุกจึงมีพระภิกษุสงฆ์มาสอนวิชาวิปัสสนากรรมฐานหัวหน้าอาจารย์ใหญ่คือท่านเจ้าคุณวิมลธรรมและพระอาจารย์แพงผู้เรืองฤทธิ์

พระอาจารย์แพงและพระภิกษุสงฆ์ตั้งใจอบรมสั่งสอนพวกเสือร้ายด้วยความตั้งใจ เหล่าบรรดาเสือร้ายทั้งหลายต่างก็ สมัครเข้าเรียนวิชาวิปัสสนากรรมฐาน รุ่นแรกจำนวน ๒๐๐ คน จนถึงรุ่นที่ ๑๐ นับจำนวน ๒,๐๐๐ คนที่สำเร็จวิชาวิปัสสนากรรมฐาน กองทัพธรรมบุกเข้ามาถึงในนรกโลกมนุษย์ทำให้สัตว์นรกที่เข้ามารับกรรมรับบาป รับเวร ได้รับอานิสงส์คุ้มคุณค่า

ผู้ที่สำเร็จวิชาวิปัสสนากรรมฐานไปแล้ว ไม่เคยเข้าคุกเป็นรอบ ๒ เลยเพราะพ้นกิเลสแล้ว ออกมาก็ทำมาค้าขายหาเลี้ยงชีพในทางที่ชอบเพราะพวกนี้ได้เห็นบุญบาปด้วยตาธรรม แลเห็นได้ด้วยธรรม

”แต่สิ่งที่น่าแปลกมหัศจรรย์อยู่อย่างหนึ่งทางเรือนจำประกาศให้เจ้าพนักงานเรือนจำซึ่งมีจำนวนถึง ๕๐๐ คนเรียนวิชาวิปัสสนากรรมฐานเจ้าพนักงานเข้าเรียนหลายคนแต่ไม่สำเร็จเลยสักคนเดียว”

เพราะเหตุผลทั้งนี้เพราะเจ้าพนักงานทุกคนมีพันธะผูกพันอยู่กับลูกเมีย

เข้าญานนั่งบำเพ็ญพรตถึงเรื่องยุบหนอ พองหนอแต่ใจอีกครึ่ง ไปเป็นห่วงลูกห่วงเมียกลัวว่าจะมีคนมาตีท้ายครัว เป็นการนึกคิดทำให้จิตใจไขว้เขว จึงไม่สำเร็จวิชาวิปัสสนาดังได้กล่าวมาแล้ว

ผิดกับนักโทษที่ติดคุกมานานอยู่คุกจนเป็นบ้านเมื่อเข้าเรียนก็มีใจแน่วแน่ไม่วอกเเวกไขว้เข ทำตามคำแนะนำของอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ และยิ่งกว่านี้คนคุกเป็นผู้ร้ายมีใจจริงอยู่แล้ว เขาปล้น เขาฆ่าก็ใช้จิตกล้าแข็ง เพราะจะเอาทรัพย์จากเขาเมื่อมาเรียนวิชาก็ต้องสำเร็จเพราะมีพื้นใจมั่นคงอยู่แล้ว

ผู้ที่สำเร็จวิชามีบัญชีอยู่สมัยนั้นท่านบัญชาการคือคุณบุญเลื่อง นาคีนพคุณ

ผู้เขียนมีความเชื่อมั่นในทางไสยศาสตร์อยู่แล้วก็เลยสมัครใจเข้าเรียนได้ฌานที่ ๑ ถึงญาณที่ ๑๖ สถานที่ศึกษาอยู่แดน ๒ อาจารย์ให้นั่งบริกรรมท่านสอนให้นึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระบรมครูแล้วก็ นั่งเข้ากรรม นั่งสมาธิตั้งแต่หัวค่ำจนได้เวลานอนบางครั้งบางคราก็ยันรุ่ง

ถ้าเป็นเวลากลางวันก็ลงมาเดินจงกรมสอนให้ว่าก้าวเท้าขวาก็บอกว่าขวาย่างหนอ ก้าวเท้าซ้ายก็บอกว่าซ้ายย่างหนอถึงเวลากินข้าวก็บอกว่ากินข้าวหนอ กินข้าวอิ่มหนอ แล้วก็กินน้ำหนอจะทำอะไรก็ต้องขานเรียก ให้หายใจเข้าออกใช้คำว่า พุทโธ นั่งสมาธิเดินจงกรมแล้วก็นั่งข้างกำแพงคุกที่ใต้ต้นไม้ที่หน้าส้วมที่สงบเงียบเพราะแดง ๒ เป็นแดนที่จัดตั้งไว้โดยเฉพาะ

ส่วนของที่จะดื่มกินนั้นทางเรือนจำจะต้มน้ำมะตูมกับน้ำตาลทรายแดงให้กิน ๒๔ ชั่วโมงกินข้าวครั้งเดียวกินเวลา ๑๑.๐๐ น. แต่โดยมากไม่ค่อยหิวเพราะอิ่มในใบบุญอานิสงส์

ข้าพเจ้าเริ่มจะพบเห็นสิ่งใดเข้าขึ้นมาก็แจ้งให้อาจารย์ที่สอนทราบวันเดือนผ่านไปจนครบกำหนด ๓ เดือนใครจะสอบตกหรือสอบได้อาจารย์ผู้รู้ด้วยญาณแล้วจะจดชื่อเอาไว้นักเรียนทุกคนตลอดทั้งข้าพเจ้าได้เห็นสิ่งต่างๆในญานนั้น อาจารย์ที่มาเรียงลำดับญาณแล้วอาจารย์ก็มาเทศลำดับญานให้นักเรียนรู้ว่า ญานหนึ่งสิ่งนั้น ญานสองคือสิ่งนี้ เทศไปลำดับจนถึงญาณ ๑๖

ระหว่างเวลาเทศน์ลำดับญาน จะมีใครมานั่งฟังไม่ได้นอกจากนักเรียนอาจารย์เท่านั้นแม้แต่ท่านอธิบดีสุวรรณ รื่นยศและผบ. ตลอดจนข้าหลวง ผู้กำกับตำรวจอาจารย์ยังบอกให้ออกไปจากที่นั่นพอเทศลำดับอย่างเสร็จ อาจารย์มอบใบสำเร็จให้เรียกว่าใบอธิษฐานเพื่อนำมาเป็นหลักฐานว่าได้สอบผ่านญาณ ๑ ถึงญาณ ๑๖

จริงๆยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่อาจารย์ห้ามมิให้เปิดเผยถึงญาณทั้ง ๑๖ ให้ใครฟังเป็นอันขาดถ้ามิฉะนั้นจะเป็นบาปผู้ที่สำเร็จก็เชื่อถือเพราะเป็นคำประกาศิตคำสั่งห้ามของอาจารย์แล้วก็ต้องยึดถือเอาไว้จนกว่าจะตาย ข้าพเจ้าผู้สำเร็จญาณทั้ง ๑๖ อยากอธิบายให้ผู้อ่านฟังก็เป็นการจนใจ

ข้าพเจ้าผู้เขียนกราบไหว้นมัสการมายังปรมาอาจารย์ที่เคารพบูชาที่มาอ่านพบความลับของญานชั้นที่ ๑ ที่ข้าพเจ้าผู้เขียนอยากจะอธิบายให้ท่านผู้อ่านฟังเพียงญาณชั้น ๑ ของญาณท่านผู้อ่านที่รักญาณ ๑ ที่ข้าพเจ้าพบเห็นสมาธิถือตามคำสอนของพระอาจารย์แพงและท่านเจ้าคุณพิมลธรรม ญาณที่เห็น ชั้นแรกข้าพเจ้านั่งหลับตาพร้อมภาวนาอยู่ถึง ๑๕ วัน ข้าพเจ้าพบแล้ว

ข้าพเจ้าหลับตาแลเห็นด้วยตาธรรมเกิดแสงสว่างไสวยิ่งกว่าไฟฟ้าที่กำลังใช้แรงงานแห่งความสว่าง หลายเเสนโวลล์ เห็นรูปตัวข้าพเจ้าอยู่ตรงหน้าเห็นอวัยวะภายในมีตับ หัวใจ ไส้แก่ ไส้อ่อน กระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะและดี โลหิตทุกหยดที่ไหลพลักอยู่ตรงหน้าข้าพเจ้ารู้สึกชื่นชมในญาณนี้

เช้าขึ้นก็บอกกับอาจารย์ว่าได้พบสิ่งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วมารู้ว่าเป็นญาณชั้นที่ ๑ ก็ต่อเมื่อพระอาจารย์มาเทศน์ลำดับญาณจนถึงรู้ว่าญาณที่ข้าพเจ้าเห็นนั้นเป็นญาณชั้นที่ ๑ แต่ข้าพเจ้าขออนุญาตแล้วแม้จะบาปก็เพียงคดีความเพ่ง หลังจากสำเร็จ ๑๖ ญาณแล้วยังมีศึกษาอีกชั้นหนึ่งบำเพ็ญให้เกิดการติดสมาบัติ พระอาจารย์แพงท่านติดสมาบัติถึง ๗ วัน โดยนอนอยู่นิ่งไม่ไหวติงกาย

การติดสมาบัตินี้วิญญาณไม่อยู่กับตัวออกจากร่างกายเวียนว่ายไปตามที่ต่างๆ วันที่ ๘ ถึงจะออกจากสมาบัติ การติดสมาบัตินี้เกี่ยวกับต้องอธิฐาน ส่วนข้าพเจ้าขออธิษฐานจิตสมาบัติเพียง ๒ ชั่วโมง

ในระหว่างติดสมาบัตินั้นใครจะมาแทงฟัน ไฟจี้หามีความรู้สึกไม่เพราะวิญญาณไม่ได้อยู่กับตัวนี้เป็นของแน่แท้ถ้าวิญญาณอยู่กับตัวแม้ว่าจะหลับอยู่ถูกไฟจี้ก็รู้สึก ทางท่านเจ้าคุณวิมลธรรมและอาจารย์แพงได้รับการยกย่องสรรเสริญจากวงการมหาดไทยท่านอาจารย์แพงได้เชิญ นสพ. พ่อค้า ประชาชน ข้าราชการทุกกระทรวงมาชมการแสดงของนักโทษที่ติดสมาบัติ

มีที่ติดอยู่หนึ่งข้าพเจ้าน.ช.ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม สองน.ช. ใบแก้วตา (เสือใบ) โทษตลอดชีวิต สามน.ช.จุ้ยหรือประเริฐ แซ่ล้อ(เสือจุ้ย) โทษ ๗๔ ปี สี่เสือเคลิ้ม บุญยงค์ โทษตลอดชีวิต ห้า เสือคำตัน แสงคำยอ โทษ ๔๐ ปี ส่วนข้าพเจ้า โทษ ๑๒๙ ปีกับอีก ๒ ตลอดชีวิต

ข้าพเจ้ากับพวกถูกอาจารย์แพงเรียกออกมานั่งที่เก้าอี้ แล้วเชิญพวก นสพ. มี นสพ.ประมวลวัน สุภาพบุรุษ ไทยใหม่ ประชามิตร ดาวนคร สยามรัฐ มาชมตามคำชักชวนของพระอาจารย์แพง

ในวันประชุมที่จะแสดงให้โลกรู้ประจักษ์ถึงบุคคลที่ไม่รู้ วันนั้นเป็นวันที่ เดือน พ.ศ. พวกดังกล่าวได้มาพร้อม แล้วข้าพเจ้าทั้งห้าคนก็บริกรรมตั้งจิตอันเเน่วเเน่อธิฐานขอให้ติดสมาบัติ ๒ ชั่วโมงเมื่อติดสมาบัติแล้วตัวก็แข็งอาจารย์แพงบอกให้พวกหนังสือพิมพ์เอากระดาษจุดแล้วลนตามตัวตามหน้า พวก น.ส.พ. อยากจะเห็นของจริงแล้วต้องการรู้ความจริงในอิทธิฤทธิ์ที่แสดงอยู่ต่อหน้า

ต่างก็เอากระดาษหนังสือพิมพ์จุดไฟลุกแล้วเอามาลนตามใบหน้าตามคาง

อาจารย์แพงยังพูดว่าไม่ต้องเกรงกลัวเพราะสิ่งนี้เป็นเพชรแท้ไม่ต้องห่วงว่าผู้ติดสมาบัติจะเร่าร้อนกับตรงกันข้ามทำให้เยือกเย็น เพราะถูกนสพ. ลนหน้า ลนขา ลนเท้า ลนอยู่ประมาณ ๒ นาที รวมพวกนสพ. เชื่อและเห็นจริงด้วยตา ด้วยมือที่ถือไฟลนมีท่านอธิบดี ท่านผู้บัญชาการเห็นฤทธิ์เดชต่างมีความพิศวง งงวยกันตามๆกัน

ทั้งนี้เกิดจากอิทธิฤทธิ์แห่งพลังจิตถอดวิญญาณตอนติดสมาบัติให้วิญญาณออกจากร่างเป็นศาสตร์ทางพระธรรมคือแก้วสามประการเมื่อครบสองชั่วโมงแล้วข้าพเจ้าก็รู้สึกตัวแล้วพวก นสพ. ต่างก็นำเรื่องราวที่ได้พบเห็นมาลงประโคมข่าวกึกก้องทั่วประเทศในวงการศาสนาก็พยายามเผยแพร่วิชาวิปัสสนากรรมฐานไปทุกจังหวัดจนเป็นที่นิยมทั่วไปทุกภาค

เมื่อข้าพเจ้าพ้นโทษได้มีโอกาสออกมาบวชและได้สมาบัติอย่างเดิมและอบรมสอนภิกษุซึ่งอุปสมบทอยู่วัดบางขวาง วัดเดียวกัน แต่ท่านผู้อ่านที่เคารพพระภิกษุสามเณร ๒๐ รูป ที่ข้าพเจ้าสอนไม่สำเร็จเลยสักรูปเดียวทั้งนี้เป็นเพราะพระภิกษุบวชใหม่ บวช ๓ เดือนบางองค์ก็บวช ๗ วันเพราะในใจยังห่างพ่อแม่พี่น้องจึงไม่สำเร็จสิ่งที่ต้องมีความเพียรพยายามตั้งจริง

โดยมากมากเบื่อเอือมระอาจึงไม่สำเร็จดังกล่าว เป็นวิชาที่ละเอียดละมุลละไม ข้าพเจ้าไม่มีโอกาสที่จะเรียนให้สูงกว่านี้ เวลาไม่มีพอ

ดังนั้นพระภิกษุชั้นหลวงปู่ หลวงพ่อทุกท่านที่สร้างเหรียญ หัวแหวน มีด ตะกรุด รอยเท้าของท่านเพื่อนำมาเป็นเครื่องรางของขลังจะต้องผ่านญาณ ๑๖ มาแล้วทุกรูป ท่านเจ้าคุณวิมลธรรมและพระอาจารย์แพงได้ช่วยเหลือเหล่าฆาตกรกลับเนื้อกลับตัวนับจำนวนถึง ๒,๐๐๐ เป็นอานิสงส์ที่ท่านทั้งสองประกอบขึ้นโดยมีใจศรัทธาข้าพเจ้าจึงกล้ารับรองยืนยันในเรื่องวิญญาณออกจากร่างได้โดยได้ผ่านการเรียนมาแล้ว

ข้าพเจ้ารู้มา โดยศึกษาด้วยตนเองถ้าท่านผู้มีความขัดข้องสงสัยเชิญมาพบกับข้าพเจ้าและเหล่าบรรดาพวกพระบรมครูหรือหลวงพ่อ หลวงปู่ทั้งหลาย ได้โปรดอภัยให้ข้าพเจ้าด้วยที่ได้เอาญาณชั้น ๑ มาอธิบายให้ท่านผู้อ่านฟังเพื่อเป็นหลักฐานว่าข้าพเจ้าได้สำเร็จวิชาที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วโดยสมบูรณ์

ผู้ที่มีจะศึกษาวิชาอาคมทั้งหลายต้องฝึกหัดฌาน ๔ หรือญาณ ๑๖ ทุกคนครับ แอดมินอ่านเเล้วอยากจะเรียนเลยครับเเล้วท่านทั้งหลายที่ชื่นชอบในคาถาอาคมเคยคิดจะเรียนพื้นฐานของวิชาต่างๆรึยังครับ

ปฐมฌานนี่เป็นฌานที่หนึ่ง ที่บรรดาพวกเราเหล่าพุทธบริษัทต้องทำให้ได้ เพราะเป็นฌานโลกีย์ อาการที่ทรงฌานที่หนึ่งนี้ไม่มีอะไรยาก เราใช้คำภาวนาและพิจารณาในขันธ์ ๕ ก็ดี ภาวนาบทใดบทหนึ่งก็ดี หรือว่าจะพิจารณาลมหายใจเข้าออกก็ดี ให้จิตมันทรงอยู่อย่างนี้เป็นปกติ นี่หมายความว่าไม่ยอมให้ใจของเราเคลื่อนจากอารมณ์ที่เราต้องการ อย่างเราอยากจะกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก เมื่อว่างจากกิจอื่น จิตมันจะมีความรู้สึกไปโดยอัตโนมัติ รู้ลมเข้าลมออก หรือภาวนาว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ อะไรก็ช่าง จะพิจารษายังไงก็ช่างให้จิตมันทรงตัว แล้วทรงจนกระทั่งให้อารมณ์จิตนี่แม้แต่ได้ยินเสียงภายนอกเข้ามาจิตก็ไม่รำคาญ สามารถใช้คำภาวนาและพิจารณาได้ตามอัธยาศัย อย่างนี้ชื่อว่าปฐมฌาน

พอจิตเข้าถึงฌานที่สอง คำภาวนาหายไปเฉย ๆ หยุดไปเอง เมื่อคำภาวนาหยุดไปเอง เราก็มีใจสบายชุ่มชื่นดีกว่า เพราะว่าไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติ พอเริ่มก็มีความชุ่มชื่นสบายแล้วก็สุข เอกัคตารมณ์ทรงตัวดีก่าฌานที่หนึ่ง ตอนนี้เราจะรู้สึกว่าลมหายใจเบาลงไปหน่อยกว่าเดิม กว่าฌานที่หนึ่ง ตอนนี้ก็มีหลาย ๆ ท่าน เมื่อจิตถอยลงมาถึงปฐมฌาน คือ ทรงฌานที่ ๒ ได้ไม่นานรู้สึกตัวว่า ตายจริง นี่เราลืมภาวนาไปเสียแล้วรึ หรือเราหลับไป แต่ความจริงนั้นไม่ใช่หลับ มันก็โงก อาการจะโงกไปข้างหน้าหรือข้างหลัง ทั้งนี้ไม่ใช่หลับ คือจิตเข้าถึงปฐมฌาน เราทิ้งภาวนาไปเอง ถ้าเข้าถึงฌานที่ ๒ คือ ทุติยฌาน จะทิ้งภาวนาไปเอง

สำหรับฌานที่สามนี้จะรู้สึกว่าลมหายใจเบามาก

ร่างกายเราจะตัด ความอิ่มเอิบจะหายไป เหลือแต่ความสุขเยือกเย็น มีความสบาย ๆ ขาดความอิ่ม แต่จิตจะทรงตัวมาก อารมณ์จะไม่เคลื่อนไหว หูจะไม่ได้ยินเสียงภายนอก เบาลงไปมาก เสียงที่ดังมาก ๆ เราได้ยินเหมือนกันแต่เบามาก มีการทรงตัวแบบแน่นสนิท มีความรู้สึกเหมือนกับว่าร่างกายของเราเกร็งไปทั้งตัว แต่ความจริงนั้นเป็นเรื่องอาการของจิตไม่ใช่เรื่องอาการของกาย

แล้วตอนนี้ถ้าคนทั้งหลายเข้าถึงฌานที่สาม แล้วก็ทรงฌานที่สามได้ดี สมมติว่าเช้ามืดท่านตื่นขึ้นมานอนอยู่หรือนั่งอยู่ก็ตาม จิตทรงสมาธิถึงฌานที่สามได้ดี วันทั้งวันนั้นรู้สึกว่าเราไม่ต้องการอยากจะพูดกับใคร อาการพูดมันจะน้อยทั้งวัน เพราะว่าจิตมันทรงตัวได้ดี ถ้าอาการมีอย่างนี้กับท่าน ก็ขอให้ท่านภูมิใจว่า เราทรงฌานได้ดีมาก แต่ทว่าเลิกแล้วก็อยากจะพูดอยากจะคุย อยากจะสนทนาปราศรัย อยากจะพูดมาก

-นั่นก็แสดงว่า สำหรับอารมณ์ที่เป็นฌานของท่าน มันได้แต่เวลาที่นั่งอยู่หรือปฏิบัติอยู่เท่านั้น พอเวลาเลิกแล้ว กำลังฌานนั้นไม่ได้ตามจิตของท่านไปด้วย อย่างนี้ไม่ดี ควรจะพยายามรักษาให้มันทรงอยู่ได้ทั้งวัน ถ้าทรงไม่มากก็ทรงน้อย อย่างน้อยที่สุดก็ให้จิตมันอยู่ในอุปจารสมาธิในวันทั้งวันนี่ละ สามารถจะทรงได้ถ้าจิตตั้งอยู่ในอุปจารสมาธิ ในวันทั้งวันนี่ละสามารถจะทรงได้ ถ้าจิตตั้งอยู่ในอุปจารสมาธินี่เราก็คุยกับชาวบ้านได้ แต่ว่าคุยน้อยไปหน่อย ถ้าจะพูดก็พูดในเรื่องที่เป็นสาระจริง ๆ เรื่องที่เป็นอกุศลทุกอย่างจะไม่ยอมพูด ใจจะไม่ยอมคิดในเรื่องของอกุศล

ฌานที่สี่ท่านกล่าวว่าตัดสุขเสียได้ มีองค์สองเหมือนกัน ตัดสุขออกไปเหลือแต่เอกัคตา แล้วเพิ่มอุเบกขาเข้ามา เอกัคตานี่แปลว่ามีอารมณ์เป็นอันเดียว มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ฉะนั้น เมื่อมันตัดสุขออกไปได้ ไม่สัมผัส การกระทบกระทั่งจิตไม่รับการสัมผัส เสียงจะมาจากภายนอกดังเท่าไรก็ตามที หูจะไม่ได้ยินเสียงภายนอก การสัมผัสจากลมแรงก็ดี เหลือบยุงจะเข้ามาเกาะตัวก็ดี ไม่มีความรู้สึก แต่ว่าอาการทางจิตไม่ใช่หลับ มีความรู้สึก มีสติสัมปชัญญะทรงตัว เป็นคนมีสติสัมปชัญญะดีมาก มีความสว่างไสวในจิต จงอย่าลืมคำว่าฌานนี้ไม่ใช่นั่งหลับ จิตจะทรงตัวสมาธิดี สติสัมปชัญญะสมบูรณ์ นี้เป็นการฝึกอารมณ์จิตของเราให้มีการทรงตัวเพื่อเตรียมรับสภานการณ์ที่จะเจริญวิปัสสนาญาณ

จิตของฌาน ๔ มีเอกัคตากับอุเบกขาเป็นปกติ จิตดวงนี้ต้องจำเอาไว้ว่า ต้องให้มันทรงอยู่ตลอดเวลา ถ้ามันทรงตัวอยู่ตลอดเวลา แล้วเรื่องทิพจักขุญาณมันง่ายเหลือเกิน ยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก แต่ถ้าว่า ถ้าจิตเข้าถึงจุดนี้แล้ว ท่านที่มีความรู้ในขั้นนี้จริง ๆ ท่านบอกว่า ถ้ายังใช้อารมณ์จิตของตนรู้อยู่ ท่านบอกว่าใช้ไม่ได้ ต้องหาทางเข้าถามถึงพระ ถามพระสอนกันตอนไหน จับภาพนิมิตพระองค์ใดองค์หนึ่งขึ้นเป็นบรรทัดฐาน เรียกว่าภาพพระพุทธนิมิต จับแล้วเวลาที่ต้องการอยากจะทราบอะไรก็ถามพระ พระบัญชาการมาอย่างไรเป็นคำตอบที่เราได้ปรากฎรับเอง แล้วก็ถูกต้องตามความเป็นจริง ต้องจำไว้เลยทีเดียวว่า พระลักษณะนี้ที่เราเห็น เราถามแล้ว ทรงพยากรณ์ตรงตามความเป็นจริงทุกประการ จำภาพพระไว้ ถ้าทำอย่างนี้จนชำนาญก็เลิก ฝึกวิธีอื่น ต้องการอะไรก็ถามพระ

ถ้าทำใจสบาย จิตเข้าถึงฌาน ๔ หรือฌาน ๑ ฌาน ๒ ฌาน ๓ ก็ตาม เวลาที่จิตสงัด ปัญญามันจะเกิดเอง มันจะบอกชัด มันจะมีความเบื่อหน่ายในร่างกายขึ้นมาเอง มีความรู้สึกว่าร่างกายนี่มันไม่เป็นสาระ ไม่เป็นแก่นสาร ไม่มีการทรงตัว เพราะอะไร เพราะเมื่อมีความเกิดขึ้น แล้วก็มีความป่วย ความตาย ในขณะที่ทรงกายอยู่ก็เต็มไปด้วยความทุกข์ หาความสุขไม่ได้ เราจะบริหารร่างกายสักเพียงใดก็ตามที ร่างกายก็เต็มไปด้วยความทรุดโทรมอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดนิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่ายในขันธ์ 5 คือร่างกายเสีย นี่ตัวปัญญามันจะเห็น ปัญญามันจะสอนต่อไปว่า ถ้าหากว่าเราไม่ต้องการเกิดต่อไปแล้ว ก็ตัดรากเหง้าของกิเลสทั้ง 3 ประการทิ้งเสียให้หมด คือตัดอำนาจของความโลภด้วยการให้ทาน ตัดรากเหง้าของความโกรธ ด้วยการเจริญเมตตาบารมี และตัดรากเหง้าของความหลงด้วยการพิจารณาหาความจริงของขันธ์ 5 ปัญญามันจะเห็นชัดว่า ร่างกายเป็นแต่เพียงธาตุ ๔ ไม่มีการทรงตัว มีการเปลี่ยนแปลง ภายในเต็มไปด้วยความสกปรก นี่มันจะบอกชัด ปัญญามันดีกว่านี้มาก ถ้ามันได้ถึงจริง ๆ

-คำว่าเอกัคตารมณ์ ก็คืออารมณ์เป็นหนึ่ง อารมณ์เป็นหนึ่งในที่นี้เรานิยมเรียกว่า ฌาน อารมณ์มันจะทรงตัว ก็มีหลายคนเคยถามว่า อารมณ์เป็นหนึ่งดิ่งอย่างนี้จะทำอย่างไรต่อไป ก็ขอตอบว่า เวลานั้นไม่ใช่เวลาที่ทำอย่างอื่น ถ้าจิตเป็นฌานมีอารมณ์ทรงตัวเป็นเอกัคตารมณ์ อารมณ์เป็นหนึ่งอย่างนั้นต้องปล่อยไปตามนั้น เพราะอะไรจึงปล่อย เพราะเราต้องการให้อารมณ์ว่างจากกิเลส เวลานั้นถ้าจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งในลมหายใจเข้าออกก็ดี ในคำภาวนาก็ดี ในนิมิตก็ดี ถ้าจิตจับเฉพาะอย่างนั้น กิเลสจะเข้ากวนใจไม่ได้ มันจึงเป็นหนึ่ง มีอารมณ์ดิ่งก็ควรจะพอใจว่า เวลานี้จิตเราว่างจากกิเลส เราต้องการจุดนี้

-ขณะใดที่เรารู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก รู้คำภาวนาว่า พุทโธ ขณะนั้นเชื่อว่าจิตของเราเป็นสมาธิตามความต้องการ ถ้าหากว่าภาวนาไป ๆ ใจมันเกิดความสบาย คำภาวนาหยุดไปเฉย ๆ เป็นความสุขที่ยิ่งกว่า อย่างนี้ก็จงอย่าตกใจ อย่างนี้เป็นอาการของฌานที่ ๒ ซึ่งเป็นอารมณ์ดีขึ้น หากว่าทำไปความชุ่มชื่นหายไป มีอาการเครียด ลมหายใจเบาลง หูได้ยินเสียงภายนอกเบามากจิตใจทรงตัวแนบสนิทอย่างนี้ เป็นอาการของฌานที่ ๓ ถ้าบังเอิญภาวนาไปกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ปรากฎว่า ไม่รู้ว่าลมหายใจเข้าออกมีหรือเปล่า มันมีอาการเฉย ๆ มีอาการจิตใจสบาย ๆ อยางนี้เป็นอาการของฌานที่ ๔ จัดว่าเป็นอารมณ์ฌานที่มีความสำคัญที่สุดของพุทธศาสนา

สำหรับตอนนี้ขอมอบพระคาหัวใจสุนัข

“อิ มา อา กิ”

ใช้ภาวนาเวลาผ่านบ้านที่มีหมาดุ จะทำให้ไม่เห่าและไม่กัดด้วย

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรจัดพานครู หรือใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยว ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply