อภินิหาร“หลวงพ่อหร่ำ วัดกร่าง”ผู้สร้างตำนานมหาอุตม์อันโด่งดัง

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ อภินิหาร“หลวงพ่อหร่ำ วัดกร่าง”ผู้สร้างตำนานมหาอุตม์อันโด่งดัง  นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

หากกล่าวถึง หลวงพ่อหร่ำวัดกร่าง ท่านได้ศึกษาหาความรู้ทางอักขระสมัยในวัดบ้านกร่างจนอ่านออกเขียนได้และได้ เข้ารับการบรรพชาเป็นสามเณรจนอายุครบอุปสมบท พระอธิการนอมวัดกร่างจึงรับเป็นธุระอุปสมบทให้ร่วมกับโยมบิดามารดาของหลวงพ่อหร่ำ เมื่อุปสมบทแล้วท่านได้ศึกษาด้านวิปัสสนากัมมัฎฐานจากหลวงพ่อนอมซึ่งเป็นพระผู้เชี่ยวชาญในด้านกัมมัฎฐานและพระเวทวิทยาคมยิ่งนัก พระอาจารย์นอมยังเป็นสหายทางธรรมกับหลวงพ่อกลั่น ธัมมะโชโตแห่งวัดพระญาติการาม จ.พระนครศรีอยุธยา

ซึ่งคราใดก็ตามที่หลวงพ่อกลั่นท่านเข้ามากรุงเทพ ฯ ท่านจะต้องแวะวัดกร่างเพื่อเยือนหาสู่หลวงพ่อนอมอยู่เสมอ โดยหลวงพ่อกลั่นอ่อนอาวุโสกว่าหลวงพ่อนอม และนอกจากนี้ หลวงพ่อจงวัดหน้าต่างนอกก็ยังเคยมาศึกษาวิชากับหลวงพ่อนอมถึงที่วัดกร่างอีกด้วย พระเวทวิทยาคมที่ถ่ายทอดจากหลวงพ่อนอมสู่หลวงพ่อหร่ำเมื่อครั้งยังเป็นพระบวชใหม่ จึงมีความเข้มขลังและแกร่งกล้าอย่างยิ่ง

ครั้นเมื่อหลวงพ่อนอมมรณภาพลง พระอาจารย์กันต์ที่เป็นคู่สวดของหลวงพ่อหร่ำก็ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสแทนแต่ไม่นานก็สึกไปทางวัดกร่างขาดเจ้าอาวาสสืบแทน ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันอาราธนาหลวงพ่อหร่ำที่เป็นพระผู้สำรวมระวังในพระธรรมวินัยขึ้นครองวัดสืบแทน หลวงพ่อหร่ำองค์นี้ปลายชีวิตหลวงพ่อนอมได้ไว้ใจให้ลงตะกรุดโทนและถวายให้ท่านปลุกเสกกำกับและตอนหลังหลวงพ่อนอมได้บอกกับญาติโยมว่า ” ถ้าต้องการได้ตะกรุดโทนล่ะก้อไม่ต้องมาหาฉันเพราะฉันหูตาไม่ดีแล้ว ให้ท่านหร่ำเขาลงให้และปลุกเสกให้ ส่วนถ้าจะให้ฉันปลุกเสกก็ค่อยเอามาให้ตอนหลังก็ได้ ท่านหร่ำเขาก็เสกได้เหมือนฉันนั่นแหละ ”

หลวงพ่อหร่ำนิยมออกธุดงค์เป็นประจำ ท่านได้นำพระกรุเก่าที่ได้จากการธุดงค์มาบรรจุไว้ในวัดกร่างที่มีผู้พบแตกกรุตอนหลัง ซึ่งต่างคิดว่าหลวงพ่อหร่ำท่านสร้างไว้ แต่ความจริงแล้วเข้าใจผิดเพราะหลวงพ่อไปนำพระเหล่านี้จากกรุเก่าที่ท่านธุดงค์มาบรรจุไว้ ซึ่งสร้างปรากฎการณ์อภินิหารมากมายตะกรุดโทนของหลวงพ่อหร่ำ เรื่องมหาอุตม์สุดยอดลองไม่ลั่นกระบอกบวมกันมานักต่อนักแล้ว

อภินิหารหลวงปู่หร่ำ

๑. พระธุดงค์ เจอ(ของ)ดี ครั้งหนึ่งสมัยหลวงปู่หร่ำยังมีชีวิตอยู่มีพระธุดงค์เดินธุดงค์มาปักกลดที่ชายทุ่งแถวตลาดไม้ตราคลองพระยาบันลือ คืนหนึ่งขณะที่พระธุดงค์รูปนั้นกำลังนั่งกรรมฐานก็เกิดนิมิตเห็นพระสงฆ์สูงอายุรูปหนึ่งนั่งอยู่บนหลังจระเข้ลอยมาหาแล้วบอกว่า” ข้าชื่อหร่ำอยู่วัดกร่าง” พระธุดงค์รูปนั้นออกจาก กรรมฐานแล้วหวนคิดว่า ถ้ามีพระชื่อหร่ำอยู่วัดกร่างจริงท่านต้องเป็นพระอภิญญาสมควรต้องไปกราบสักการะ เช้าขึ้นพระธุดงค์ถามชาวบ้านแถวนั้นว่ามีวัดกร่างไหม ชาวบ้านบอกว่าให้เดินลัดทุ่งไป ราว ๔-๕ กิโลเมตรก็จะเจอ พระธุดงค์รูปนั้นรีบเดินไปแล้วก็ถึงวัดกร่าง ท่านถามหาว่ามีพระชื่อหร่ำหรือไม่ ลูกศิษย์จึงบอกว่ามีเป็นสมภารของวัดนี้เอง พระธุดงค์ดีใจรีบไปกราบหร่ำปู่หร่ำทันที

๒. พรุ่งนี้ช่วยขัดเรือของข้าที วันหนึ่งหลวงปู่หร่ำบอกลูกศิษย์ของท่านว่าพรุ่งนี้ให้เตรียมแปรงช่วยกันขัดเรือของท่านเพราะตะไคร่ขึ้นมากแล้ว วันรุ่งขึ้นลูกศิษย์ต่างเตรียมพร้อมแล้วเข้าไปถามหลวงปู่ว่าจะให้ขัดเรือลำไหน หลวงปู่เดินนำหน้าลูกศิษย์ไปที่ชายแม่น้ำหน้าวัดยืนหลับตาว่าเวทมนต์ ทันใดนั้นก็มีน้ำพุดขึ้นพร้อมกับจระเข้ตัวใหญ่ลอยขึ้นมา หลวงปู่สั่งลูกศิษย์ว่าไม่ต้องกลัวลงไปขัดตะไคร่น้ำให้มันหน่อยมันรำคาญตัว ลูกศิษย์สมัยก่อนก็ช่างใจถึงจริงประกอบกับเชื่อมั่นในวิชาอาคมของหลวงปู่ ต่างกระโดดลงน้ำไปขัดตัวให้เจ้าจระเข้ยักษ์ตัวนั้น ส่วนเจ้าจระเข้ก็อยู่นิ่งราวกับหินให้ลูกศิษย์ขัดตัวให้โดยไม่ทำอันตรายใดๆ

๓. เกล็ดหลุด ๒ เกล็ด ตาล้วนบ้านอยู่หลังวัดโบสถ์อาชีพเป็นช่างเครื่องยนต์รู้จักในนามตาล้วนช่างเครื่อง ตาล้วนแก่เป็นคนชอบลองพระ ครั้งหนึ่ง(ประมาณ ปี พ.ศ.๒๕๐๖) แก่ชวนเพื่อนที่มีพระเครื่องไปลองกันที่บ้านแก วิธีการลองแก่เอาพระไปใส่ไว้ในปากปลาช่อนแล้วลอง(โหดมาก) แก่ลองยิงทะลุทุกตัวไม่ว่าจะเป็นพระของอาจารย์ไหน แต่พอมาถึงพระเม็ดน้อยหน้าหลวงปู่หร่ำแก่ก็จับยัดปากปลาช่อนเหมือนเดิม แล้วจ่อลองผลปรากฏว่าออกโดนปลาแต่ปลาไม่เป็นอะไรมีเพียงเกล็ดหลุดไป ๒ เกล็ดเท่านั้น

๔. สั่งให้ลิเก หนีจากโรงลิเก ครั้งหนึ่งมีงานวัดที่วัดกร่างมีลิเกออกโรงเล่นอยู่ ฝนก็ตกพรำๆ หลวงปู่หร่ำอยู่ในกุฐิ ท่านเรียนลูกศิษย์ให้รีบไปบอกให้ลิเกหยุดเล่นแล้วรีบออกจากโรงลิเกโดยด่วน คณะลิเกเมื่อได้ยินดังนั้นด้วยความเคารพหลวงปู่จึงหยุดเล่นซึ่งขณะนั้นยังไม่ทราบเหตุผลแล้วรีบออกจากโรงลิเกอย่างที่หลวงปู่บอก ทันไดนั้นเองเกิดฟ้าผ่าไปยังโรงลิเกอย่างแรงทำให้โรงลิเกพังลงเกิดไฟไหม้แต่ทุกคนปลอดภัยเพราะหลวงปู่ช่วยไว้แท้ๆ

๕. สามเสือตัดเหรียญ มีสามเสือพี่น้องออกหากินด้วยการปล้นชาวบ้าน แต่ไม่มีใครจับพวกมันได้ ยิงก็ไม่ถูก นี้เป็นเพราะพวกมันมีเหรียญหลวงปู่หร่ำรุ่นหนึ่งอยู่เพียงเหรียญเดียว พวกมันนับถือหลวงปู่มากจึงตกลงกันตัดแบ่งเหรียญเพื่อใช้คุ้มครองตนเป็นสามส่วน ส่วนบนพี่คนโตได้ไปบูชา ส่วนกลางคนกลางได้ไป ส่วนล่างน้องคนเล็กได้ไป ทั้งสามวันหนึ่งพวกมันคิดถึงหลวงปู่จึงนั่งเรือมาหาตอนค่ำเพราะกลัวคนเห็น แต่เมื่อพวกเสือเทียบเรือขึ้นมา ก็เจอหลวงปู่นั่งอยู่เหมือนกับจะคอยพวกมันทั้งสาม เสือทั้งสามเจอหลวงปู่ก็กล้มลงกราบ ยังไม่ทันพูดอะไรหลวงปู่พูดขึ้นมาว่า พวกมึงนับถือข้าอย่างไรเอาข้าไปตัดเป็นท่อนๆ สามพี่น้องสะดุ้งเพราะเรื่องตัดเหรียญแบ่งกันใช้ไม่มีใครรู้เรื่องนี้นอกจากพวกมันทั้งสาม หลวงปู่จึงเทศน์อบรมสั่งสอนเสือทั้งสามจนพวกมันได้สำนึก หลวงปู่ให้พวกมันสาบานต่อหน้าหลวงปู่ว่าจะเลิกอาชีพโจร ตั้งใจทำมาหากินซึ่งพวกมันก็ทำตาม หลวงปู่จึงให้พวกมันคืนเหรียญที่ถูกตัดเป็นสามส่วนแก่หลวงปู่และหลวงปู่ก็ให้เหรียญใหม่ให้คนละเหรียญ

หลวงพ่อหร่ำเป็นพระที่มีพรรษสูงอายุยืนยาวมาจนถึงวัยอายุ ๘๘ จึงมรณภาพด้วยโรคชราเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๔ ด้วยพรรษที่ ๖๘

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น