อภินิหาร “หลวงพ่อจง” สยบยักษ์เฝ้าสมบัติโบราณ

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ อภินิหาร “หลวงพ่อจง” สยบยักษ์เฝ้าสมบัติโบราณ นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

หากกล่าวถึงหลวงพ่อจง พุทธสโรท่านเด่นด้านกรรมฐานเป็นพระอริยสงฆ์ที่มากไปด้วยอภินิหารจึงมีเรื่องเล่าต่างๆมากมาย ดังเช่นเมื่อราวปี พ.ศ.๒๔๗๐ ท่านสมภารวัดหนึ่งในละแวกใกล้เคียงกับวัดหน้าต่างนอก ไปรื้อวิหารของวัด ซึ่งวัดนี้เป็นวัดเก่าแก่สร้างเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีอยู่ มีลายแทนใบหนึ่งระบุว่า มีสมบัติพระทองคำซ่อนอยู่ใต้วิหารนี้ สมภารเกิดความโลภจึงสั่งให้พระลูกวัดช่วยกันรื้อพระวิหารเพื่อหวังขุดเอาพระทองคำไปขาย พอวิหารถูกรื้อเสร็จท่านสมภารวัดก็ถึงกับล้มป่วยมีอาการเพียงหนักมาก บรรดาลูกศิษย์ลูกหาของสมภารรูปนั้นก็พากันมากราบไหว้หลวงพ่อจงถึงวัดหน้าต่างนอก พร้อมกับเล่าให้ฟังว่า สมภารวัดมีอาการประสาทหลอนร้องโวยวายคล้ายถูกผีหลอกตลอดเวลา

หลวงพ่อจงจึงรีบเดินทางไปยังวัดนั้นขณะยังเดินไปไม่ถึงวัดดี หลวงพ่อจงก็บอกแก่พระลูกวัดที่มาตามท่านว่า“สมภารไม่ได้โดนผีหลอกดอกไม่ได้เจ็บป่วยเป็นอะไรด้วย แต่ยักษ์ที่เฝ้าพระวิหารทำเข้าแล้วไปรื้อวิหารโดยไม่ประสงค์จะสร้างให้ดีกว่าเก่าเป็นเพราะอยากได้สมบัติใต้วิหาร มันถึงเป็นเช่นนี้” พอไปถึงวัด ท่านเห็นสมภารเอะอะโวยวายฟังไม่ได้ศัพท์มีอาการดิ้นพรวดพราด หลวงพ่อจงเดินเข้าไปใกล้แล้วบริกรรมอยู่ครู่หนึ่งสมภารวัดรูปนั้นถึงกับล้มตึงแน่นิ่งไป

บรรดาพระลูกวัดเห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปประคองปากก็ละล่ำละลักขอให้หลวงพ่อช่วย ท่านก็บอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวก็ฟื้น พอจะเอ่ยปากพูดต่อหลวงพ่อจงท่านเอามือป้องคล้ายจะบอกว่าไม่ต้อง ท่านหยุดนิดหนึ่งจนสมภารฟื้นแล้วพูดขึ้นว่า “พรุ่งนี้เช้าตั้งเครื่องสังเวยขอขมาลาโทษเขาเสียนะ เขาเอาจริงเวลานี้เขามาอยู่ที่นี่ด้วย เขาถามฉันว่าท่านรื้อวิหารต้องการขุดสมบัติใช่ไหม เขาให้ท่านรับปากท่านต้องเลิกหาสมบัติและวิหารนั้นจะต้องสร้างใหม่ให้สวยงามและใหญ่กว่าเก่า ท่านทำได้ไหมถ้าท่านทำไม่ได้เขาจะเอาชีวิตท่าน”

สมภารวัดหน้าซีดเหมือนไก่ต้มรีบพยักหน้าหงึกๆ เหงื่อกาฬแตกพลั่กเป็นเม็ดโตๆ รีบรับปากแต่โดยดี พอวันรุ่งขึ้นก็รีบจัดตั้งเครื่องสังเวยขอขมาลาโทษ แล้วจัดการสร้างวิหารให้งามใหญ่กว่าเดิม หากพูดถึงเครื่องรางของขลังท่านได้ปลุกเสกเวทวิทยาคมกระทำภาวนาด้วยบุญฤทธิ์อธิษฐาน อันเป็นพลังจิตแกร่งกล้าในแนวที่ให้ความนิยมกันมากนั้น ส่วนมากแรกๆท่านก็ใช้แนวทางความรู้อันที่เรียกมาจากท่านพระครูโพธิ์ เจ้าอาวาสวัดหน้าต่างในผู้เป็นปรมาจารย์องค์แรกของท่าน แต่ต่อมาเมื่อท่านได้ศึกษารอบรู้ในหลักการ อันเป็นกฎเกณฑ์ของผู้จะไต่เต้าเข้าหาความสำเร็จในอภิญญาอันเป็นพุทธวิธีชั้นสูงสุด

จากนั้นมาท่านก็ใช้ความรอบรู้อันเกิดจากภูมิปฏิภาณของผู้ใกล้เป็นสัพพัญญูเยี่ยงท่าน ผู้เป็นอรหันต์แต่โบราณกาลมานั้นเข้าบำเพ็ญธรรมกิจเพื่อให้บรรลุผลในทางอิทธิบารมีจนสามารถอาจดลบันดาลให้ผลดี ตามความต้องการของบุคคลที่เป็นคนดีสมมโนรสปรารถนา ดังนั้นก็สามารถพูดได้ว่าวิทยาอาคมของท่านมิใช่ในแนวทางไสยศาสตร์ หลวงพ่อจงเมื่อให้ของปลุกเสกของท่านแก่ผู้ใดท่านจะต้องบอกเตือนสติด้วยการให้คติเสมอว่า

“ขอให้รักษาตัวรักษาใจไว้ให้จงดีศีลธรรมอย่าลืม หากหมั่นบูชาพระรำลึกถึงพระและหมั่นศรัทธาปฏิบัติพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่เป็นนิตย์แล้ว ยากนักจะมีโพยภัยเหล่าใดเบียดเบียนบีฑาราวี ขอให้ท่องไว้ในใจเสมอว่าเวรย่อมมีขึ้นเฉพาะเมื่อได้มีการก่อเวร มีหนี้ก็หนีไม่พ้น จะต้องชดใช้เขาในเวลาหนึ่ง คนเราไม่ทำบาปพึงไว้ใจได้ว่า ต้องไม่มีบาปใดติดตามสนองปองผลาญจงหมั่นแจกจ่ายเมตตาอย่าให้ขาดสายคงต้องได้กุศลแรงกว่ากุศลอื่นใดหลายเท่านัก”

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

ข้อคิดท้ายเรื่อง ครูอาจารย์ท่านช่วยสั่งสอนให้ได้พิจารณาดูสิ่งของรอบตัวว่ามีต้นกำเนิดมาจากที่ใดให้ลองย้อนดูที่มาของต้นตอสิ่งนั้นๆจนถึงที่สุด “เรื่องนี้อาจจะทำได้ยากหน่อยนะครับอะไรที่เวลาเผาหรือฝังแล้วจะมีคนร้องไห้แล้วกลายเป็นเมฆกรองเป็นน้ำ ลองมองลึกไปถึงยุคนักรบโบราณดูครับ”เลย

Leave a Reply