อภินิหาร “หลวงพ่อทบ” ตอน ใช้ตะกรุดตัดรุ้ง

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ อภินิหารหลวงพ่อทบ ตอน ใช้ตะกรุดตัดรุ้ง นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

เมื่อปี ๒๕๑๖ เพื่อนสาวที่ทำงานของลุงอาจ(ผู้เล่าเรื่อง)ได้ตั้งกองผ้าป่าไปวัดช้างเผือกวัดหลวงพ่อทบ จ.เพชรบูรณ์ หลังทำบุญเสร็จหลวงพ่อทบท่านก็แจกวัตถุมงคลให้เป็นที่ระลึกคนละชิ้น ส่วนคนที่ไม่ได้มา ท่านก็จัดวัตถุมงคลแบบต่างๆฝากไปแจกประกอบ เหรียญ รูปหล่อลอยองค์ และตะกรุด ถึงเช้าวันจันทร์ก็เริ่มแจกจ่ายวัตถุมงคลกับผู้ที่ร่วมทำบุญ ตอนนั้นมีแต่คนเลือกเหรียญกับรูปหล่อกันไปจนหมด ส่วนตะกรุดไม่ค่อยมีใครหยิบกัน ลุงอาจมาทำงานสายจึงได้ตะกรุดไป ๑ ดอก

ลุงอาจเป็นคนชอบสะสมพระเครื่องเก่าๆ ก่อนปีพ.ศ. ๒๕๐๐ พอแกได้ตะกรุดของหลวงพ่อทบมาแกก็รู้สึกเฉยๆ เพราะเห็นว่าเป็นพระใหม่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงแกจึงเอาตะกรุดใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง บ้านลุงอาจอยู่ในซอยฝั่งตรงข้ามกับโครงการก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรรแถบชานเมือง ขณะนั้นพึ่งเริ่มก่อสร้างจึงเป็นที่โล่ง ปากทางเข้าบ้านของแกมีร้านขายกาแฟซึ่งลุงอาจกับเพื่อนๆใช้เป็นที่พบประสังสรรค์ รวมทั้งแลกเปลี่ยนพระเครื่องกัน

วันนั้นก่อนเข้าบ้านเกิดฝนตกหนักลุงอาจจึงแวะนั่งพูดคุยกับเพื่อนๆอย่างเคย ไม่นานจากนั้นฝนก็หยุดแกมองเห็นท้องฟ้าบริเวณหลังโครงการหมู่บ้านมีรุ้งกินน้ำวงใหญ่สวยงามมาก แกเกิดนึกเล่นๆว่า “พระกริ่งที่ศักดิ์สิทธิ์สามารถตัดรุ้งให้ขาดได้ตะกรุดก็น่าจะตัดได้เช่นกัน เพราะกรรมวิธีการทำพระกริ่งคือจารอักขะลงบนแผ่นโลหะแล้วใส่ลงเบ้าหลอมโลหะก่อนเทเป็นพระกริ่ง ส่วนตะกรุดจารอักขระลงบนแผ่นโลหะแล้วก็ม้วนขึ้นรูปเป็นตะกรุด”

ลุงอาจคิดพิเรนทร์บอกคนในร้านว่า”จะตัดรุ้งกินน้ำให้ดู”ว่าแล้วแกก็หยิบตะกรุดของหลวงพ่อทบออกมาจากกระเป๋ากางเกงนำขึ้นมาแล้วพนมมือแกท่องนะโม ๓ จบแล้วบอกหลวงพ่อผ่านตะกรุดว่า”ข้าพเจ้าอยากเห็นปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อด้วยการใช้ตะกรุดตัดรุ้งให้ขาด หลวงพ่อแสดงให้เห็นเป็นบุญตาลูกหลานสักหน่อย”ว่าเสร็จแกก็ฟาดตะกรุดลงตรงกลางของรุ้งกินน้ำ ก็ปรากฏว่า รุ้งที่เป็นรูปโค้งวงใหญ่เต็มท้องฟ้า บัดนั้นก็ขาดหายไปครึ่งวงทันที

คนในร้านต่างพากันตะลึงงันอ้าปากค้าคนแก่ที่นั่งดื่มกาแฟในร้านได้อุทานเสียงดังว่า”ว่ะ ขาดได้จริงๆ” ฝ่ายลุงอาจพอเห็นคาตาว่า ตัดรุ้งได้ขาดจริงแกเกิดความคะนองจึงใช้ตะกรุดดอกนั้นฟาดเอาๆจนไม่เหลือรุ้งกินน้ำตัวใหญ่บนท้องฟ้าอีกเลย คืนนั้นลุงอาจนอนไม่หลับทั้งคืนเพราะอยากไปพบเพื่อนสาวเพื่อขอตะกรุด รุ่งเช้าลุงอาจไปทำงานเช้ากว่าปกติแกมาดักรอพบเพื่อนสาวผู้เอาตะกรุดมาให้ พอแกเจอแกก็ถามหาตะกรุดทันที เพื่อนสาวว่า”แจกคนไปหมดแล้ว”แกจึงบอกเพื่อนสาวว่า”อยากได้ตะกรุดอยากจะไปกราบหลวงพ่อทบ” ก็พอดีว่าเพื่อนสาวเป็นโสดพ่อแม่ตายหมดจึงตอบตกลง ส่วนลุงอาจก็ยังไม่มีเมียจึงไปไหนต่อไหนได้ไม่มีปัญหา

ถึงวันเสาร์ทั้งสองได้เดินทางไปที่วัดช้างเผือกจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อขอตะกรุดกับหลวงพ่อทบ เมื่อได้ของเสร็จสรรพทั้งคู่ก็เริ่มสนิทกันไม่นานจากนั้นก็ได้กลายเป็นแฟนกันและรักกันจนถึงปัจจุบันทุกวันนี้ และนี่คือข้อพิสูจน์ที่ว่า นอกจากหลวงพ่อทบท่านจะเก่งเรื่องคงกระพันชาตรีแล้วเรื่องเมตตามหานิยมท่านก็ไม่เป็นสองรองใคร   …น้าเอก…

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

One comment

Leave a Reply