อัศจรรย์ข้ามโลก ครั้งเมื่อสื่อต่างชาติบุกไปหา”หลวงปู่แหวน”เพื่อสอบถามเรื่องราวอัศจรรย์

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ อัศจรรย์ข้ามโลก ครั้งเมื่อสื่อต่างชาติบุกไปหา”หลวงปู่แหวน”เพื่อสอบถามเรื่องราวอัศจรรย์นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า“หลวงปู่แหวน สุจิณโณ”นั้นเป็นพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแต่สิ่งที่ทำให้หลวงปู่แหวนเป็นที่รู้จักของชาวพุทธทั้งประเทศนั้นหาใช่วัตรปฏิบัติทางธรรมของท่านไม่ หากแต่เป็นเรื่องของอภินิหารและอภินิหารอันเป็นที่โจษจันมากที่สุดก็คือกรณี “หลวงปู่แหวนเหาะได้” นั่นเองจากเหตุการณ์ที่นายทหารคนหนึ่งพบเห็นพระภิกษุชราลอยอยู่บนก้อนเมฆขณะกำลังขับเครื่องบินเหนือน่านฟ้าและได้ตามหาตัวจนกระทั่งพบว่าเป็นหลวงปู่แหวนในเวลาต่อมานั้น เหตุการณ์อัศจรรย์นี้มิได้เป็นที่โจษจันกล่าวขานเฉพาะในหมู่ชาวพุทธไทยเท่านั้น เพราะเมื่อเรื่องนี้รู้ถึงหูสื่อฝรั่งต่างชาติเข้าก็ถึงขนาดต้องส่งนักข่าวมาทำสกู๊ปข่าวกันเลยทีเดียวสื่อที่ว่านี้ก็คือ “เอเชียแมกาซีน” ซึ่งได้ส่งนายชาร์ลส์ บราวส์ มาทำข่าวและเขียนเป็นบทความขึ้นมา บทความชิ้นนี้เขียนไว้ว่า

“ความเชื่อในสิ่งนอกเหนือธรรมชาติหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องธรรมดาในเมืองไทย เพราะที่นี่มีผีและวิญญาณอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะปลูกบ้าน เดินทางไปเมืองนอก หรือเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี ก็จะต้องมีผู้ชำนาญการคอยช่วยชี้แนะเช่น โหร คนเข้าทรง ฯลฯ แม้แต่พระสงฆ์ในพุทธศาสนาก็มีหลายรูปที่มีเรื่องศักดิ์สิทธิ์ให้เล่าถึงกัน หนึ่งในบรรดาพระสงฆ์นั้นก็คือ หลวงปู่แหวน ซึ่งผู้สื่อข่าวได้บรรยายให้เห็นถึงภาพพจน์ที่คละเคล้าด้วยเรื่องราวที่แสดงถึงอารมณ์ขัน ความน่าเชื่อถือความเคารพศรัทธาและความรู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ตลอดจนปรัชญาของท่าน

“คณะของเรามีเจ็ดคนคือ แพทย์สี่ พยาบาลหนึ่ง ช่างภาพสอง (เพราะท่านนายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้ถ่ายภาพของหลวงปู่แหวนเพื่อนำไปติดไว้ที่อาคารหลังใหม่ของโรงพยาบาลนครเชียงใหม่) ปีนี้หลวงปู่แหวนอายุ๙๒ปี ท่านยังสุขภาพดีแต่ตาเจ็บ คณะแพทย์จึงต้องเดินทางไปตรวจรักษาวัดอยู่ในหมู่บ้านดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว เหนือเชียงใหม่ไปร้อยกิโลเมตร ประชาชนเพิ่งจะได้ยินชื่อเสียงของหลวงปู่แหวนเมื่อห้าปีมานี้เอง ผู้เขียนเอง(ชาร์ลส์ บราวส์)ยังไม่เคยได้ยินชื่อท่านมาก่อน ชาวบ้านในแถบนั้นเชื่อว่าท่านเป็นอรหันต์เพราะท่านมีเมตตาธรรมต่อพวกเขามาก แต่ความจริงแล้วหากไม่มีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นเมื่อห้าปีที่แล้วคนในอำเภอพร้าวก็คงจะไม่มีใครได้ยินชื่อหรือรู้จักหลวงปู่แหวนอย่างในตอนนี้เลย

“เรื่องมีอยู่ว่า นักบินแห่งกองทัพอากาศไทยคนหนึ่งขณะบินอยู่นั้น(ผู้เขียนไม่ทราบว่าบินสูงแค่ไหน เอาเป็นว่าบินอยู่บนท้องฟ้าปะปนอยู่กับหมู่เมฆ) เขาก็สังเกตเห็นพระรูปหนึ่งนั่งสมาธิอยู่นอกเครื่องบิน แน่ละเขาคิดว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดจึงเล่าให้เพื่อนฟังแต่ก็ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไป นักบินคนนั้นกางแผนที่สำรวจว่าบริเวณนั้นคือที่ไหนก็พบว่าอยู่เหนือดอยแม่ปั๋ง เขาเดินทางไปที่นั่นและสอบถามชาวบ้านจนได้รู้ว่าหลวงปู่แหวนเป็นพระที่ชาวบ้านเคารพนับถือมากที่สุด เขาจึงปลงใจเชื่อว่าน่าจะเป็นรูปเดียวกันกับที่เขาเห็น

“ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหลวงปู่แหวนก็กลายเป็นพระที่มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ ผู้คนต่างพากันเดินทางไปนมัสการและอยากจะพบตัวท่าน รูปภาพและเหรียญรูปเหมือนของท่านก็มีขายทุกหนทุกแห่ง ในวันที่ผู้เขียนไปถึงนั้นมีรถโดยสารขนาดใหญ่สองคันแต่เจ้าอาวาสไม่ให้ใครเข้าพบหลวงปู่แหวน ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นที่เข้าใจกันได้ด้วยเหตุผลที่ว่า ท่านแก่ชรามากแล้วและต้องการพักผ่อนหากใครอยากพบเห็นก็ให้มาแต่เช้าฯลฯ ผู้เขียนจะไม่เล่าเรื่องนี้ในรายละเอียดแต่เป็นเรื่องตลกอย่างหนึ่งที่ได้ยินคนที่มาวัดแล้วไม่ได้พบหลวงปู่แหวนพูดกันว่า เจ้าอาวาสลั่นกุญแจขังท่านไว้ในห้อง

“อย่างไรก็ดีคณะของผู้เขียนได้เข้าพบหลวงปู่แหวนในห้องแล้วช่วยกันประคองท่านออกมาที่นอกชานเพื่อถ่ายรูป นั่นนับเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนเห็นหลวงปู่แหวนและได้เห็นอย่างใกล้ชิด แต่ขอบอกถึงความรู้สึกจริงๆว่าไม่ได้เห็นว่าท่านมีอะไรพิเศษ ระหว่างที่ช่างถ่ายรูปนานถึงครึ่งชั่วโมงนั้น ท่านก็นั่งเฉยไม่เคลื่อนไหวใดๆทั้งสิ้นแม้แต่ตาก็ไม่กะพริบ ทุกอย่างนิ่งจนผู้เขียนนึกประหลาดใจว่าท่านยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า เวลาผ่านไปสักพักผู้เขียนและเพื่อนรู้สึกเบื่อจึงออกไปดูสถานที่ซึ่งสร้างใหม่เพื่อตั้งหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่แหวน เรื่องหุ่นขี้ผึ้งนี้หวังว่าผู้อ่านจะเคยอ่านพบในหน้าหนังสือพิมพ์กันบ้างแล้ว

“เรื่องหุ่นนี้เล่ากันว่า นายแพทย์คนหนึ่งป่วยและเขาได้กราบขอให้หลวงปู่แหวนช่วยผลก็คือเขาหาย เพื่อแสดงความกตัญญูและทำบุญพร้อมกันไปด้วยเขาจึงจ้างช่างปั้นจากพิพิธภัณฑ์มาดามทุสโซแห่งกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษปั้นรูปเหมือนหลวงปู่แหวน ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเขาคงปั้นจากรูปถ่าย นายแพทย์คนนี้รวยเขาจ้างปั้นในราคาหนึ่งล้านบาทแต่ทางพิพิธภัณฑ์ตกลงปั้นให้ในราคาครึ่งหนึ่ง โดยขอปั้นหุ่นหลวงปู่อีกองค์หนึ่งเพื่อตั้งไว้ที่กรุงลอนดอน แล้วในวันที่หุ่นนี้เดินทางมาถึงเชียงใหม่ก็มีเรื่องมหัศจรรย์เกิดขึ้นนั่นคือ ทันทีที่เครื่องบินจอดฝนซึ่งกำลังตกก็หยุดแดดออกจ้าและอากาศสดใส

“บัดนี้หุ่นขนาดเท่าตัวจริงของหลวงปู่แหวนตั้งอยู่ในห้องพิเศษและท่านผู้อ่านรู้ไหม เมื่อผู้เขียนเห็นรูปปั้นนั้นก็รู้สึกว่านั่นคือตัวหลวงปู่แหวนจริงๆคือมีใบหน้าที่ยิ้มแย้มแม้แต่เล็บก็ขาวสะอาดสัดส่วนทุกอย่างเหมือนจริงมากที่สุด เพื่อนร่วมคณะก็รู้สึกอย่างนั้นจนเราสงสัยกันว่าองค์ไหนเป็นคนที่มีชีวิตกันแน่” เมื่อช่างภาพถ่ายรูปหลวงปู่แหวนเสร็จแล้วคณะของเราก็เดินทางกลับเชียงใหม่ ผู้เขียนรู้สึกผิดหวังนิดหน่อยจึงอดถามปนเย้าแหย่นายแพทย์คนที่ตรวจสุขภาพของหลวงปู่แหวนไม่ได้ว่า เขาคิดว่าหลวงปู่แหวนยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า

“นายแพทย์คนนั้นตอบว่า เขาเองก็นึกสงสัยเช่นกันเมื่อตอนที่อยู่ตามลำพังกับหลวงปู่แหวน เขาอยากจะทดสอบว่าท่านยังปกติดีหรือไม่เขาจึงพูดขึ้นลอยๆว่า “สมัยหลวงปู่ยังหนุ่มออกธุดงค์บำเพ็ญสมาธิในป่าเมื่อพระจะบำเพ็ญเพียรศึกษาสมาธิ ปฏิบัติธรรม ต้องธุดงค์เข้าป่าในหน้าแล้งเพื่อแสวงหาวิเวกสถาน” (นายแพทย์คนนี้หลวงปู่แหวนรู้จักมาก่อน) ผลปรากฏว่าหลวงปู่แหวนตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดถ้อยชัดคำว่า”เจ้าก็เคยบวชเป็นพระ แล้วยังมาถามอีก” คำตอบเช่นนี้ทำให้คณะของเรายอมรับว่าจิตของหลวงปู่แหวนยังตื่นอยู่ “แต่ที่เด็ดยิ่งกว่านั้นก็คือนายแพทย์อีกคนหนึ่งเล่าว่า เขาเองเคยอยากรู้เป็นที่สุดว่าเรื่องที่นักบินเห็นหลวงปู่แหวนนั่งสมาธิอยู่ในอากาศนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ จึงกราบเรียนถามว่าเป็นความจริงหรือที่ว่าหลวงปู่แหวนเหาะได้ “หลวงปู่แหวนไม่เคลื่อนไหวอะไรไม่แสดงความรู้สึก ตาก็ยังหลับแต่ริมฝีปากขยับนิดหนึ่งพอมองเห็นและน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดถ้อยชัดคำตอบว่า”เธอคิดว่าฉันเป็นนกหรือ”

หนังสือที่ระลึก “อาคารสุจิณโณ” คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

ใส่ความเห็น