อาถรรพ์แห่งตำนานวิชาหนุมานคลุกฝุ่น

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ…

เล่าเรื่องคนแต่ก่อนชอบสักรูปหนุมาน นึกได้ว่าอาจารย์แปลก สนธิรักษ์ ได้เล่าให้อาจารย์เปลื้อง ณ นคร ฟังว่า เมื่อครั้งท่านไปทำหนังสือพิมพ์อยู่กับพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (น.ม.ส.) ที่วังถนนประมวญ วันหนึ่งจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ทราบ ทรงเปิดพระโสณี (สะโพก) ให้ดูรอยสักรูปหนุมานที่สะโพกข้างหนึ่ง เรื่องนี้ทำให้ผู้เขียนระลึกถึงคำเตือนของผู้ใหญ่ที่ชอบสักตามร่างกายว่า อย่าไปตบสะโพกคนอื่นจะทำให้ “ของขึ้น” ที่แท้ก็กลัวจะไปตบถูกรูปหนุมานที่สักไว้นี่เอง

นอกจากสักไทยเราก็ชอบคาถา เมื่อครั้งเป็นเด็กเรียนหนังสือที่วัดประดู่ทรงธรรรม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดนี้เป็นสำนักใหญ่ในเรื่องเวทมนตร์เลขยันต์อะไรต่างๆ มีตำรับตำรามาก ผู้เขียนเองก็เคยได้รับคาถา “หนุมาน” ว่าเป็นคาถาหัวใจหนุมาน ครั้นมีอายุมากขึ้นได้อ่านตำราไสยศาสตร์เรื่องเวทมนตร์คาถาอะไรต่างๆ จึงพบว่าตัวเอกในเรื่องรามเกียรติ์มี “หัวใจ” กันทั้งนั้น เท่าที่จดไว้มีของหนุมาน พาลี องคต และลิงลม

หัวใจหนุมานนั้นว่า “ยะตะมะอะ”

หัวใจพาลีนั้นว่า “ยันตะนุภา”

หัวใจองคตนั้นว่า “พะหะวารา”

หัวใจลิงลมนั้นว่า “ยุวาพะวา”

ฉะนั้นที่เคยเข้าใจว่าหัวใจหนุมานกับหัวใจลิงลมเป็นอย่างเดียวกันก็ไม่ใช่ ผู้เขียนไม่มีความรู้ในเรื่องเวทมนตร์คาถา แต่ก็พยายามหาความรู้ว่าที่พูดๆ กันนั้นหมายความว่าอย่างไร เช่นคำว่า “หนุมานคลุกฝุ่น” ก็เคยเข้าใจว่าถึงจะล้มกลิ้งลงไปนอนกับพื้นแล้วก็ยังลุกขึ้นมาได้ ภายหลังจึงทราบว่าเป็นชื่อ “คาถาหนุมานคลุกฝุ่น” มีหลายอาจารย์ เพื่อนคนหนึ่งจดมาให้ คาถามีดังนี้

“โอมตัวกูคือหนุมาน วายุบุตรสวาหะ มีฤทธิ์ชาญชัยเบิกกรุงบาดาล หนุมานะอิทธิฤทธา อานุภาเวนะ อะนะอะ มะอะอุ นะมะพะทะ จะภะทะสะ นะมะอุ ยะธาพุทโมนะ โอมพระพายสวาหะ เจ้าเอ๋ย ช่วยลูกด้วย สังขาตัง โลกะวิทู โอมสวาหะ สวาโหม”

คาถานี้ว่าเป็นของหลวงพ่ออั้น วัดโรงโค จังหวัดอุทัยธานี ท่านให้เสกทรายแล้วลูบไล้ตามร่างกายจะทำให้เกิดอิทธิฤทธิ์ จึงได้เรียกว่า “คาถาหนุมานคลุกฝุ่น” ไม่ใช่ใช้แล้วถูกตีลงไปนอนคลุกฝุ่น คาถานี้ได้ความว่ามีนักมวยบางคนก็ภาวนาคาถานี้แล้วลูบไล้ไปตามร่างกาย ได้ผลอย่างไรต้องไปถามนักมวยเอาเอง

สำหรับตอนนี้ขอมอบพระคาถาหนุมานคลุกฝุ่น  (นะโม ๓ จบ)

“โอม หะนุมานะ หะนุมานุ หะนุมานิ หะนุมานัง คลุกคลีตีมะอะ กายะพันธะนัง คงกระพันธะนัง อาวุทธัง ปะรายันติ โอมผงเผ่าเถ้าธุลีคงกระพันชาตรีสวาหะ คลุกคลีตีลัง คลุกคลีตีมะ คลุกคลีตีอุ คลุกคลีตีอะ นะโมพุทธายะ”

ใช้ภาวนาเสกฝุ่นหรือแป้งก่อนเข้าผจญศึกหากล้มแล้วถูกซ้ำจะเกิดมีพละกำลังตียังไงก็ไม่ล้ม

พระคาถาต่าง ๆ ก่อนเรียนหรือท่องจำควรจะใส่บาตรไปถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาและที่เกี่ยวข้องให้หรือมีความขลังเป็นไปเป็นไปตามพิธีที่ได้รับการสอนจากครูบาอาจารย์ มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานคนจนเมื่อมีโอกาศแล้วอธิษฐานจิตอุทิศให้ท่านก็จะยิ่งขลังดีนักแล) หรือตั้งจิตอธิษฐานยึดเอาข้อศีลข้อใดข้อหนึ่งที่คิดว่าทำได้ไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งดี

ข้อคิดท้ายเรื่อง รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นที่ลับของทุกๆคนมาตลอด

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่คนเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่เราอาบล้างของลับก็ไหลลงพื้นคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นเมฆตกมาเป็นฝนศพอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำสกปรกที่เกิดจากควันรถลมตดคนผายลมวันกี่คนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะ

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวอีกกันอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะนะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้ตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดทุกสิ่งดูล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์สักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง๑๐กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไร

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

ทองของมีค่าขอให้ท่านลองดูวิธีร่อนทองเอาเถิดว่าเขาร่อนกันยังไงเอาไข่หรือจิมิแช่กวนๆมาให้เราใส่อยู่ทุกวันไม่เชื่อลองเปิดคลิปดูต้นตอของที่มาทุกสิ่้งดูได้วิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุด)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรืออยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมด

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินศพของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะได้กินศพคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชมากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่้น

เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ที่จริงเรื่องรอดราวตากผ้าไม้ค้ำกล้วยใต้บันใดหรือที่อโคจรไม่ได้ทำให้ของเสื่อมเลยครับเพราะปกติเสื้อผ้าของเราก็ซักรวมกันอยู่กับพวกกางเกงของสตรีผู้เปื้อนประจำเดือนหรือกางเกงในอยู่แล้วหลายท่านมักจะกังวลหรือสงสัยทำให้จิตตกของดีจึงไม่อาจส่งผลบรรดาลฤทธิ์ให้เสื่อมลงได้ของดีที่จริงนั้นอยู่ที่สัจจะในข้อศีลต่างหากให้ท่านพึงตั้งจิตอธิษฐานว่าจะถือศีล๕ ในข้อใดข้อหนึ่งไปตลอดชีวิตแค่นี้เว้นแต่ที่ไม่เจตนาแค่นี้บารมีเครื่องรางของขลังก็คุ้มกายแล้วครับบางคนถือได้มากสองถึงสามข้อของดีก็คุ้มศาสตราอาวุธได้ชะงัดผู้เขียนได้เห็นอย่างประจักษ์ตามาแล้ว (ธรมมะขององค์พระต่างหากที่ทำให้เกิดอานุภาพความขลัง)

นักเลงโบราณที่มีวิชาอาคมสมัยก่อนนั้นต้องร่ำเรียนไปหาเรียนสมาธิกับพระหรือไปเป็นผ้าขาวก่อนเพื่อขอเรียนกรรมฐานจากครูบาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญหรือพระป่าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก่อนนั้นจึงจะขลังการเรียนสมัยก่อนต้องการเรียนจริงต้องบวชถือเพศพรหรมจรรย์เพื่อวิชาอาคมก่อนจึงจะขลังเป็นวาจาสิทธิ์ (สมัยนี้นักเลงบวชเรียนวิชาก่อนหายาก)

 

Leave a Reply