อุบาย ขุนพันธรักษ์ราชเดช เลี้ยงโจรจีบลูกสาวชาวบ้าน

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ อุบาย ขุนพันธรักษ์ราชเดช เลี้ยงโจรจีบลูกสาวชาวบ้าน นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

เรื่องราวของพล.ตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดชถูกนำมาทำเป็นภาพยนต์แล้วถึง๒ภาคแต่ประวัติของอดีตนายตำรวจมือฉมังผู้ปราบจอมโจรไอ้เสือมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำแห่งวงการตำรวจไทย ยากที่จะเล่าขานให้จบในเวลาสั้นๆ การที่ท่านมีชีวิตยาวนานถึง๑๐๓ปี รับราชการตำรวจมีผลงานมากมายทำให้มีเรื่องเล่าขานถึงตัวอดีตนายตำรวจท่านนี้มากที่สุดไม่มีใครเทียม

ปริญญานิพนธ์ของ“วีระ แสงเพชร”มหาวิทยาลัยทักษิณซึ่งน่าจะบันทึกประวัติของขุนพันธรักษ์ราชเดชได้ละเอียดที่สุดได้ระบุบางตอนที่น่าสนใจโดยเฉพาะช่วงที่ขุนพันธรักษ์ราชเดชรับคำท้าของคณะเสือครึ้มกลุ่มเสือร้ายวัดนก อำเภอสรรคบุรีจังหวัดชัยนาท ให้ไปพบปะกันถึงรังโจรของคณะเสือวัดนกการพบกันในครั้งนั้นมีเงื่อนไขว่าให้ไปกันเพียง๓คนคือ ขุนพันธ์ฯ,นายอำเภอและผู้กองอำเภอสรรคบุรีเท่านั้น ขุนพันธ์ฯกล้ารับคำเชิญเชิงท้าทายนั้นอย่างกล้าหาญไปพบตามกำหนดทั้งๆที่คณะโจรมีจำนวนถึง๔๕คน

ในที่สุดคณะเสือครึ้มก็ยอมเลือกตัวแทนไปเจรจากันในโบสถ์ความกล้าหาญแบบชายชาตินักเลงของพล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชครั้งนี้ทำให้ชนะใจคณะเสือวัดนกจนฝ่ายเสือวัดนกตอบรับข้อเสนอของพล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชด้วยวิธีของนักเลงเช่นกัน ทำให้เป็นประโยชน์ต่อการปราบปรามและเป็นการพิสูจน์ว่า พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชไม่เสียดายชีวิตเท่ากับเสียดายศักดิ์ศรีของนักเลง

พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชมีน้ำใจเป็นนักกีฬาตามวิสัยนักเลงที่แท้จริงคือ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงเพื่อหาทางเอาเปรียบคู่ต่อสู้ ตลอดชีวิตการปราบปรามของท่านไม่เคยลั่นกระสุนปื นก่อนคู่ต่อสู้เว้นแต่จะเป็นการยิ งขู่ขวัญ ไม่ใช้อาวุธที่มีอานุภาพสูงกว่าเช่นถ้าโจรมือเปล่าก็จะต่อสู้ด้วยมือเปล่า เมื่อสามารถจับเป็นโจรคนใดได้ก็พยายามรักษาชีวิตเพื่อนำส่งให้ดำเนินคดีตามกระบวนยุติธรรม ถ้าโจรคนใดให้คำมั่นสัญญาว่าจะเลิกประพฤติชั่วก็จะให้โอกาสไม่ผูกใจเจ็บหรือแค้น ถ้าโจรคนใดต่อสู้จนสุดฤทธิ์แล้วเพลี่ยงพล้ำร้องขอชีวิตก็จะไม่เอาชีวิต

เช่นกรณีการจับเสือคงเมืองพัทลุงเมื่อพ.ศ.๒๔๗๕ เป็นโจรที่มีอิทธิพลมีเส้นสายแทรกซึมอยู่แม้แต่ในเมืองและบนสถานที่ราชการเคยประกาศท้าขุนพันธ์ฯให้ไปชกและฟั นกันกับพวกมันและท้าทายในลักษณะอื่นๆหลายครั้ง เคยปลิด ชีวิ ตกำนันกิมจ๋องเพื่อนสนิทของขุนพันธ์ฯ เมื่อจับได้ขุนพันธ์ฯก็ไว้ชีวิตมันจนผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงต่อว่าขุนพันธ์ฯอย่างรุนแรงที่ไว้ชีวิตเสือคง ที่ขุนพันธ์ฯกระทำเช่นนั้นเพราะไม่อาจฝืนสำนึกของนักเลงเนื่องจาก”ทำไม่ลงเสือคงมันไม่สู้และไร้อาวุธปื นอยู่ในมือมิหนำซ้ำมันยังยกมือไหว้ขอชีวิตไว้” ในที่สุดเสือคงก็ถูกส่งตัวขึ้นศาลถูกศาลพิพากษาจำคุก๒๐ปี

กรณีการจับเสือสายคอลายที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเสือสายต่อสู้จนได้รับบาดเจ็บสาหัสเมื่อจับได้แล้วขณะที่คุมตัวล่องเรือเพื่อส่งตัวยังจังหวัด เสือสายเกิดอาการคล้ายจะต าย ขุนพันธ์ฯช่วยหาผู้ที่พอจะมีความรู้ทางหมอทางยาให้ช่วยพยาบาลจนพ้นเขตอันตราย เสือสายซึ่งเคยมั่นหมายจะเอาชีวิตขุนพันธ์ฯขอบุหรี่จากขุนพันธ์ฯ ขุนพันธ์ฯก็ยื่นให้และแสดงความเป็นนักเลง ชนะใจเสือสายจนเสือสายกล่าวยกย่องน้ำใจ อันนี้แสดงถึงน้ำใจนักเลงที่รู้แพ้ รู้ชนะ รู้จักให้อภัยทั้งๆที่จะถือโอกาสทำวิสามัญอำพรางเสียก็ได้

จากจรรยานักเลงที่ว่านักเลงที่แท้จริงจะต้องมีความกตัญญูสูงไม่ลบหลู่หรือเนรคุณผู้มีพระคุณไม่ทรยศต่อเพื่อนไม่กระทำการใดๆ ที่คนทั่วไปถือว่าเป็นการก่อเสนียดจัญไรเช่น ไม่รบราปลิดชีพกันในเขตวัด ไม่ลบหลู่ดูหมิ่นเครื่องรางของขลังหรือบุคคลที่ศัตรูนับถือ ไม่กระทำดูหมิ่นซากศ พของศัตรู ไม่ข้ามศ พ ใช้เท้าเขี่ยศ พ หรือสับเป็นชิ้นๆใครกระทำการเช่นว่านี้ถือเป็นเรื่องอัปยศ อัปมงคล จรรยานักเลงเหล่านี้ปรากฏว่า พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและรังเกียจที่บุคคลอื่นกระทำเช่นนั้น

เช่นกรณีการปราบเสือสังอำเภอป่าพะยอมจังหวัดพัทลุง พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชกล่าวตำหนินายขี้ครั่งที่เมื่อเข้าใจผิดว่าตนเองยิ งเสือสังไม่ผิดแล้ววิ่งเลยไปที่เรือนนางหมิกภรรยาหลวงของเสือสัง พร้อมกับตะโกนด่าแม่ไปพลางและใช้คำหยาบว่า “กูยิ งผัวมันตา ยโห งแล้ว เมียมันสองคนได้กู” ขุนพันธรักษ์ราชเดชเล่าเชิงตำหนินายขี้ครั่งต่อไปว่า”นายขี้ครั่งขึ้นไปเอะอะบนเรือนนางหมิกเมียหลวงของเสือสัง แกจะทำอะไรบ้างเรามองไม่เห็นเราทั้งสองต้องใช้ตาดูหูฟังการเคลื่อนไหวของเสือสัง”เป็นทำนองตำหนิการกระทำสิ่งที่เป็นอัปมงคลของนายขี้ครั่งโดยปริยาย

วัฒนธรรมพื้นบ้านในช่วงที่ขุนพันธรักษ์ราชเดชปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มีวัฒนธรรมการผูกญาติการนับญาติ(สาวญาตินับโยดการเป็นดอง) การผูกมิตร(เป็นเกลอ)ตลอดจนการผูกโยชน์(ระบบอุปถัมภ์)ที่เป็นจุดแข็งของชุมชนเพื่อการร่วมแรง ร่วมใจ ร่วมคิดและการพึ่งพาทั้งในแต่ละชุมชนและระหว่างชุมชน พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชได้ใช้ภูมิปัญญานำเอาวัฒนธรรมท้องถิ่นดังกล่าวนี้มาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการปราบปรามจึงทำให้งานปราบปรามประสบผลดียิ่งขึ้น

เช่นขุนพันธรักษ์ราชเดชใช้ภูมิปัญญาการผูกมิตรที่มีความผูกพันอย่างใกล้ชิดกับผู้ที่มั่นใจว่าวางใจได้ในแต่ละชุมชนในระดับ”อ้ายเพื่อน”หรือ”อ้ายคอ”(ใกล้ชิดเป็นพิเศษไปมาหาสู่กันเสมอพักพิงอาศัยทุกครั้งที่อยู่ในชุมชนนั้นๆและช่วยดูแลอำนวยความสะดวกให้ตามความต้องการ)และระดับ”อ้ายเกลอ”(สามารถตายแทนกันได้ เสมือนเป็นคนคนเดียวกัน) การผูกมิตรกับคนในชุมชนในระดับ”อ้ายเพื่อน”หรือ”อ้ายคอ”ขุนพันธรักษ์ราชเดชมักเลือกบุคคลที่เป็นผู้นำในท้องถิ่นหรือเป็นคนที่ชุมชนเคารพนับถือและหรือมีเหตุผลอื่นๆที่ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าวางใจได้ บุคคลที่เป็นเพื่อนในระดับนี้จะมีอยู่ในทุกชุมชนที่ปฏิบัติการ

เช่นนายขี้ครั่ง เหรียญขำซึ่งเป็นผู้ที่ช่วยนำพล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชไปสมัครเป็นศิษย์ของอาจารย์เอียด วัดเขาอ้อ แต่เดิมนายขี้ครั่ง เหรียญขำเป็นเพื่อนกับนายแคล้ว พันธรักษ์ซึ่งเป็นน้องชายของพล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช นายนิตย์กำนันตำบลหานโพธิ์ อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง เป็นเพื่อนสนิทที่ไปมาหาสู่กันเสมอ นายกิมจ๋อง กำนันตำบลมะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เป็นผู้ที่คอยสืบหาข่าวและร่วมในการจับกุมโจรอยู่เสมอๆ ภายหลังถูกกลุ่มของเสือตั้ง เสือชุ่ม และเสือคงยิ งเสียชีวิ ตเมื่อพ.ศ.๒๔๗๕

นายปั้น สุนสงค์ผู้ใหญ่บ้านตำบลคลองหอยโข่ง เป็นคนที่สนิทสนมเป็นพิเศษทุกครั้งที่พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชมาหาข่าวสารบริเวณนี้จะต้องพักที่บ้านนายปั้น สุนสงค์ นายทิม บางงอนกำนันตำบลถ้ำสิงขร(ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอคีรีรัฐนิคม)เป็นผู้นำทางและคอยหาข้าวปลาอาหารให้ในช่วงที่ไปจับกุมเสือสายเมื่อพ.ศ.๒๔๘๖ นายปริก กำนันตำบลวังไม้ดก อำเภอเมืองพิจิตรและยังมีบุคคลอื่นๆอีกมาก วิธีการดังกล่าวนี้เป็นการปรับใช้วัฒนธรรมการผูกมิตรกับผู้มีอำนาจในท้องถิ่น ซึ่งขณะนั้นนิยมกันทั้งในหมู่นักเลงชาตรีโจรและนักเลงหัวไม้ การผูกมิตรถึงระดับเป็น “อ้ายเกลอ” พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นเกลอกับนายนวลซึ่งเป็นบิดาของเสือเอื้อน ตำบลป่าพะยอม อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง เป็นต้น

รูปถ่ายร่วมฉลองยศขุนพันธรักษ์ราชเดช บ้านอ้ายเขียว อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๕

ขุนพันธรักษ์ราชเดชแนะนำผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของท่านคือ”ให้จีบลูกสาวชาวบ้านในหมู่บ้านนั้นๆแล้วจะได้ข้อมูลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภายในครอบครัวเองหรือเรื่องภายนอกเหตุดังกล่าวนี้เองทำให้เป็นที่โจษขานกันว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นคนเจ้าชู้” อุบายอันนี้ถ้ามองกันว่าเป็น”ลูกเล่น”ของขุนพันธรักษ์ราชเดช และผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านนำไปใช้เพียงแต่จีบลูกสาวชาวบ้านเพื่อแลกเอาข่าวสารก็สมควรที่จะถูกตำหนิว่าเป็นคนเจ้าชู้ แต่ถ้าเป็นไปด้วยบริสุทธิ์ใจกุศโลบายที่นำเอาวัฒนธรรมพื้นบ้านเรื่องการผูกดองและเป็นการดองมาใช้นับว่าก่อให้เกิดประโยชน์ที่ยั่งยืน แต่มีโอกาสที่จะใช้จำกัดมิเช่นนั้นจะเข้าภาษิต”รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ” ขุนพันธรักษ์ราชเดชได้ปรับใช้วัฒนธรรมเรื่องนี้ที่ได้ผลชัดเจนคือกรณีที่ร.ต.ท.แช่ม แกล้วทนงตีสนิทกับแม่หม้ายที่ขายขนมในซ่องไม้ไผ่งาช้างในตลาดสุราษฎร์ธานี เพื่อสืบหารายละเอียดก่อนจะปราบซ่องการพนันดังกล่าวนี้ซึ่งได้ผลตามที่ต้องการ

วัฒนธรรมการ”การผูกโยชน์”คือการสร้างสายสัมพันธ์กันโดยการเกิดพันธะผูกพันเพราะการเป็นหนี้บุญคุณกันเคยอุปถัมภ์ค้ำจุนกันจนเกิดสำนึกว่าจะต้องตอบแทนบุญคุณหรืออย่างน้อยก็ไม่คิดเนรคุณ วัฒนธรรมด้านนี้ที่ฝ่ายปราบปรามเคยนำมาใช้กันอย่างชัดเจนคือการใช้โจรที่อยู่ในอุปถัมภ์ปราบโจรและมักเข้าทำนองตำรวจเลี้ยงโจร ซึ่งขุนพันธรักษ์ราชเดชได้ใช้ภูมิปัญญาที่จะไม่ให้เกิดจุดด่างพร้อยในประเด็นดังกล่าวซึ่งกระทำได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นลูกที่ดีและต้องปฏิบัติการปราบปรามในถิ่นเกิดหรือในที่มีญาติมิตร มีเกลอและมีผู้ที่เคยอุปถัมภ์ค้ำจุนกันมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่

เนื่องจากผู้ที่มีอิทธิพลในท้องถิ่นนั้นล้วนสมาคมกับโจรและเลี้ยงโจรการปราบโจรบางรายจึงเสี่ยงต่อการเกิดความขัดแย้งกับผู้นำและผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นที่มักจะต้องทำงานร่วมกันกับตำรวจ การใช้โจรปราบโจรจึงต้องใช้อุบายหลบเลี่ยงการหักหน้ากันและเป็นการหยั่งดูเชิงกันเยี่ยงนักเลงข่มนักเลง วิธีการใช้โจรต่างถิ่นต่างสังกัดกันปราบโจรข้ามถิ่นข้ามสังกัดทำให้ผู้มีอิทธิพลได้ประโยชน์และพอใจยิ่งขึ้น ช่องว่างดังกล่าวนี้สามารถใช้เป็นอุบายให้เกิดผลดีต่อการปราบปรามได้ระดับหนึ่ง อีกประการหนึ่งในหมู่โจรเองก็มักขัดแย้งกันทั้งในกลุ่มเดียวกันและต่างกลุ่มกัน โจรบางคนที่อยากกลับใจเป็นคนดีแต่ยากที่จะแยกตัวออกมาได้ง่ายๆ

ดังนั้น การที่ตำรวจเข้าไปช่วยให้มีทางออกจึงเป็นทางหนึ่งที่ช่วยให้การปราบปรามง่ายขึ้น แต่ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงการคบคิดกับโจรและการเลี้ยงโจร การใช้ภูมิปัญญาที่จะใช้โจรปราบโจรให้เกิดผลดีโดยไม่มีผลเสียซึ่งเป็นหลักการที่ดีจึงยากที่จะกระทำได้ ส่วนใหญ่จะเข้าลักษณะ”คาบลูกคาบดอก”หรือได้อย่างเสียอย่าง

ปริญญานิพนธ์ “วีระ แสงเพชร” มหาวิทยาลัยทักษิณ

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

ใส่ความเห็น