อแวสะดอ จอมโจรหนังเหนียว

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ อแวสะดอ จอมโจรหนังเหนียว  นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

ปีพุทธศักราช ๒๔๘๑ จังหวัดนราธิวาส เดือดร้อนเป็นไฟอีกวาระหนึ่งจากภัยโจร เสือปล้นโจรร้ายนี้ไม่ใช่โจรธรรมดาที่ปล้น)ปลิดชีวิตลักวัวควายชาวบ้าน หากเป็นโจรซึ่งมีเบื้องหลังเข้าไปเกี่ยวพันกับการเมือง เขาผู้นั้นคือ อแวสะดอตาและ อเเวสะดอเป็นลูกชายของโต๊ะยีซึ่งมีคนนับถือมาก อยู่บ้านตาโล๊ะบากู ตำบลจำปะกอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส เขาผู้นี้มีใจรักทางนักเลงตั้งเเต่หนุ่มค่อนข้างเป็นคนเด็ดขาดมีความอำมหิตโหดเหี้ยม ที่สำคัญเขาฝักใฝ่ในเรื่องไสยเวทประเภทอิทธิฤทธิ์คงกระพันชาตรี ตอนที่เป็นโจรถูกตำรวจตามล่าแล้วยิ งปะทะกัน ตำรวจยิ งไม่เข้าไม่ออกไม่ถูก ตำรวจตามมาแล้ว๗ครั้งไม่เคยได้โจรนายนี้เลย ว่ากันว่าอแวสะดอมีของดีหลายอย่างคือ ช้องหมูป่า เคราของคนเป็นทองแดงและตับคนเป็นเหล็ก ห้อยคอเป็นเครื่องรางของขลังนั่นเอง

เขาเปิดฉากการเป็นโจรอย่างง่ายๆด้วยการปล้นทรัพย์หลายต่อหลายรายแต่ก็รอดไปได้ไม่นาน ในที่สุดถูกจับได้พร้อมลูกน้องซึ่งสะมะแอถูกนำตัวไปกักขังที่อำเภอสัตหีบชลบุรี แต่อแวสะดอหมดอิสรภาพไม่นานเขากับลูกน้องคู่ใจแหกคุกที่คุมขังออกมาได้และสามารถล่องใต้กลับถิ่นกำเนิดอย่างปลอดภัยหนีคุกออกมาได้หลบซ่อนตัวที่ตาโล๊ะบากู มีผู้ทรงอิทธิพลสองคนเป็นเกราะป้องกันตัวให้อย่างเงียบๆ บุคคลทั้งสองที่ใช้บารมีปกป้องโจรนี้มีฐานนะมั่นคงและยังยุ่งกับการเมืองมีเป้าหมายให้แดนภาคใต้เป็นรัฐอิสระ การสนับสนุนอแวสะดอก็เท่ากับสร้างอิทธิพลและบ่อนทำลายเพื่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างคนไทยกับไทยมุสลิม

อแวสะดอรวบรวมพรรคพวกได้๙คน เปิดฉากปล้นปลิดชีพอีกเเล้ว เขาปฏิบัติการอย่างไม่เกรงกลัวกฏหมายและอาญาแผ่นดินเขาเลือกปล้นเฉพาะคนไทยเท่านั้น ทุกครั้งที่เข้าปล้นเจ้าทรัพย์จะถูกปลิดชีวิ ตอย่างโหดร้าย เป็นที่หวาดหวั่นพรั่นพรึงของชาวนราธิวาสที่เป็นคนไทยอย่างถึงที่สุด ผู้ที่มีฐานะดีออกไปอยู่จังหวัดอื่นเป็นการชั่วคราวเพื่อหนีภัยโจร เมื่อขุนโจรอแวสะดออาละวาดปล้นปลิดชีพไม่เว้นแต่ละวันตำรวจก็ออกตามล่าจนสุดความสามารถมีการปะทะกันหลายครั้ง แต่โจรร้ายนี้ไม่เกรงกลัวตำรวจแม้เเต่น้อยขุนโจรหนังเหนียวกลับปักหลักสู้กับตำรวจอย่างอหังการและตำรวจเองไม่อาจจับกุมพวกมันได้แม้เเต่คนเดียวหนำซ้ำยังถูกอแวสะดอยิ งเข้าใส่จนตำรวจต้องล่าถอยหลายครั้ง

อย่างเช่นกับตำรวจซึ่งมี ร.ต.ท.หม่อมราชวงศ์สอ้าน ลัดดาวัลย์เป็นหัวหน้าชุดกลางวันเเสกๆในท้องที่อำเภอบาเจาะอย่างดุเดือดตั้งเเต่เช้าจรดค่ำกระทั่งฝ่ายตำรวจต้องถอยหนีหรือปะทะกับตำรวจในเขตจังหวัดยะลามี ร.ต.อ.เจริญ จันทร์เฉิดเป็นหัวหน้า อแวสะดอหลบอยู่ในบ้านหลังหนึ่งตำรวจล้อมไว้ทุกด้านและยิ งเข้าใส่ฝ่ายโจรร้ายก็โต้ตอบออกมาไม่ขาดสายเช่นกัน บ้านเล็กๆหลังนั้นเจอกระสุนปื นของตำรวจพรุนถึงกับล้มครืนลงอแวสะดอหล่นลงไปอยู่ใต้ถุน ทว่ากริชรักของมันอยู่บนเรือนที่พังมันคลานฝ่าห่ากระสุนของตำรวจขึ้นไปเอากริชของมันคืนเอาจนได้

ได้กริชเเล้วแทนที่ตัวมันจะหนีอแวสะดอกลับปักหลักสู้กับตำรวจต่อไปอีกจนตำรวจต้องเป็นฝ่ายล่าถอยไปอีกครั้ง นับวันตำรวจเป็นฝ่ายเสียเปรียบโจร หากเป็นเช่นนี้ต่อไปขวัญกำลังใจของราษฏรสุจริตชนย่อมสั่นคลอน ดังนั้นแผนปราบขุนโจรอแวสะดอกับพวกแบบถอนรากถอนโคนจึงได้กำหนดขึ้นได้มีการแต่งตั้งให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรเขตเป็นหัวหน้าให้ท่านข้าหลวงหม่อมราชวงศ์ทวีวงศ์ถวัลศักดิ์,หลวงจรูญ ณ สงขลา ปลัดจังหวัดเป็นผู้ช่วยให้มีอำนาจหน้าที่เกณฑ์ตำรวจจังหวัดสงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส มาปฏิบัติภารกิจได้ตามแต่เห็นพอสมควร

ขณะนั้นขุนพันธ์ยอดตำรวจมือปราบย้ายจากจังหวัดพัทลุงไปเป็นหัวหน้ากองตำรวจกองกำกับการสายที่๑๘จังหวัดสงขลาได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นนายร้อยตำรวจเอกเมื่อตั้งกองปราบปรามเฉพาะกิจขึ้นได้ใช้ศาลาจำปะกอเป็นกองอำนวยการแล้วเเบ่งหน่วยปราบปรามออกเป็น๓หน่วยหน่วยเเรกให้ ร.ต.อ. ขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นหัวหน้ามีตำรวจกองตรวจสงขลาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาและให้นายสิบท้องที่เป็นผู้ประสานงานหน่วยที่สองให้ ร.ต.อ.ปรี สุศีลวรณ์เป็นหัวหน้ามีตำรวจกองพิเศษปัตตานีเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาหน่วยที่สามให้ ร.ต.ท.หม่อมราชวงศ์สอ้าน ลัดดาวัลย์เป็นหัวหน้า

มีตำรวจนราธิวาสเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละหน่วยเลือกที่ตั้งหน่วยเอาเองโดยกำหนดไว้๓จุดจุดเเรกเขาแกและจุดที่สองบาตูตะโมง จุดที่สามวัดหัวเขาร.ต.อ.ขุนพันธ์เป็นนายตำรวจต่างถิ่นยังไม่ค่อยรู้เรื่องขุนโจรอแวสะดอดีนักเห็นว่าเขาแกและอยู่ใกล้กับกองอำนวยการประมาณกิโลเมตรเศษ หากเกิดปัญหาอะไรขึ้นจะได้ติดต่อกับกองอำนวยการได้สะดวก เพราะตนไม่รู้จักใครเลยแต่ยอดมือปราบหารู้ไม่ว่า ขุนโจรอแวสะดอมีฐานที่มั่นอยู่บนเขาแกและนั่นเองส่วนจุดอื่นเป็นแค่ทางผ่านนานๆครั้งเท่านั้น แต่ก็น่าแปลกตั้งเเต่ผู้กองขุนพันธ์ฯไปตั้งกองกำลังอยู่ไม่เคยได้ปะทะกับกลุ่มโจรเลยแม้เเต่น้อย ผิดกับสองหน่วยที่วัดหัวเขาและบาตูตะโมงแต่ละหน่วยปะทะกับขุนโจรอแวสะดอกับพวกถึง๔ครั้ง เป็นการยิ งกันทั้งกลางวันกลางคืนและในการปะทะกันครั้งที่๓หน่วยของ ร.ต.อ.ปรี ก็สามารถเด็ดชีวิตไอ้เสือกุโน สมุนคู่ใจของอแวสะดอได้คนหนึ่งบนเขาสามยอด

ด้วยเหตุนี้ขุนโจรอแวสะดอจึงประกาศหยามหน่วยปราบปราม ตำรวจสงขลาว่าไม่มีฝีมือและไม่กล้ากับมันแต่ไอ้โจรหนังเหนียวคิดผิด เพราะมันยังไม่รู้จักขุนพันธ์ดีพอแค่มันลั่นวาจาเพียงไม่กี่วันหน่วยกองปราบของผู้กองขุนพันธ์ระดมจับ สายของอแวสะดอได้กว่า๒๐คน เมื่อถูกสอบสวนอย่างหนักหลายคนได้การรับสารภาพและถูกส่งขึ้นศาลได้รับการพิพากษาโทษมากน้อยตามลำดับความผิด “มือปราบพระกาฬ”ยังบุกจับนางบุหงอเมียของอแวสะดอและยังจับเมียของสะมะแอมาคุมขังไว้เพราะผู้หญิงสองคนนี้ลอบส่งเสบียงหาข่าวให้ผัวโจร นอกจากนี้ยังได้จับโต๊ะกระเดาะเป็นสมุนเอกอีกคนของอแวสะดอมีความเชี่ยวชาญด้านโหรคอยพยากรณ์ฤกษ์ยามให้กับโจรได้แม่นยำ การปฏิบัติการครั้งนี้ของขุนพันธ์ทำให้ขวัญกำลังใจของเหล่าโจรลดลงอย่างมาก เท่ากับบีบบังคับให้พวกมันอยู่เเต่บนเขาเสบียงอาหารและข่าวสารถูกปิดตา ยลงสิ้นเชิง

วันที่๒กุมพาพันธ์ สายรายงานให้ทางศูนย์ทราบว่า ขุนโจรอแวสะดอจะลงจากเขามาเอาเสบียงอาหารที่พวกของมันมาซ่อนเอาไว้ที่เชิงเขาบูดู๑แห่งในสวน๑แห่งในบ้านอีก๑แห่งผู้บังคับการจึงมอบอำนาจหน้าที่ให้ผู้กองขุนพันธ์รับผิดชอบพร้อมกันนี้ผู้บังคับการฯท่านข้าหลวงฯปลัดจังหวัดได้ร่วมเดินทางไปด้วย โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสงขลา๑๐นาย อันเป็นหน่วยปะทะออกเดินทางทันทีทั้งหมดไปถึงเชิงเขา กำลังตำรวจกระจายกันโอบล้อมจุดที่เสบียงซ่อนอยู่ เวลาผ่านไปยิ่งดึกอากาศยิ่งหนาวเหน็บประมาณตี๒ไม่มีวี่แววของขุนโจรจะลงมาเอาเสบียงผู้บังคับการจึงมีคำสั่งถอนกำลังกลับแต่ขุนพันธ์เชื่อว่า ยังไงๆอแวสะดอต้องลงมาแน่นอน

จึงขออณุญาตรอคอยและขอกำลังส่วนหนึ่งไว้มี ร.ต.ท.หม่อมสอ้าน ลัดดาวัลย์ พลฯ เงิน เพรชทองขาว พลฯ ลบ นวลปานและนายสุวรรณคนนำทางผู้บังคับการก็อนุญาตตามคำขอ เมื่อขบวนของผู้บังคับการกลับไปแล้วผู้กองมือปราบจึงสั่งย้ายกำลังไปซุ่มอยู่หลังป่าละเมาะทึบเหนือที่ซ่อนเสบียงขึ้นไปอีก๔วาเพราะจุดนี้สามารถถอยการกลับขึ้นเขาของเหล่าร้ายได้ ตำรวจทุกคนรอคอยด้วยความอดทนและต่อสู้กับสภาพอากาศที่หนาวเย็นผู้หมวดหม่อมสอ้านคอยฟังสรรพสำเนียงอยู่ตลอดลูกน้องบางคนก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

ตี๔กว่าผู้กองมือปราบได้ยินเสียงนกและกระรอกร้องทักจากคาคบไม้ มันผิดปกติจึงสะกิดต่อๆกันไปให้ตำรวจที่หลับตื่นขึ้นเตรียมตัวปะทะ ทุกคนปฏิบัติตามอย่างเงียบเชียบเสียงย่ำเท้าลงบนพื้นหญ้าและกิ่งไม้ดังขึ้นแม้จะพยายามให้เบาแต่ดึกสงัดเงียบเช่นนี้ มันก็ดังชัดเจนคนที่ชำนาญป่ารู้ทันทีลักษณะการเดินอย่างนี้เป็นการเดินของคนชั่วเวลาอึดใจเดียวตรงจุดเสบียงได้ยินเสียงกลุ่มโจรพูดคุยกันเบาๆ

ร.ต.ท.หม่อมราชวงส์สอ้านจึงพูดเป็นภาษาพื้นเมืองส่งไปถามพวกมัน“อีตูสะปออีนีสะดะ” สิ้นเสียงคำตอบที่ได้รับคือเสียงปื นจากเหล่าร้ายกลุ่มโจรลั่นไกใส่ตำรวจนัดหนึ่งตำรวจที่หลบอยู่หลังพุ่มไม้กระจายกันออกสกัดตามแผนทันที พลฯ ลบซึ่งอยู่ข้างๆขุนพันธ์เหนี่ยวไกพระรามหกสวนเข้าใส่พร้อมกับผู้กองมือปราบเผ่นกระโจนออกมาที่ซุ่มลุยเข้าหากลุ่มโจรเพียงคนเดียวอย่างซึ่งหน้า ไอ้โจรที่อยู่เบื้องหน้าห่างจากท่านขุนฯประมาณ๒วา ยิงเข้าใส่แต่กระสุนนั้นเเคล้วคลาด ท่านขุนเลยสวนด้วยลูกซองแฝด๒นัดซ้อนเข้าที่หน้าของมันมันผงะเซไปแต่ไม่ล้ม ขุนพันธ์ฯกระชากรีวอลเวอร์ที่เอวสาดกระสุนรวดเดียว๖นัด โจรหงายหลังล้มลงขุนพันธ์ตะโกนสั่งพลฯเงินกับนายสุวรรณเฝ้าร่างไร้วิญญาณเอาไว้ แล้วก็วิ่งไล่โจรที่เผ่นหนีขึ้นเขาไปโดยมี ร.ต.ท.หม่อมสอ้านตามไปติดๆ แต่ทว่าบรรยากาศมันช่างมืดมิดวิ่งไปไม่เท่าไรก็ต้องหยุดตามคนร้ายเพราะไม่รู้จะไปทางไหน

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงปืนหลายนัดบริเวณเชิงเขาที่พวกตนเพิ่งจะจากมา ขุนพันธ์หันไปบอกหม่อมสอ้าน“เฮ้ยหม่อมสงสัยพวกมันตลบหลังเสียแล้วรีบกลับเถอะ” กล่าวเสร็จก็วิ่งนำหน้าลงมาอย่างรวดเร็วเพียงเวลาไม่กี่อึดใจก็มาถึงจุดปะทะเห็นไอ้โจรคนหนึ่งยืนตระหง่านคุมเชิงอยู่ หมวดสอ้านไม่รีรอหน่ำด้วยปื นกลมือแบล็คมันจนหมดชุด แต่ไอ้โจรไม่ยอมล้มผู้หมวดสอ้านเปลี่ยนแม็กกาซีนชุดใหม่เข้ารังเพลิงพร้อมกับกราดเข้าไปอีกชุดจนหมดแม็กฯ ทว่ายังคว่ำมันไม่ลงได้เพียงโอนเอนไปมา

ฝ่ายขุนพันธ์จะใช้ลูกซองและปื นพกก็ใช้ไม่ได้เพราะไม่ได้บรรจุกระสุนใหม่จึงเหวี่ยงปืนทิ้ง กระโดดเข้าต่อยด้วยกำปั้นขวาเข้าปลายคางจนไอ้โจรเอียงวูบ พร้อมกับเตะขาตามไอ้โจรก้ล้มตึงลงตรงนั้นผู้กองไม่ปล่อยโอกาสรีบเข้ากระโดดจับคอปล้ำกันไปกันมามือของผู้กองไปจับถูกอะไรตุงๆที่เอวของคนร้ายจึงกระชากออกจากเอวมันเเล้วเหวี่ยงทิ้งไปเพราะคิดว่าเป็นปื น จังหวะนั้นหม่อมสอ้านกับพลฯลบเข้ามาช่วยจับกุมใส่กุญแจมือ ผู้กองมือปราบก็ถอยห่างออกมายืนหอบด้วยความเหนื่อย จากนั้นสอบถามมันเเต่พอรู้ชื่อของคนร้ายทุกคนถึงกับตะลึงเพราะมันคือ”อแวสะดอ ตาและ”นั่นเอง

มันรับสารภาพว่า ครั้งแรกลูกน้องเป็นคนลั่นกระสุนมันจึงลั่นตามออกไปบ้าง พอดีขุนพันธ์กระโดดออกมาดวลกับมันซึ่งๆหน้าก็แกล้งทำเป็นตายเพื่อเอาตัวรอดเมื่อเห็นเหลืออยู่แค่พลฯช่วยและนายสุวรรณจึงคว้าปื นยาววินเซสเตอร์๖เหลี่ยม๑๒นัดคู่มือออกยิ งคนทั้งสอง แต่โชคดีที่พวกเขาพากันวิ่งรอบต้นไม้ใหญ่กระสุนจึงไม่ถูกจากการตรวจสอบบาดแผลของอแวสะดอพบว่า หน้าผากของมันมีรอยกระสุนรีวอลเวอร์ที่ปากและลูกกระเดือกมีรอยถูกการเหนี่ยวไกจากลูกซอง แขนขาเป็นรอยถูกด้วยปืนกลเสื้อผ้าไม่มีรอยขาดแม้เเต่รูเดียวที่น่าแปลกรอยถูกลูกปื นทุกรอยมีเเค่ยางบอนและบวมซ้ำเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นตอนมันกำลังให้ปากคำ มันได้คายกระสุนปื นลูกซอง๙เม็ดออกมาให้ดูอย่างหน้าตาเฉย

ใกล้สว่างแล้วผู้บังคับการและคณะของข้าหลวงยกกำลังขึ้นมาช่วย เลยช่วยกันคุมผู้ต้องหากลับพร้อมกันนี้ได้ปลดเครื่องรางฯออกจากอแวสะดอให้ท่านข้าหลวงเก็บไว้ อะแวสะดอถูกคุมขังอยู่๓วัน ระหว่างนั้นมีประชาชนจากปัตตานี ยะลา กลันตัน เดินทางมาดูโจรมืดฟ้ามัวดิน ทางการเกรงจะมีการแย่งชิงตัวผู้ต้องหาเลยได้ย้ายอะแวสะดอไปคุมขังที่จังหวัดนราธิวาส จอมโจรผู้หนังเหนียวถูกจองจำได้ไม่ถึง๑๐วัน มันก็ลอบกินยาปลิดชีพตัวเอง จากการปฏิบัติหน้าที่ของขุนพันธ์บรรดาชาวไทยอิสลามในสี่จังหวัดภาคใต้ได้ให้สมญานามแก่ขุนพันธ์ว่า “รายอกะจิ” ด้วยความยกย่อง ส่วนราชการได้ความดีความชอบโดยเพิ่มขั้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ และสิ่งหนึ่งที่มือปราบหนังเหนียวของทางราชเก็บไว้เป็นที่ระลึก คือ กริชคู่มือของอะแวสะดอนั้นเอง

ขอมอบ พระคาถากันคมเขี้ยวงา จิปิเสคิ เพ็ชชะอะระหัง โภชนัง ปฏิเสวามิฯ นะโมพุทธายะ มะอะอุ ยะธาพุทโม นะอุอะมะฯ เสก ๑ จบ เป่าใส่น้ำลูบศีรษะ ขอความแข็งแกร่ง ความแคล้วคลาดรอดพ้นจากคมมีด เขี้ยวงาและอาวุธทั้งหลาย

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

Leave a Reply