อ้าวหลวงตาไปไหนล่ะ หายไปไหนเสียแล้ว

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ หลวงพ่อกวย “อ้าวหลวงตาไปไหนล่ะ หายไปไหนเสียแล้ว” นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

หลวงพ่อเป็นหลวงตา ครั้งหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้าบวชพระได้ใหม่ๆในกุฏิของข้าพเจ้านั้นก็จะมีรูปของหลวงพ่อบานใหญ่บานหนึ่งอยู่บนหิ้งพระตั้งแต่บวชมาได้สักอาทิตย์กว่าๆ ก็มีเสียงของพวกลูกศิษย์วัดมันพูดกันหนาหูว่า เห็นพระหลวงตาแก่ๆองค์หนึ่งมักเดินขึ้นมาบนกุฏิของข้าพเจ้าแล้วหายไป แต่ก็ไม่มีใครทราบว่าเป็นพระมาจากที่ไหน บางทีเวลามีพระอาคันตุกะมาวัดก็มักจะถามว่าไม่เห็นพระหลวงตาที่อยู่บนกุฏิของข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าก็นึกฉงนใจอยู่บ้างแต่ก็พอจะอุปมาได้ว่าน่าจะเป็นหลวงพ่อกวยท่านมาโปรดข้าพเจ้า

อันจะมีอยู่ครั้งหนึ่งเป็นเวลาดึกสงัดแล้ว ขณะที่ข้าพเจ้ากำๆเคล้มๆจะจำวัดอยู่สายตาของข้าพเจ้าก็เหลือบไปเห็นจีวรปลิวไสวๆอยู่ข้างที่นอนพอลุกขึ้นมาจีวรนั้นก็หายไปเลยและที่สำคัญวัดที่ข้าพเจ้าบวชอยู่นั้นก็เป็นวัดนิกายสายธรรมยุตแต่สีของจีวรที่ข้าพเจ้าเห็นนั้นต่างจากพระที่วัดนี้ข้าพเจ้าจึงมั่นใจว่า ต้องเป็นหลวงพ่อที่มาตรวจตราดูลูกศิษย์ด้วยความเมตตาแน่ๆเพราะตอนที่ข้าพเจ้าบวชอยู่นั้นได้มีพระที่มาจากทางเขมรอยู่หลายรูปมีวิชาสายมนดำต์ทางกระทำและคล้ายๆอยากจะลองดีกับข้าพเจ้าอยู่แล้วว่า ครูบาอาจารย์จะแน่สักแค่ไหน พวกเขมรนี่เขาชอบลองดีกันก็น่าจะเห็นเหตุที่ “หลวงพ่อ”ท่านเมตตาห่วงใย ท่านจึงมาตรวจตราดูลูกของท่าน กลัวว่าจะโดนดีเข้าก็อาจจะเป็นได้

หลวงพ่อไปบินฑบาตรด้วย ครั้งหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้ากำลังทำวัตรสวดมนต์ในตอนตีสี่และทำกิจของสงฆ์เรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้คิดดำริขึ้นว่า พระที่วัดของเรานั้นมีอยู่มากก็มีบางครั้งที่อาหารมิเพียงพอจะได้ก็เป็นแต่เพียงอาหารเดิมๆ เพราะข้าพเจ้านั้นเป็นพระใหม่ต้องอยู่แถวท้ายๆ(แต่ใจนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ เพียงแต่ความเป็นจริงเป็นอย่างนี้) ข้าพเจ้าจึงปรารภกับรูปของหลวงพ่อว่า หลวงพ่อครับวันนี้ลูกขออาราธนาให้หลวงพ่อไปบิณฑบาตรกับลูกด้วยนะขอรับ ชะรอยเพื่อว่าลูกจะได้ขอพึ่งบารมีของหลวงพ่อด้วยนะขอรับ ก็เลยตั้งจิตอธิฐานแล้วตั้งนะโม ๓ จบตามด้วย ตะมังถัง ปะกา เสนโตฯ แล้วต่อด้วย “พระคาถาพระสีวลีเถระ”ของหลวงพ่อ จบแล้วพอฟ้าสางก็ออกเดินย่างไปบิณฑบาตร วันนั้นข้าพเจ้าไปแต่เพียงองค์เดียวเพราะพระผู้ใหญ่ท่านอาพาธ ส่วนพระบวชใหม่รูปอื่นก็อาพาธเหมือนกัน

ระยะทางก็ราวๆ ๓ กิโลกว่าๆ เพราะไปในหมู่บ้านเล็กๆไปเพียงองค์เดียวไม่มีลูกศิษย์ ในใจก็ว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ ไปเรื่อยๆ ก็มีโยมแกมาใส่บาตรบ้านแรกใส่ข้าวกับอาหารคาวหวานพร้อม ข้าพเจ้าก็ไม้ได้ผิดสังเกตุอะไรเสร็จแล้วก็ให้พรในใจแต่ก็ทำปากขมุบขมิบให้เขาเห็น พอรู้(พระสายธรรมยุตเขาไม่ให้พรเสียงดังๆกัน) แล้วก็เดินตามทางประจำต่อไป เดินไปสักครู่ใหญ่ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเดินผ่านร้านขายขนมครกในหมู่บ้านอยู่นั้น สิ่งอัศจรรย์ก้ได้บังเกิดขึ้นมากับข้าพเจ้ากล่าวคือ ข้าพเจ้าได้ยินเสียงของแม่ค้าอุทานขึ้นมาว่า “อ้าวหลวงตาไปไหนล่ะ ก็เมื่อกี้ยังเห็นหลวงตาอยู่เลย หายไปไหนเสียแล้ว” ข้าพเจ้าถึงกับสะดุ้งตกใจเลย แต่ก็เก็บอาการเอาไว้เพราะเป็นพระต้องสำรวมอินทรีย์ ใจงี้เต้นแรงมากแต่ก็ได้แต่ยิ้มเล็กน้อยให้โยมเขา เพราะใจของข้าพเจ้ามั่นในใจอยู่แล้วว่า ต้องเป็นหลวงพ่อแน่ๆและไม่เคยสงสัยในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อเลยสักครั้ง และแล้วความอัศจรรย์ก็ประจักษ์กับข้าพเจ้าอีก ๒ ครั้ง เป็น ๓ วาระ

ขณะที่ข้าพเจ้าได้เดินบิณฑบาตรได้ประมาณ ๒ กิโลฯก็มีตายายสองคนอุทานคำๆเดิมออกมาอีกข้าพเจ้าก็ได้แต่เพียงยิ้มให้แกอีกเฉยๆและเมื่อเข้าไปในตลาดก็มีหญิงสาววัยกลางคนเข้ามาใส่บาตรกับข้าพเจ้าแล้วอยู่ๆแกก็ทำท่าเหมือนจะใส่บาตรให้พระอีกรูปทั้งๆที่ขณะนั้นมีแต่เพียงข้าพเจ้าแต่เพียงคนเดียวที่ไปบิณฑบาตร แล้วผู้หญิงคนนั้นก็สะดุ้งแปลกใจว่า เมื่อกี้แกเห็นหลวงตามาด้วยกันกับข้าพเจ้าและแกก็ยืนยันว่า แกเห็นจริงๆไม่ตาฝาดแต่ประการใด เสร็จแล้วข้าพเจ้าก็บอกแกไปว่าอย่าสงสัยไปเลยนี่ก็เป็นนิมิตหมายอันดีอยู่ไม่ใช่หรือ แล้วก็ให้พรแกไปแบบเดิมแล้วข้าพเจ้าก็เดินบิณฑบาตรต่อไป วั้นนั้นข้าพเจ้าดีใจมากเพราะรู้ว่าหลวงพ่อคงเห็นในความดีของข้าพเจ้าที่ตั้งใจทำท่านก็เลยมาสงเคราะห์ข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าสาบานได้ว่านี่คือเรื่องจริงแท้แน่นอนและก็เชื่อว่า พี่ๆน้องๆที่เคารพนับในองค์ของหลวงพ่อทุกคนนั้นก็คงไม่มีใครที่จะแคลงใจในอภินิหารแห่งความทรงอภิญญาสมาบัติขององค์หลวงพ่อ ว่าถ้าเรานี้มีศรัทธาจริงเคารพและเชื่อมั่นอย่างหมดหัวใจแล้วลูกของท่านทุกๆคนจะรับรู้ได้เอง“เป็นปัตจัตตัง” สรุปว่า วันนั้นข้าพเจ้าหิ้วกับข้าวกลับมาวัดไม่ไหวเลยต้องฝากให้โยมในหมู่บ้านเอาขึ้นรถมาส่งที่วัด มิเพียงเท่านั้นภายในวันเดียวกันข้าพเจ้ากลับได้รับกิจนิมนต์ซ้อนกันวันเดียว ๓ งาน เลยซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่แปลกมากที่เจ้าอาวาสท่านจัดมาให้แบบนี้แบบว่าเล่นเอาพระในวัดงงๆกันใหญ่เลย ก็วันนี้ไง๋ผิดคิวยังไงชอบกล้ ชอบกล

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply