“อ.ชุม ไชยคีรี” สร้างพระนาคปรกเทพนิมิตร ลองกันเห็นๆ ตะลึงกันทั้งวัด

หากกล่าวถึงอาจารย์สายฆราวาสในประเทศไทยก็มีอยู่หลายท่าน “อ.ชุม ไชยคีรี”  ๑ ใน ๔ จตุรเทพ อาจารย์ฆราวาสสายเหนียวในยุคหลัง ๒๕๐๐ จตุรเทพ ท่านจะมีชื่อเสียงมากในยุคนั้น วันนี้ได้นำเรื่องราวของ “อ.ชุม ไชยคีรี” สร้างพระนาคปรกเทพนิมิตร มาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

อาจารย์ชุม ไชยคีรี ลองของเหรียญนาคปรกใบมะขามพระเทพนิมิตร ที่วัดประยูรฯ ในบรรดาอาจารย์ฆราวาส มีคุณพ่อชุมเป็นหนึ่งในไม่กี่ท่านที่ไม่เคยได้ยินว่าเป็นของไม่จริง อาจจะเป็นเพราะคุณพ่อชุมได้พิสูจน์จนคนทั้งหลายเชื่อว่าไสยศาสตร์มีจริง อำนาจคุณพระมีจริง ตั้งแต่สมัยอยู่ทางใต้ท่านลองจนพระอาจารย์เอียดวัดดอนศาลาเรียกไปพบ พระอาจารย์เอียดได้เตือนว่า การลองของมากเกินไปอาจจะทำให้ประมาท อาจจะทำให้เสียชื่อได้

แต่คุณพ่อได้อธิบายให้พระอาจารย์ที่ต้องลองเพราะต่อไปคนจะเชื่อยาก ถ้าไม่ลองให้ดูก็จะหาว่าเป็นการหลอกลวง แต่ที่อาจารย์เรียกมาตักเตือน นับเป็นคำสอนอันล้ำค่า ผมจะไม่ประมาทในการลองของทุกครั้งเมื่อพระอาจารย์เอียดได้ยินจึงได้อนุญาตให้คุณพ่อชุมทำการลองของได้ ว่ากันว่า ตลอดชีวิตพระอาจารย์เอียด ได้อนุญาตให้คุณพ่อชุมเพียงคนเดียวเท่านั้น

เมื่อปีพ.ศ.๒๔๙๙ คุณพ่อชุมได้ไปสร้างพระเทพนิมิตรเป็นเหรียญนาคปรกขนาดเล็กที่วัดประยูรฯ เมื่อปลุกเสกเสร็จมีการประกาศว่า จะมีการทดลองอำนาจคุณพระให้คนชม ทำเอาคนแตกตื่นกันไม่น้อย เพราะไม่เคยมีการทดลองเยี่ยงนี้มาก่อน พอถึงวันกำหนดมีประชาชนมามุงดูหลายร้อย พอถึงเวลาคุณพ่อชุมได้นำพระมาแจกแก่ผู้ที่ต้องการพิสูจน์จำนวนหลายคน ท่านได้สอนให้คนเหล่านั้นกำพระไว้ แล้วให้ภาวนาจนจิตสงบ

เวลาผ่านไปประมาณสิบนาที ท่านได้ชี้ไปที่คนหนึ่งเป็นชายรูปร่างอ้วนหน่อย บอกว่า”คนนี้นั่งเข้าถึงคุณพระได้” จึงนำชายคนดังว่ามานั่งเก้าอี้ให้ภาวนาแบบเดิม แล้วท่านก็เริ่มนำมีดนาๆชนิด มาเฉือนตามตัว ตามแขน ตามหูตามคอ สร้างความแตกตื่นให้คนที่มุงดูเป็นอย่างมากบางคนถึงกับหลับตาปี๋ แต่หลังเฉือนไประยะหนึ่ง คุณพ่อชุมเหมือนยังไม่สะใจ ให้ลูกศิษย์นำปืนออกมาพร้อมโชว์กระสุนใหม่ ท่านเจ้าคุณที่เป็นเจ้าอาวาสเห็นว่า ถึงกะจะลองปืน จึงมาขอร้องคุณพ่อชุมว่าลองแค่นี้พอแล้ว

บทความที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเรื่องราวของ “อ.ชุม ไชยคีรี” สร้างพระนาคปรกเทพนิมิตร  ที่เป็นตำนานเล่าขานสืบต่อกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ ได้นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

One comment

ใส่ความเห็น